บทเรียนออนไลน์
ประถมศึกษาปีที่ 6
วิชาคณิตศาสตร์
วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี
วิชาคอมพิวเตอร์

วิชาดนตรี
วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร
วิชาภาษาไทย
เรื่อง คำสรรพนาม
สาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
คำสรรพนาม หมายถึง คำที่ใช้แทนคำนามหรือข้อความที่กล่าวมาแล้ว เพื่อไม่ต้องการกล่าวซ้ำอีก ทั้งยังช่วยให้เนื้อความไพเราะและสละสลวยขึ้น
คำสรรพนาม แบ่งเป็น 6 ชนิดคือ
1. บุรุษสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่กล่าวถึง แบ่งเป็น 3 ชนิดคือ
1.1 สรรพนามบุรุษที่ 1 ใช้แทนตัวผู้พูด เช่น ฉัน ข้าพเจ้า ผม ดิฉัน ข้า อาตมา เป็นต้น
1.2 สรรพนามบุรุษที่ 2 ใช้แทนตัวผู้ฟัง เช่น เธอ ท่าน คุณ ฝ่าพระบาท โยม เอ็ง เป็นต้น
1.3 สรรพนามบุรุษที่ 3 ใช้แทนผู้ที่กล่าวถึง เช่น เขา มัน พระองค์ เป็นต้น
2. ประพันธสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค ทำหน้าที่แทนคำนามหรือคำสรรพนามที่
อยู่ข้างหน้าได้แก่ ผู้ ที่ ซึ่ง อัน เป็นต้น
ตัวอย่าง คนที่เป็นครูต้องมีความอดทน
ไม้อันอยู่ในห้องคุณปู่คือไม้ตะพด
3. วิภาคสรรพนาม เป็นคำสรรพนามบอกความชี้ซ้ำที่ใช้แทนคำนามหรือคำสรรพนามที่แยกเป็น
ส่วนๆ เป็นคนๆ หรือเป็นพวกๆ ได้แก่ ต่าง กัน บ้าง เป็นต้น
ตัวอย่าง นักกีฬาต่างทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด
พวกเขาเล่นกันอย่างสนุกสนาน ชาวบ้างก็ดำนา บ้างก็ไถนา
4. นิยมสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามชี้เฉพาะเจาะจง หรือบอกความใกล้ไกลที่เป็น
ระยะทางเพื่อให้ผู้พูดกับผู้ฟังเข้าใจกันชัดเจนขึ้น ได้แก่ นี่ นั่น โน่น นี้ นั้น โน้น
ตัวอย่าง พี่มาถึงที่นี่เมื่อไหร่
โน่นคือภูระดึง กระเป๋าใบนี้เป็นของฉัน
5. อนิยมสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามทั่วๆไป ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง ได้แก่ ใคร อะไร
ไหน ผู้ใด บางครั้งก็เป็นคำซ้ำๆ เช่น ใครๆ อะไรๆ ไหนๆ ใดๆ เป็นต้น
ตัวอย่าง ผู้ใดที่กระทำผิด แล้วสำนึกผิด เราควรให้อภัย
ใครๆก็ไม่รักผม อะไรๆก็ไม่อาจทำให้ฉันเปลี่ยนใจได้
6. ปฤจฉาสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่มีเนื้อความเป็นคำถาม เช่น ใคร อะไร ไหน ผู้ใด เป็นต้น
ตัวอย่าง ใครไปงานวันเด็กมาบ้าง
ภาษาไทยวันนี้เรียนเรื่องอะไร
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อยู่ที่ไหน
ภาษาไทย
ภาษาไทย
การใช้ห้องสมุด
ห้องสมุด เป็นสถานที่รวบรวมวัสดุเพื่อการศึกษาค้นคว้าประเภทต่างๆทั้งที่ให้ความรู้และความบันเทิง มีการจัดสื่อต่างๆ อย่างเป็นระบบมีบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ในห้องสมุดเป็นผู้ดูแลและให้บริการแก่ผู้ใช้ห้องสมุด
สื่อที่อยู่ในห้องสมุด
1. วัสดุตีพิมพ์ เช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร แผ่นพับ
2. โสตทัศนวัสดุ เช่น แผนที่ แผนภาพ รูปภาพ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ แผ่นดิสก์ ซีดีรอม
การจัดหมู่หนังสือ
คือ การจัดหนังสือที่มีเนื้อเรื่องหรือแบบการประพันธ์เดียวกันหรือคล้ายคลึงกันไว้ด้วยกัน แล้วกำหนดสัญลักษณ์แทนประเภทหนังสือ การจัดหมู่หนังสือที่นิยมใช้ในห้องสมุดทั่วไปคือ ระบบทศนิยมของดิวอี้
เลขหมู่หนังสือตามระบบทศนิยมของดิวอี้
เลขหมู่หนังสือ ประเภทหนังสือ
000 ความรู้ทั่วไป
๑๐๐ ปรัชญา จิตวิทยา
๒๐๐ ศาสนา
๓๐๐ สังคมศึกษา
๔๐๐ ภาษา
๕๐๐ วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์
๖๐๐ เทคโนโลยี
๗๐๐ ศิลปะ การบันเทิง กีฬา
๘๐๐ วรรณคดี
๙๐๐ ภูมิศาสตร์-ประวัติศาสตร์
การเรียงเลขหนังสือ จะเรียงจากเลขน้อยไปหาเลขมาก โดยเลขน้อยจะอยู่ทางซ้าย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไปทางขวา สัญลักษณ์แทนเนื้อหา เช่น
ย แทน หนังสือเยาวชน
น แทน หนังสือนวนิยาย
ส แทน หนังสือสารคดี
ร แทน เรื่องสั้น
เลขเรียกหนังสือ
ประกอบไปด้วยเลขหมู่หนังสือ อักษรตัวแรกของชื่อผู้แต่ง และอักษรตัวแรกของหนังสือ เช่น หนังสือเรื่อง หลักภาษาไทย ของกำชัย ทองหล่อ จะมีเลขเรียกหนังสือเป็น
เลขหมู่หนังสือ
อักษรตัวแรกของหนังสือ
อักษรตัวแรกของชื่อผู้แต่ง
๔๐๐.๑๐๔ คือ เลขหมู่หนังสือหมวดภาษา
ก คือ กำชัย ทองหล่อ
ห คือ หลักภาษาไทย
มารยาทในการใช้ห้องสมุด
1.แต่งกายสุภาพเรียบร้อย
2.ไม่นำกระเป๋า ถุงย่ามเข้าห้องสมุด และฝากสิ่งของอื่นๆไว้ในที่ที่ห้องสมุดจัดไว้
3.ไม่คุยกันหรือส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น
4.ไม่นำอาหารหรือเครื่องดื่มเข้าไปในห้องสมุด
5.หยิบหนังสืออย่างระมัดระวัง ไม่ให้หนังสือชำรุด เสียหาย
6.ไม่ขีดเขียน ไม่ตัดหรือฉีกหนังสือ ไม่พับมุมหนังสือ
7.เมื่อใช้หนังสือเสร็จแล้วให้ปฏิบัติตามระเบียบของห้องสมุดนั้นๆ
8.ไม่ควรหยิบหนังสือมาครั้งละหลายๆเล่ม เพราะผู้อื่นจะไม่มีโอกาสอ่าน
9.เมื่อลุกจากที่นั่งให้เลื่อนเก้าอี้เก็บให้เรียบร้อย
10.ยืมหนังสือก่อนที่จะนำหนังสือออกจากห้องสมุด ถ้าไม่มีบัตรยืมก็จะไม่สามารถยืมหนังสือได้ แต่สามารถอ่านหนังสือในห้องสมุดได้
ใบงาน / ใบความรู้
เรื่อง ห้องสมุดน่ารู้
สาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครูศิริวรรณ ราชภักดี
คำสั่ง ตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้ห้องสมุด
1.ใครเป็นผู้ดูแลและให้บริการแก่ผู้ใช้ห้องสมุด
2.โสตทัศนวัสดุหมายถึงอะไร(ให้นักเรียนยกตัวอย่างประกอบ)
3.เลขหมู่หนังสือ มีวิธีการเรียงอย่างไร
4.เลขเรียกหนังสือประกอบด้วยอะไรบ้าง
5.ถ้านักเรียนต้องการหาหนังสือในห้องสมุด นักเรียนต้องทำอย่างไร
6.ถ้านักเรียนต้องการยืมหนังสือในห้องสมุด นักเรียนต้องทำอย่างไร
7.นักเรียนควรปฏิบัติตนอย่างไร จึงจะเป็นผู้ที่มีมารยาทในการใช้ห้องสมุด
บันทึกหลังการเรียน
การจัดทำบทเรียนออนไลน์นอกจากทำให้ลดปัญหาการเรียนไม่ทันแล้วยังทำให้เกิดแนวคิดใหม่ซึ่งค้นพบว่า ไม่ควรปล่อยให้นักเรียนเรียนรู้จากแบบเรียนเท่านั้น เพราะแบบเรียนเป็นเหมือนความจำเจที่นำมาโรงเรียนทุกวันซึ่งตรงข้ามกับวัยของนักเรียนที่มักค้นคว้าหาสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ
บทเสภาขุนช้างขุนแผน
(ตอนกำเนิดพลายงาม)
ผู้แต่ง
เสภาขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม นี้เป็นบทประพันธ์ของสุนทรภู่
ที่มาของเรื่อง
บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นวรรณคดีที่คนไทยรู้จักกันมาแต่ช้านานเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นวรรณคดีที่นำเสนอชีวิตของสามัญชนได้ชัดเจนและมีสีสันกว่าวรรณคดีเรื่องอื่นๆ และเรื่องราวในวรรคดีเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนไทยมาตลอดทุกยุคทุกสมัย
ที่เรียกวรรณคดีเรื่องนี้ว่า บทเสภา เพราะมีลักษณะการแต่งเป็นกลอนเสภา การขับเสภานั้นเป็นการเล่าให้คนฟัง แต่เพื่อให้การเล่ามีความน่าสนใจ ชวนติดตาม จึงมีการแต่งเป็นลำนำที่คล้องจองและมีจังหวะจะโคน การขับเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา กล่าวกันว่าเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง มีผู้สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จ
พระรามาธิบดีที่ 2 ต่อมามีคนนำเรื่องนี้มาแต่งเป็นลายลักษณ์อักษร มีการแต่งเพิ่มเติมอีกหลายตอนและมีหลายสำนวน บทเสภาฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดเป็นผลงานของกวีหลายคนที่ชำระและแต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้มีการชำระบทเสภาเพิ่มเติมเรียกกันว่าบทเสภาขุนช้างขุนแผน ฉบับหอสมุด
วชิรญาณ
ลักษณะคำประพันธ์
ลักษณะการแต่งเป็นกลอนเสภา การขับเสภานั้นเป็นการเล่าให้คนฟัง แต่เพื่อให้การเล่ามีความน่าสนใจ ชวนติดตาม จึงมีการแต่งเป็นลำนำที่คล้องจองและมีจังหวะจะโคน
เนื้อเรื่อง
เสภา ขุนช้างขุนแผน มีหลายตอน เนื้อหาทั้งหมดกล่าวถึงเรื่องราวความรัก และการแย่งชิงนางผู้เป็นที่รัก ระหว่างคนสามคนคือ ขุนแผนหรือพลายแก้ว นางวันทองหรือพิมพิลาไลย และขุนช้าง โครงเรื่องของเสภานี้มีลักษณะเป็นเรื่องรักสามเส้า
ที่จบลงด้วยความตายของฝ่ายหญิงคือ นางวันทอง เป็นนิยายรักพื้นบ้านมีหลายรสทั้งทุกข์ สุข ผิดหวัง สมหวัง อิจฉาริษยา ตื่นเต้นผจญภัย สะท้อนภาพการดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อของคนไทยในอดีตได้อย่างดี นอกจากนี้แล้วยังแทรกเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ อันเกิดจากคาถาอาคมและไสยศาสตร์ตามความเชื่อและค่านิยมของคนไทยสมัยก่อน
ซึ่งบางอย่างก็ยังมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน
ตัวละคร
ตัวละครในเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นตัวละครในวรรณคดีที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ผู้แต่งได้สร้างชีวิตของตัวละครให้มีลักษณะของมนุษย์ปุถุชน ที่มีทั้งข้อดีและข้อด้อยระคนกัน
ขุนแผน เป็นที่รู้จักว่าเป็นพระเอกนักรบผู้เก่งกล้า และเป็นนักรักผู้ลือนาม จนกลายเป็นที่มาของสำนวนเปรียบเทียบชายเจ้าชู้ว่าเป็น ขุนแผน
นางวันทอง เป็นตัวละครเอกฝ่ายหญิงที่มีชีวิต
น่าสงสาร ตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชาย และแทบจะไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ชะตากรรมที่เธอได้รับล้วนแล้วแต่ถูกจารีตประเพณีและบุคคลอื่นเป็นผู้กำหนดแทบทั้งสิ้น ที่น่าสะเทือนใจกว่านั้นคือ ชื่อของเธอได้กลายมาเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจ ซึ่งเป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมของสังคม
ขุนช้าง เป็นตัวละครเอกอีกตัวหนึ่งเป็นคู่แข่ง
คู่แค้นของขุนแผน ขุนช้างเป็นเศรษฐี มีนิสัยเจ้าเล่ห์แสนกล อัปลักษณ์ทั้งรูปร่างหน้าตาและพฤติกรรม กระนั้นขุนช้างก็เป็นคนรักเดียวใจเดียว รักและหลงใหลนางวันทองจนสามารถกระทำเรื่องต่างๆได้โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องดีงาม
คุณค่าทางศิลปะการประพันธ์
เสภาขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม นี้เป็นบทประพันธ์ของสุนทรภู่ แม้เป็นตอนที่ไม่ยาวนัก แต่ก็มีตัวละครสำคัญแสดงบทบาทหรือเอ่ยถึงเกือบครบทุกตัว คือ ขุนช้าง ขุนแผน นางวันทอง พลายงามและนางทองประศรี รวมทั้งตัวละคร อมนุษย์ คือ ผีพรายซึ่งเป็นบริวารของขุนแผน และเมื่อพิจารณาถึงคุณค่าทางศิลปะการประพันธ์ อาจกล่าวได้ว่า เป็นตอนที่เปี่ยมไปด้วยรสแห่งวรรณคดี ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สะเทือนใจ ที่เกิดจากการพรรณนาให้เห็นความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ความสะเทือนใจที่เกิดจากความกลัวของพลายงาม ขณะเดินทางโดยลำพังไปในป่าที่เต็มด้วยบรรยากาศน่าพรั่นพรึง รวมไปถึงอารมณ์ขันที่แทรกอยู่หลายช่วง เมื่อนำมาขับเป็นเสภาซึ่งประกอบด้วยลีลา จังหวะและน้ำเสียงที่สะท้อนอารมณ์อันหลากหลาย ทำให้เสภาขุนช้างขุนแผนตอนนี้เป็นที่ประทับใจของผู้อ่านและผู้ฟังอย่างยิ่ง คุณค่าทางศิลปะการประพันธ์ของวรรณคดีเรื่องนี้มีอยู่มาก ดังตัวอย่าง
อารมณ์เศร้าสะเทือนใจในฉากร่ำลาระหว่างแม่กับลูก ซึ่งเป็นตอนที่มีผู้จดจำได้มากที่สุดตอนหนึ่ง
แม่รักลูกลูกก็รู้อยู่ว่ารัก คนอื่นสักหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน
จะกินนอนวอนว่าเมตตาเตือน จะจากเรือนร้างแม่ไปแต่ตัว
อารมณ์ที่กวีพรรณนาความห่วงหาอาลัยระหว่างพลายงามกับแม่ก่อให้เกิดภาพที่แจ่มชัดและเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ ดังบทที่ว่า
ลูกก็แลดูแม่แม่ดูลูก ต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล
สะอื้นร่ำอำลาด้วยอาลัย แล้วแข็งใจจากนางตามทางมา
เหลียวหลังยังเห็นแม่แลเขม้น แม่ก็เห็นลูกน้อยละห้อยหา
แต่เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวับวิญญาณ์ โอ้เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึง
อารมณ์สะเทือนใจอันเกิดจากบรรยากาศของฉากกับจิตใจของตัวละครที่หวาดหวั่นพรั่นพรึง ดังบทที่ว่า
จนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยข้อให้ท้อแท้ คิดถึงแม่วันทองแล้วร้องไห้
พระสุริยาสายัณห์ลงไรไร เหมือนจิตใจเจ้าจะขาดลงรอนรอน
พอจวนพลบพบฝูงจิ้งจอกน้อย วิ่งร่อยร่อยตามเขาแล้วเห่าหอน
แสยงเส้นโลมาให้อาวรณ์ ถึงดงดอนแดนบ้านกาญจน์บุรี
การใช้ถ้อยคำ
การเลือกสรรคำมาใช้ ใช้คำง่ายๆที่ให้ภาพ และมีสัมผัสแพรวพราว ทำให้เกิดเสียงเสนาะ ดังบทที่ว่า
ดุเหว่าร้องมองเมียงว่าเสียงแม่ ยืนชะแง้แลดูเงี่ยหูตรับ
อยู่นี่แน่แม่จ๋าจงมารับ วิ่งกระสับกระสนวนเวียนไป
การใช้คำเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนกับสิ่งหนึ่ง เป็นกลวิธีการใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพ ช่วยทำให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพและเข้าใจได้แจ่มแจ้งชัดเจนขึ้น เช่น
นางครวญคร่ำร่ำว่าน้ำตาตก เหมือนหนึ่งอกพุพองเป็นหนองฝี ขึ้นบนเรือนเหมือนใจจะจากร่าง เห็นขุนช้างชิงชังผินหลังหนี ต้นแคคางกร่างกระทุ่มชอุ่มออก ทั้งช่อดอกชูไสวเหมือนไม้เขียน
สำนวนไทยที่ปรากฏในเรื่อง
ฝ่ายขุนช้างหมางจิตให้คิดแค้น ลูกขุนแผนมั่นคงไม่สงสัย
เมื่อกระนั้นเหมือนกูครั้นดูไป ก็กลับไพล่เหมือนพ่ออ้ายทรพี
อีแม่มันวันทองก็สองจิต ช่างประดิษฐ์ชื่อลูกให้ถูกที่
เรียกพ่อพลายคล้ายผัวอีตัวดี ทุกราตรีตรึกตราจะฆ่าฟัน
สำนวนที่ปรากฏในบทเสภาขุนช้างขุนแผนข้างต้นคือ ทรพี และ วันทองสองใจ
ทรพี หรือ ลูกทรพี หมายถึง ลูกที่จิตใจชั่วช้า โหดร้าย ฆ่าได้แม้กระทั่งพ่อแม่ของตนเองโดยไม่เกรงกลัวบาปกรรม สำนวนนี้มาจากพฤติกรรมของควายเพศผู้ชื่อทรพี ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ควายตัวนี้มีกำลังและฤทธิ์อำนาจมากเพราะมีเทวดาคุ้มครองอยู่ ต่อมาได้ต่อสู้และฆ่าบิดาของตนเองตาย ภายหลังยังกำเริบลบหลู่เทพผู้เป็นใหญ่ และได้กล่าววาจาแสดงความอกตัญญูต่อเทวดาผู้คุ้มครองตน เทวดาจึงไม่คุ้มครองทรพีอีกต่อไป ทำให้ทรพีสิ้นฤทธิ์และถูกพาลีสังหาร
วันทองสองใจ เป็นสำนวนที่ใช้ประณามผู้หญิงที่มีจิตใจโลเลในความรัก รักผู้ชายสองคน และตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใครดี สำนวนนี้อ้างนางวันทองเป็นตัวอย่าง ชายสองคนนั้นคือ ขุนแผน หรือชื่อเดิมว่า พลายแก้ว ซึ่งเป็นรักแรกของนาง
นางวันทองมีลูกกับขุนแผน คือ พลายงาม ส่วนชายคนที่สองนั้นคือ ขุนช้าง
คุณค่าทางด้านสังคม
ชวนอ่านบทกลอนที่สะท้อนวิถีชีวิต และความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ดังบทที่ว่า
ฝ่ายผีพรายนายขุนแผนแค้นขุนช้าง
อุตส่าห์ง้างขอนใหญ่ให้เขยื้อน
แล้วเป่าแก้แผลหายละลายเลือน
เจ้าพรายเคลื่อนคลายฟื้นเหมือนตื่นนอน
การคลอดบุตรโดยหมอตำแย ดังบทที่ว่า
เรียกหาข้าคนอลหม่าน
บนนอกชานพวกผู้หญิงออกวิ่งสอ
ให้ไปรับยายสายกับยายยอ
แต่ล้วนหมอตำแยเซ็งแซ่มา
เข้าถือท้องต้องถูกว่าลูกด่ำ
เอาหน้าคว่ำไขว่ขวางไปข้างขวา
ช่วยผันแปรแก้ไขใกล้เวลา
บ้างตำยาขยำส้มต้มน้ำร้อน
การไว้ผมจุก ดังบทที่ว่า
ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนแม้นขุนแผนพ่อ
เหลืองลอออวบอ้วนเป็นนวลศรี
ทั้งจุกผมกลมกล่อมกระหม่อมดี
ช่างพาทีฉอเลาะพูดเพราะพราย
ทำให้เรานึกเห็นภาพเด็กชายหน้าตาดี น่ารัก รูปร่างอวบอ้วน ผิวเหลืองนวลลออ ไว้ผมจุก ช่างพูด ช่างฉอเลาะ และพูดเพราะ สมัยปัจจุบันเราจะเห็นเด็กรูปร่างหน้าตาน่ารักแบบพลายงามได้ทั่วไป แต่จะหาเด็กที่ไว้ผมจุก เช่นเดียวกับพลายงามได้ยาก สะท้อนค่านิยมการไว้ทรงผมของเด็กไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
ผมจุก คือ ผมที่ขมวดเอาไว้ตรงกลางกระหม่อม ผมส่วนอื่นนอกจากบริเวณจุกนี้ต้องโกนให้เกลี้ยงเกลาทั้งศีรษะ เพื่อให้รักษาความสะอาดง่าย
การไว้ผมจุกในสมัยก่อนเป็นแบบผมของเด็กที่นิยมไว้กันทั่วไปทุกชนชั้น เหตุที่นิยมให้เด็กไว้จุกนั้น เนื่องจากคนไทยมีคติความเชื่อว่า ขวัญของคนเราอยู่ตรงบริเวณกระหม่อม สังเกตจากกระหม่อมของเด็กแรกเกิด หรือเด็กอ่อนจะบางจนเห็นกระหม่อมเต้นตุบๆอยู่ เท่ากับว่าขวัญหรือชีวิตอยู่ตรงนั้น สอดคล้องกับธรรมชาติสรีระของเด็กแรกเกิด กะโหลกศีรษะ
ในส่วนกระหม่อมยังไม่ประสานกันสนิท แต่จะค่อยๆสร้างกระดูกกะโหลกประสานเข้าหากันจนเต็มเมื่ออายุประมาณ 7 ปี การไว้ผมจุกจึงมุ่งให้ช่วยรักษาหรือปกป้องส่วนที่บอบบางนี้ แสดงให้เห็นความช่างสังเกตและภูมิปัญญาของคนไทยในอดีต
เด็กหญิงนิยมตัดจุกเมื่ออายุประมาณ 11 ปี ส่วนเด็กชายมักตัดจุกเมื่ออายุประมาณ 13 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่ก้าวหน้าเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่
คำเปรียบเทียบ
สาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
คำเปรียบเทียบ หมายถึง การกล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ผู้อ่านหรือผู้ฟังยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่กล่าวได้อย่างชัดเจนขึ้น โดยวิธีเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้อ่านหรือผู้ฟังเคยพบเห็นมาแล้วเช่น
- กรอบเหมือนข้าวเกรียบ - กลมเหมือนมะนาว - กินเหมือนหมู
- ขี้เกียจตัวเป็นขน -ขาวเหมือนสำลี -เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
- แข็งเหมือนหิน -เค็มเหมือนเกลือ -เงียบเหมือนเป่าสาก
- ใจดีราวกับพระ -เจ้าชู้ราวกับไก่แจ้ -จมูกไวเหมือนมด
- ดุราวกับเสือ -ตาโตเหมือนไข่ห่าน - เถียงคอเป็นเอ็น
- ทนเหมือนแรด - ที่เท่าแมวดิ้นตาย -ติดเป็นตังเม
- บริสุทธิ์เหมือนหยาดน้ำค้าง -เบาเหมือนนุ่น -เย็นราวกับน้ำแข็ง
แบบฝึกหัด
ให้นักเรียนเติมคำเปรียบเทียบจากคำที่กำหนดให้
1.ลืมตัวเหมือน..... 2.หน้าซีดเป็น.....................
3.สวยสง่าราวกับ....... 4.สวยราวกับ...................
5.สั่นเป็น.............. 6.เหม็นเหมือน.................
7.เร็วราวกับ........... 8.ยุ่งเหมือน....................
9.ร้อนเหมือน......... 10.รักเหมือน...................
11.เรียบร้อยราวกับ........12.รกเหมือน.................
13.สูงเหมือน........... 14.อ้วนเป็น.................
15.พูดเป็น............ 16.แห้งแล้ง................
17.ซื่อเหมือน.......... 18.ใจดำเหมือน.............
19.โง่เหมือน.......... 20.ขมเหมือน................
21.ดุราวกับ........... 22.ตีนเท่า..................
23.ง่ายเหมือน...........24.ช้าเหมือน..............
25.คิ้วโก่งเหมือน..... 26.ติดกันเป็น.................
27.ซนเหมือน..........28.เขียวเหมือน.............
29.ชุมราวกับ......... 30.ดำเหมือน.............
การบ้านพิจารณาคำเป็น คำตายที่กำหนดให้
1. หิว 22.น้ำ 42.เลข
2. อยาก 23.ยักษ์ 43.บาป
3. ลูก 24. วานร 44. หวย
4. มาก 25. พิเศษ 45. นาค
5.พิษ 26.เขียว 46. คูณ
6.โต๊ะ 27. กรด 47.เทพ
7. โดด 28.หนัก 48. แคน
8. อาย 29.สูง 49. ตาย
9.เตะ 30.รูป 50. แดง
10. เล็ก 31.ศาสตร์ 51. ซีด
11. สาป 32. รักษ์ 52. เกลียด
12. เด็ด 33. องค์ 53.โกรธ
13. แมว 34. พุทธ 54.ทรุด
14. รัก 35. คริสต์ 55. โบสถ์
15. ซึ้ง 36.แฟ้ม 56. เกี่ยว
16. ศูนย์ 37. ธูป 57. เดิน
17. เวร 38. ปลา 58. ดาบ
18. สอน 39. เงิน 59. ด่าง
20.เมฆ 40. พระ 60. คล้ำ
21.ควาย 41. หอม 61. โง่
62. ปลา 63. ผอม 64. ฝ่าย
65. ทรัพย์ 66. บาป 67. หยุด
68. สาร 69. พระ 70. ศุกร์
จงตอบคำถามต่อไปนี้
1.ผู้แต่งนิทานทองอินคือใคร
2.นายแก้ว นายขวัญ เป็นนามปากกาของใคร
3.แนวการดำเนินเรื่องนิทานทองอินเป็นแบบใด
4.อาชีพที่นายทองอินทำปัจจุบันคืออาชีพใด
5.สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนากพระโขนงที่สองน่าจะมาจากสาเหตุใด
6.จงบอกความรู้ที่ได้รับจากการอ่านนิทานทองอินมา 3 ข้อ
7.ความเชื่อที่ปรากฏในเรื่องนี้คือเรื่องใด
8.เหตุการณ์ใดที่ทำให้นายทองอินไม่เชื่อว่าเป็นผีนางนาก
9.คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนักสืบต้องเป็นอย่างไรบอกมา 3 ข้อ
10.ข้อคิดที่ได้รับจากเรื่องนี้คืออะไร
เรื่อง คำนาม
สาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของและสถานที่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิด คือ
1. สามานยนาม (คำนามทั่วไป) หมายถึง คำนามที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของและสถานที่ทั่วๆไป เช่น กวาง หญ้า วัด คน น้ำตก โต๊ะ เสื่อ สมุด ดินสอ เป็นต้น
2. วิสามานยนาม (คำนามชี้เฉพาะ) หมายถึง คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะเจาะจง เพื่อให้รู้ชัดเจน เป็นชื่อที่บัญญัติขึ้นเพื่อเรียกคนเดียว สิ่งเดียว เช่น เด็กชายสุทธิพงษ์ นายสมชาย รามเกียรติ์ บึงแก่นนคร กาฬสินธุ์ โลก พระอาทิตย์ ดวงจันทร์ เป็นต้น
3. สมุหนาม (คำนามบอกหมวดหมู่ ) หมายถึงคำนามที่ใช้แสดงหมวดหมู่ของสามานยนามและ
วิสามานยนาม เช่น กองทราย วงดนตรี โขลงช้าง หมู่ลูกเสือ คณะครู ฝูงนก เป็นต้น
4. ลักษณนาม (คำนามบอกลักษณะ) หมายถึงคำนามที่ใช้บอกลักษณะของสามานยนาม โดยมากจะใช้ตามหลังคำที่บอกจำนวน เช่น ภิกษุ 1 รูป เลื่อย 2 ปื้น มุ้ง 2 หลัง เกวียน 1 เล่ม แห 4 ปาก เป็นต้น
5. อาการนาม( คำนามบอกความรู้สึก) หมายถึง คำนามที่แสดงความรู้สึกทางจิตใจจะมีคำว่า การ หรือ ความ นำหน้าคำกริยา หรือคำวิเศษณ์เท่านั้น เช่น
การ นำหน้าคำกริยา เช่น การไหว้ การเขียน การรำ การเล่น
ความ นำหน้าคำกริยาที่เกี่ยวกับจิตใจและความนึกคิด เช่น ความรัก ความเจริญ ความคิด เป็นต้น
ความ นำหน้าคำวิเศษณ์ที่เป็นนามธรรม เช่น ความสวย ความจริง เป็นต้น
• ข้อสังเกต
ถ้าคำว่า การ และ ความ นำหน้าคำนามจะเป็นคำประสม ไม่นับเป็นอาการนาม เช่น การบ้าน การเรือน การเมือง การสงคราม ความอาญา ความแพ่ง เป็นต้น
ใบงาน /ใบความรู้เสริมพิเศษ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ให้เลือกข้อความด้านขวามือมาเติมลงในช่องว่างให้ถูกต้อง
..................1.กงเกวียนกำเกวียน ก ).โอกาสมาถึง ควรรีบทำ
..................2.กระเชอก้นรั่ว ข ). ไม่นับถือความเป็นผู้ใหญ่
..................3.กินน้ำไม่เผื่อแล้ง ค ).คิดร้ายต่อผู้ที่สูงกว่าอาจเกิดผลร้ายต่อตน
................. 4.เกลือจิ้มเกลือ ฅ).ดูเหมือนรอบคอบ แต่ไม่รอบคอบจริง
..................5.ใกล้เกลือกินด่าง ฆ).ประจบสอพลอเจ้านาย
.................6.ไก่รองบ่อน ง).หาผลประโยชน์เข้าตนโดยขูดรีดผู้อื่น
.................7.ขนมผสมน้ำยา จ).คนที่ทำอะไรตามคนอื่นอย่างไม่รู้เรื่องอะไร
.................8.ขวานผ่าซาก ฉ).ลงทุนโดยไม่ได้ผลประโยชน์คุ้มทุน
.................9.ขี่ช้างจับตั๊กแตน ช).คั่งค้างพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
.................10.ขุดบ่อล่อปลา ซ).ยอมรับผิดไม่สมกับความร้ายแรงของความผิด
.................11.คลื่นใต้น้ำ ฌ). ทำให้เสร็จชั่วครั้งหนึ่ง
.................12.คดในข้องอในกระดูก ญ).หาได้อยู่เสมอ ไม่ขาด
.................13.คาบลูกคาบดอก ฎ).คนที่รู้อะไรเพียงด้านเดียว
.................14.ฆ้องปากแตก ฏ).ตัดญาติขาดมิตร
.................15.ฆ่าควายเสียดายพริก ฐ).บังคับคนไม่มีทางสู้ได้
.................16.งมเข็มในมหาสมุทร ฑ).พูดมากแต่หาสาระไม่ได้
.................17.จับงูข้างหาง ฒ). ทีใครทีมัน
.................18.จับเสือมือเปล่า ณ).ให้รู้จักฐานะของตนเอง
.................19.ชักใบให้เรือเสีย ด).ฉวยประโยชน์จากผลงานคนอื่น
.................20.ชายสามโบสถ์ ต).บ้าแย่งสมบัติที่ไม่มีราคา
.................21.ชุบมือเปิบ ถ). เมื่อหมดอำนาจ ความชั่วที่ทำไว้ก็ปรากฎ
.................22.ดินพอกหางหมู ท).ผู้ที่ไม่น่าคบเพราะเปลี่ยนสำนักบ่อย
................ 23.เด็ดบัวไม่ไว้ใย ธ).ทำกับเขาอย่างไร เขาก็ทำแก่ตนเช่นนั้น
.................24.ตบหัวกลางศาลา ขอขมาที่บ้าน น).คนที่ชอบพูดยุแหย่ให้เขาแตกแยกกัน
.................25.ต้อนหมูเข้าเล้า บ).ใช้จ่ายไม่ประหยัด
.................26.ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา ป).มีอะไรใช้หมดทันที
.................28.ตาบอดคลำช้าง ผ).ไม่ยอมเสียเปรียบกัน
.................29.ตำข้าวสารกรอกหม้อ ฝ) .ง่ายหรือทำได้ง่าย
.................30.ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ พ).ลงแรงมากแต่ได้ผลนิดเดียว
.................31.ถ่มน้ำลายรดฟ้า ฟ).เหตุการณ์ความขัดแย้งที่กรุ่นอยู่ภายใน
.................32.ถอนหงอก ภ). คดโกงเป็นสันดาน
.................33.ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น ม).เก็บความลับไม่อยู่
.................34.เถรส่องบาตร ย). ทำกลอุบายหลอกลวงให้เชื่อ
.................35.ทำนาบนหลังคน ร).มองข้ามของมีค่าที่อยู่ใกล้ตัว
.................36.นายว่าขี้ข้าพลอย ล).มีความรู้น้อย โง่
.................37.น้ำขึ้นให้รีบตัก ว).อยู่ในฐานะตัวสำรอง
.................38.น้ำซึมบ่อทราย ศ).บอกไม่ได้ชัดว่าเป็นอะไร
.................39.น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ษ).ทำสิ่งที่ยากจะสำเร็จ
.................40.น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา ส) .พอดีกัน
.................41.น้ำลดตอผุด ห).ทำการใหญ่แต่ตระหนี่ขี้เหนียว
.................42.บ้าหอบฟาง ฬ).โผงผาง ไม่เกรงใจใคร
.................43.บ่างช่างยุ อ).ทำสิ่งที่น่าอันตรายโดยไม่ควร
.................44.ปอกกล้วยเข้าปาก ฮ).พูดหรือทำให้การงานเขวออกนอกเรื่องไป
..................45.ความรู้แค่หางอึ่ง a .หาประโยชน์โดยตังเองไม่ต้องลงทุน
..................46.ผัวหาบเมียคอน b .ชายที่ปองรักหญิงที่อยู่ใกล้กัน
...................47.ผ้าขี้ริ้วห่อทอง c.พูดไปไม่มีประโยชน์นิ่งเสียดีกว่า
...................48.ฝนทั่งให้เป็นเข็ม d.คนมั่งมีแต่แต่งตัวซอมซ่อ
...................49.พุ่งหอกเข้ารก e .ช่วยกันทำมาหากินทั้งผัวเมีย
...................50.พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง f .ทำด้วยความยากลำบาก
...................51.เพชรตัดเพชร g.ทำพอให้เสร็จพ้นตัวโดยไม่คิดถึงผล
...................52.แพะรับบาป i .คนเก่งต่อคนเก่งที่มาสู้กัน
...................53.ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด k.พูดจาตลบตะแลงจับคำพูดไม่ถูก
...................54.พายเรือทวนน้ำ m.เพียรพยายามเต็มกำลังจนสำเร็จ
...................55.มดแดงแฝงมะม่วง o.คนที่รับเคราะห์แทนผู้อื่น
...................56.มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก p.ล้อหลอกผู้ใหญ่เวลาเผลอ
...................57.มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ r .ฟังยังไม่ได้ความแล้วเอาไปพูดต่อ
...................58.มือห่างตีนห่าง s .สุรุ่ยสุร่าย เลินเล่อ
...................59.ยกเมฆ t.ไม่ช่วยทำแล้วยังขัดขวาง
...................60.ลิงหลอกเจ้า x .เดาเอา นึกเอาเอง
วิชาวิทยาศาสตร์
ใบงานที่ 1
http://www.mahathai.ac.th/files/ 2_1.doc>ใบงานที่ 2
วิชาศิลปะ
วิชาสังคม/พุทธศาสนา/คำสอน
วิชาสังคมศึกษา
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ป.6
แนวข้อสอบปลายภาคเรียนที่ 1
1. รัฐธรรมนูญคือข้อใด
ก. อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศ
ข. อำนาจในการบริหารประเทศ
ค. กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
ง. อำนาจในการออกกฎหมาของประเทศ
2. อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศคือข้อใด
ก. รัฐธรรมนูญ
ข. อำนาจตุลาการ
ค. อำนาจบริหาร
ง. อำนาจอธิปไตย
3. ข้อใดคือคารวธรรม
ก. เคารพในสิทธิของผู้อื่น
ข. ใช้ปัญญาในการคิด
ค. ร่วมกันรับผิดชอบงาน
ง. ใช้ปัญญาในการคิดสร้างสรรค์
4. ข้อใดแสดงถึงการใช้หลักประชาธิปไตย
ก. ทำตามใจตนเอง
ข. หวังในสิ่งตอบแทน
ค. เคารพในมติของเสียงส่วนมาก
ง. ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
5. บุคคลในข้อใดปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี
ก. ปุ๋มขับรถฝ่าไฟแดง
ข. บุ้งทิ้งของบนถนน
ค. แจงมาทำงานสาย
ง. เต้ช่วยทำความสะอาดลานวัด
6. ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ปี พ.ศ.ใด
ก. พ.ศ.2425
ข. พ.ศ.2475
ค. พ.ศ.2540
ง. พ.ศ.2546
7. เขตการปกครองที่ใหญ่ที่สุดคือข้อใด
ก. หมู่บ้าน
ข. ตำบล
ค. อำเภอ
ง. จังหวัด
8. การกระทำตามสิทธิที่ตนมีอยู่หมายถึงข้อใด
ก. บทบาท
ข. สิทธิ
ค. หน้าที่
ง. เสรีภาพ
9. สิทธิของประชาชนชาวไทยคือข้อใด
ก. การเลือกตั้ง
ข. การเลือกที่อยู่อาศัย
ค. การนับถือศาสนา
ง. เกียรติยศ ชื่อเสียง ความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง
10. ใครต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
ก. ทหาร
ข. รัฐมนตรี
ค. ข้าราชการ
ง. ประชาชนทุกคน
11. ใครเป็นหัวหน้าปกครองขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
ก. ประชาชน
ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ค. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ง. บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย
12. พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารผ่านทางใด
ก. ศาล
ข. รัฐสภา
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. คณะรัฐมนตรี
13. ข้อใดไม่ใช่อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
ก. ตราข้อบัญญัติ
ข. จัดทำแผนพัฒนา
ค. ดูแลสิ่งแวดล้อม
ง. ประสานการบริหารราชการส่วนต่างๆ
14. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองการปกครองสามารถทำได้โดยวิธีใด
ก. ติดตามข่าวสารการเมือง
ข. ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ค. เรียนรู้เรื่อง สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่
ง. ถูกต้องทุกข้อ
15. คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกไม่เกินกี่คน
ก. 35 คน
ข. 40 คน
ค. 200 คน
ง. 500 คน
16. อำนาจหน้าที่ของรัฐสภาคือข้อใด
ก. ออกกฎหมาย
ข. บริหารประเทศ
ค. พิจารณาคดีความ
ง. บริหารราชการส่วนกลาง
17. การแจ้งเกิดต้องแจ้งภายในกี่วัน
ก. 7 วัน
ข. 15 วัน
ค. 30 วัน
ง. 60 วัน
18. สายสุนีย์จะพ้นจากความเป็นผู้เยาว์ได้เมื่อใด
ก. ศาลสั่ง
ข. แต่งงาน
ค. อายุ 20 ปีบริบูรณ์
ง. ถูกต้องทุกข้อ
19. การกระทำตามสิทธิที่ตนมีอยู่หมายถึงข้อใด
ก. บทบาท
ข. สิทธิ
ค. หน้าที่
ง. เสรีภาพ
20. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทะเบียนราษฎร
ก. การแจ้งเกิด
ข. การแจ้งตาย
ค. การย้ายที่อยู่
ง. การขับขี่ยวดยานพาหนะ
21. บุตรในข้อใดปฏิบัติตนเป็นบุตรที่ดี
ก. เลี้ยงดูบิดามารดาเมื่อแก่ชรา
ข. ใช้คำพูดไม่สุภาพกับบิดามารดา
ค. ฟ้องร้องทรัพย์สินบิดามารดา
ง. บังคับให้บิดามารดายกมรดกให้
22. เมื่อมีอายุครบ 15 ปีทุกคนต้องปฏิบัติตนตามกฎหมายอย่างไร
ก. เสียภาษีอาการ
ข. ขึ้นทะเบียนทหาร
ค. ทำบัตรประจำตัวประชาชน
ง. ทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์
23. การเรียนรู้กฎหมายมีความสำคัญอย่างไร
ก. จะได้รับการยกย่อง
ข. จะได้รับความเป็นผู้นำ
ค. จะได้ปฏิบัติตนได้ถูกต้อง
ง. จะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
24. วัฒนธรรมในข้อใดที่เราควรรักษาไว้
ก. บุตรควรเคารพต่อบิดามารดา
ข. ลูกศิษย์จะต้องดำเนินรอยตามครู
ค. น้องควรประพฤติปฏิบัติตามพี่
ง. บุตรประกอบอาชีพตามบิดามารดา
25. ข้อใดเป็นการทักทายตามแบบประเพณีไทย
ก. ยกมือไหว้
ข. สัมผัสมือ
ค. โค้งคำนับ
ง. พยักหน้าให้กัน
26. ข้อใดไม่จัดเป็นวัฒนธรรมแบบผสมผสาน
ก. เทศกาลสงกรานต์
ข. เทศกาลถือศีลกินเจ
ค. เทศกาลวันแห่งความรัก
ง. เทศกาลวันคริสต์มาส
27. วัฒนธรรมการแสดงในข้อใดเป็นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ก. รำเซิ้ง
ข. ฟ้อนเล็บ
ค. รำกลองยาว
ง. รำมโนราห์
เฉลย
1ค
2ง
3ก
4ค
5ง
6ข
7ง
8ง
9ง
10ง
11ค
12ข
13ก
14ง
15ก
16ก
17ข
18ง
19ง
20ง
21ก
22ค
23ค
24ก
25ก
26ก
27ก
แนวข้อสอบมาตรฐานช่วงชั้นที่ 2
ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ชุดที่ 1
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (จำนวน 100 ข้อ)
คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้อง หรือเหมาะสมที่สุดเพียงคำตอบเดียว
ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
1. คำกล่าวที่ว่า พระพุทธศาสนา เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน
มีความหมายอย่างไร
1) พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์นับถือพระพุทธศาสนา
2) คนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา
3) ชีวิตคนไทยผูกพันกับพระพุทธศาสนาตั้งแต่เกิดจนตาย
4) ถูกหมดทั้ง 3 ข้อ
2. พระพุทธศาสนากำเนิดขึ้นในประเทศใด
1) อินโดนีเซีย 2) อินเดีย
3) เวียดนาม 4) ไทย
3. เจ้าชายสิทธัตถะ สัมพันธ์กับข้อใด ในฐานะผู้ให้กำเนิด
1) พระเจ้าสุทโธทนะ - พระนางสิริมหามายา
2) พระเจ้าพิมพิสาร - พระนางโกศลเทวี
3) พระเจ้าอโศกมหาราช - พระนางหัตถา
4) พระเจ้ารามา - พระนางปิยา
4. มูลเหตุในข้อใดที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะ ตัดสินพระทัยออกผนวช
1) รู้คำทำนายของพราหมณ์ 108 คน
2) เบื่อหน่วยชีวิตในพระราชวัง
3) ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต 4
4) ปรารถนาที่จะหาทางช่วยให้มวลมนุษย์ทุกคนพ้นทุกข์
5. หลังจากออกผนวชแล้วทรงศึกษาหาทางพ้นทุกข์อย่างไรจึงจะสำเร็จ
1) บำเพ็ญเพียรทางจิตแน่วแน่จนรู้แจ้ง
2) ศึกษาอยู่ในสำนักของดาบส
3) บำเพ็ญทุกรกิริยา (ทรมานร่างกาย)
4) ศึกษาจากอาจารย์สำนักต่างๆ
6. ธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือข้อใด
1) อกุศลมูล 2) อริยสัจ 4
3) อริยมรรค 4) อิทธิบาท 4
7. ความสำคัญของงานทุกชนิดคือผลของหลักธรรมในข้อใด
1) ความพอใจ 2) ความอดทน
3) ความสามัคคี 4) ความเกรงกลัว
8. ข้อใดคือความหมายของ ปญฺา โลกสฺมิ ปชฺโชโต
1) ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์
2) คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
3) ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
4) บัณฑิตย่อมฝึกตน
9. ทุกศาสนามีคัมภีร์หรือตำราทางศาสนาเป็นหลักในการสั่งสอน คัมภีร์ทาง
พระพุทธศาสนาเรียกว่า
1) อัลกุรอาน 2) ไบเบิล
3) พระไตรปิฎก 4) พระอภิธรรม
10. ในเรื่องน่ารู้จักพระไตรปิฎกกล่าวถึงบุคคลที่เปรียบเหมือนอสรพิษร้าย 4 ตัว
ซึ่งสรุปได้ว่าเป็นเรื่องของอะไร
1) ความโกรธเป็นงูพิษที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น
2) ความโกรธเป็นตะขาบที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น
3) ความโกรธเป็นแมงป่องที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น
4) ความโกรธเป็นจระเข้ที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น
11. พระโสณโกฬิวิสะเป็นพุทธสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงสอนโดยใช้หลักธรรมใดสอน
จนบรรลุเป็นพระอรหันต์
1) ความเพียร 2) ความพอดี
3) ความยินดี 4) ความเข้มแข็ง
12. ชาดกเรื่องจูฬเสฎฐิ (จุลกเศรษฐีชาดก) เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำหลักธรรมใน
ข้อใดมาใช้
1) ผู้ขยันหมั่นเพียรจะร่ำรวย
2) ผู้มีความเพียรจะมีความสุข
3) ผู้มีปัญญาย่อมชนะอุปสรรค
4) ผู้มีปัญญาย่อมหาทรัพย์ได้ง่าย
13. เจ้าชายสิทธัตถะทรงอุทานว่า ราหุลํ ชาตํ เมื่อพระโอรสประสูติมีความหมาย
ตรงกับข้อใด
1) ทุกข์เกิดแล้ว 2) บ่วงเกิดแล้ว
3) ความสุขเกิดแล้ว 4) ดีใจจังที่เป็นพระโอรส
14. เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้เวลาในการบำเพ็ญเพียรเป็นเวลานานเท่าใดจึงตรัสรู้
1) 4 ปี 2) 5 ปี
3) 6 ปี 4) 10 ปี
15. หลังตรัสรู้แล้วทรงเสด็จประกาศธรรมแก่ใคร
1) พระราชบิดา 2) โปรดชฎิล
3) พระเจ้าพิมพิสาร 4) ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5
16. เหตุผลในข้อใดที่บ่งบอกความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อวิถีชีวิตของคนไทย
1) กิจกรรมตั้งแต่เกิดจนตายล้วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
2) วัดเป็นศูนย์กลางการศึกษาของสังคมไทย
3) วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย
4) วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ
17. หลักฐานใดที่ยืนยันว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย
1) กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
2) มีวัดอยู่มากมายในประเทศไทย
3) คนไทยกว่าร้อยละ 90 เป็นพุทธศาสนิกชน
4) วันหยุดราชการล้วนเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
18. หลักธรรมใดที่พระมหากษัตริย์ไทยใช้เป็นหลักในการปกครอง
1) รัฐธรรมนูญ 2) พระราชบัญญัติ
3) พระราชกฤษฎีกา 4) ทศพิธราชธรรม
19. พราหมณ์หนุ่มที่ทำนายพระกุมารสิทธัตถะว่าจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก
เพียงอย่างเดียว คือใคร
1) อสิตดาบส 2) โกณฑัญญะพราหมณ์
3) วิศวามิตร 4) อาฬารดาบส กาลามโคตร
20. พระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะครองราชสมบัติ
มากกว่าออกผนวชทรงทำอย่างไร
1) สร้างปราสาท 3 หลัง เพื่อให้ประทับในแต่ฤดู
2) ให้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา
3) ให้เพลิดเพลินกับเหล่าสนมนางกำนัลเล่นระบำรำฟ้อน
4) ถูกทุกข้อ
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
21. ข้อใดมีความหมายว่าเสรีภาพ
1) ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามสิทธิที่มีอยู่โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
2) ทุกคนจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
3) เราจะเปิดวิทยุโทรทัศน์เสียงดังเท่าไรก็ได้
4) เราจะขับรถยนต์โดยไม่มีใบขับขี่ก็ได้
22. ดำโกรธที่แม่ไม่ให้สตางค์ไปเล่นเกมจึงด่าแม่ด้วยคำหยาบคาย ดำทำผิดในข้อใด
1) บรรทัดฐาน 2) วิถีชาวบ้าน
3) จารีต 4) กฎหมาย
23. การปฏิบัติที่มีศีลธรรมไปเกี่ยวข้องคือข้อใด
1) จารีต 2) วิถีชาวบ้าน
3) บรรทัดฐาน 4) กฎหมาย
24. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1) บรรทัดฐาน คือกฎหมาย
2) จารีต คือประเพณี
3) กฎหมาย คือบทบัญญัติที่ใช้บริหารบ้านเมือง
4) วิถีชาวบ้าน คือความเชื่อทางศาสนา
25. การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่สัมพันธ์กับข้อใด
1) วิถีชาวบ้าน 2) บรรทัดฐาน
3) กฎหมาย 4) วัฒนธรรม
26. สุรีย์พรนุ่งผ้าซิ่นตีนจกงดงาม เป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็น เขาแต่งกายตาม
วัฒนธรรมภาคใด
1) ภาคใต้ 2) ภาคเหนือ
3) ภาคกลาง 4) ภาคอีสาน
27. การปฏิบัติตนโดยยึดหลักการของประชาธิปไตยได้แก่ข้อใด
1) คารวธรรม 2) สามัคคี
3) ปัญญาธรรม 4) ถูกทุกข้อ
28. หลักการของประชาธิปไตยในข้อที่ 1 เป็นหลักธรรมคำสอนของศาสนาใด
1) ศาสนาคริสต์ 2) ศาสนาพุทธ
3) ศาสนาอิสลาม 4) ทุกศาสนา
29. ธีระขับรถยนต์มานานถึง 20 ปี แต่ไม่เคยประสบอุบัติเหตุหรือถูกตำรวจว่ากล่าว ตักเตือน แสดงว่าเขาปฏิบัติตนตามหลักประชาธิปไตยข้อใด
1) เคารพกฎหมายจราจร 2) ระมัดระวังตัวตลอดเวลา
3) แก้ไขปรับปรุงการขับรถ 4) ตั้งสติก่อนขับรถ
30. ข้อใดเป็นลักษณะของครอบครัวประชาธิปไตยที่แท้จริง
1) รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน 2) ไม่ละเมิดสิทธิของคนในครอบครัว
3) รับผิดชอบหน้าที่ของตน 4) ทุกข้อถูกต้อง
31. สถานภาพของศักดิ์คือเป็นคนไทย เป็นสถานภาพประเภทใด
1) สถานภาพที่เป็นตำแหน่งของบุคคลในสังคม
2) สถานภาพที่ได้มาโดยกำเนิด
3) สถานภาพที่ได้มาด้วยความสามารถ
4) สถานภาพที่ได้มาโดยบทบาทหน้าที่
32. ข้อใดเป็นเครื่องมือขัดเกลาทางสังคม
1) สถานภาพ 2) เสรีภาพ
3) ค่านิยม 4) ความรับผิดชอบ
33. กฎหมายกับชีวิตประจำวันสัมพันธ์กับข้อใด
1) ทำบัตรประจำตัวประชาชนเมื่ออายุครบ 15 ปี
2) เข้าเรียนหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด
3) ปฏิบัติตามกฎจราจร
4) ถูกทุกข้อ
34. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมีลักษณะใดบ้าง
1) เด็กอายุ 9 ปี เข้าเรียนในโรงเรียน
2) ต้องเรียนในโรงเรียน 15 ปี
3) เป็นการจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
4) มุ่งเน้นการศึกษานอกระบบ
35. ถ้านักเรียนมีความจำเป็นในการขี่รถจักรยานไปโรงเรียน ควรปฏิบัติอย่างไร
1) ปฏิบัติตามกฎจราจรทั่วไป
2) ศึกษาและปฏิบัติตามกฎจราจรทางบก
3) ควรเกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กำลังแล่นอยู่
4) ขับขี่บนท้องถนนเหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไป
36. ข้อใดปฏิบัติตามกฎหมายจราจรของคนเดินเท้า
1) ข้ามถนนตรงทางม้าลาย
2) ข้ามถนนขณะที่สัญญาณไฟเขียว
3) วิ่งข้ามถนนช่วงที่รถว่าง
4) วิ่งข้ามถนนขณะสัญญาณไฟสีเหลือง
37. ทุกข้อเป็นชื่อสัตว์ป่าสงวน ยกเว้นข้อใด
1) แรด 2) กระซู่
3) นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร 4) เสือ
38. ในหมวดที่ 3 รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในเรื่องใด
1) บททั่วไป 2) สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
3) หน้าที่ของประชาชนชาวไทย 4) การปกครองส่วนท้องถิ่น
39. สิทธิในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานจากสถานบริการของรัฐโดย
ไม่เสียค่าใช้จ่าย สิทธินี้ใครเป็นผู้ได้รับ
1) ประชาชนทุกคน 2) ผู้มีฐานะปานกลาง
3) ผู้มีฐานะยากไร้ 4) เด็กและเยาวชน
40. ข้อใดเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยที่ระบุไว้เฉพาะเกี่ยวกับการศึกษา
1) หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
2) หน้าที่รับการศึกษาอบรมตามกฎหมาย
3) หน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4) หน้าที่ปกป้องและสืบสานศิลปะวัฒนธรรมของชาติ
เศรษฐศาสตร์
41. เรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ เป็นการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาผลิตสินค้าและบริการ
เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ เป็นคำอธิบายในวิชาใด
1) ประวัติศาสตร์ 2) ภูมิศาสตร์
3) เศรษฐศาสตร์ 4) พระพุทธศาสนา
42. เพราะเหตุใดเราจึงต้องเรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์
1) เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา
2) เพราะต้องการอนุรักษ์ทรัพยากร
3) เพราะสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองดี
4) เพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน
43. ในชีวิตประจำวันนักเรียนต้องบริโภคสินค้าและบริการอะไรบ้างที่เรียกว่าปัจจัย 4
1) แปรงสีฟัน ยาสีฟัน
2) จาน ชาม ช้อนส้อม
3) อาหารแห้ง เช่น ขนมกรอบต่างๆ
4) อาหาร เสื้อผ้า บ้าน และยารักษาโรค
44. เมื่อมนุษย์จำเป็นต้องบริโภคปัจจัย 4 แต่ทุกคนไม่สามารถทำเองได้ จึงเป็นมูลเหตุ ที่ทำให้มีการทำสิ่งใด
1) การบริโภค 2) การผลิต
3) การต้องการความสะดวก 4) การขายสินค้า
45. ข้อใดเป็นความหมายของการผลิต
1) การแปรสภาพทรัพยากรให้เปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการ
2) วิธีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์
3) การโฆษณา
4) การประกอบการ
46. ข้อใดเป็นตัวอย่างของการผลิต
1) พิมพ์ซื้อแปรงสีฟัน 2) พลอยใช้สบู่เหลวจากขมิ้นชัน
3) แพรวชอบใช้โทรศัพท์มือถือ 4) เพชรถักกระเป๋าโดยใช้ผักตบชวา
47. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยในการผลิต
1) ทรัพยากรธรรมชาติ 2) ทุน
3) แรงงาน 4) การบริโภค
48. ใครเป็นผู้บริโภคที่ดี
1) แพรคำนึงถึงความจำเป็นในการซื้อสินค้า
2) ปองอยากได้รองเท้ารุ่นใหม่ราคาแพง
3) อ้อมซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่ทั้งที่มีอยู่แล้ว
4) อุ๋มซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ตามแฟชั่นล่าสุด
49. ข้อใดจัดว่าเป็นแรงงาน
1) การบริหารจัดการ 2) แรงสมองในการประดิษฐ์คิดค้น
3) การดำเนินการผลิต 4) การลงทุน
50. ข้อใดเป็นแรงจูงใจในการใช้ทรัพยากรมากที่สุด
1) การผลิตสินค้าจำนวนมาก
2) การผลิตสินค้าส่งออกไปขายต่างประเทศ
3) การเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว
4) การใช้แรงงานราคาถูก
51. การใช้เทคโนโลยีด้านเกษตรกรรมเกิดประโยชน์อย่างไร
1) ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2) ต้นทุนในการผลิตลดลง
3) ประหยัดทรัพยากร 4) ถูกทุกข้อ
52. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมใครเกี่ยวข้องน้อยที่สุด
1) ผู้บริโภค 2) ผู้ผลิต
3) รัฐบาล 4) เอกชน
53. ซื้อและใช้จากของที่ผลิตได้ในท้องถิ่น ไม่ก่อหนี้ มีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เป็นลักษณะของข้อใด
1) การพัฒนาระบบเศรษฐกิจ 2) การเกษตรเพื่อชีวิต
3) เศรษฐกิจพอเพียง 4) หลักของการจัดการ
54. ทางสายกลางที่อยู่บนพื้นฐานของความพอดี รู้จักพอประมาณ รู้ทันโลก
มีความสัมพันธ์กับข้อความในข้อใด
1) ทางสายกลาง 2) เศรษฐกิจพอเพียง
3) การพัฒนาเศรษฐกิจ 4) ใช้ความสามารถในตัวให้เต็มที่
55. ข้อใดคือเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับเกษตรกรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชทานแก่เกษตรกร
1) การเกษตรทฤษฎีใหม่ 2) การสหกรณ์
3) การผลิต 4) ระบบเศรษฐกิจ
56. โดยสรุปหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงข้อใดชัดเจนที่สุด
1) การไม่ลงทุนเกินขนาด 2) การพึ่งตนเองเป็นหลัก
3) การรวมตัวกัน 4) การใช้ศักยภาพ
57. ข้อใดเป็นการนำวิธีการเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
1) พึ่งตนเอง
2) ขยัน อดทน ไม่ท้อถอย
3) มีความสามารถในการบริหารจัดการ รู้จักคิด รู้จักระบบ
4) ถูกทุกข้อ
58. การบริหารจัดการทรัพยากรคือข้อใด
1) การบริหารจัดการที่ดีถูกต้อง 2) การดำเนินการวางแผนงาน
3) การวิเคราะห์การดำเนินการ 4) ระบบเศรษฐกิจ
59. ข้อใดเป็นแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากร
1) ใช้ระบบและวิธีการแบบเศรษฐกิจพอเพียง
2) ใช้ระบบสหกรณ์
3) ใช้ระบบพัฒนาเศรษฐกิจ
4) ใช้ระบบธนาคาร
60. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกันกับด้านใด
1) ด้านการพึ่งพา 2) ด้านการแข่งขัน
3) ด้านการประสานประโยชน์ 4) ถูกทุกข้อ
ประวัติศาสตร์
61. เหตุการณ์ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ
สังคม และการเมืองมากมาย คำว่าทศวรรษ หมายถึงข้อใด
1) ช่วงเวลาในรอบ 1 ปี 2) ช่วงเวลาในรอบ 5 ปี
3) ช่วงเวลาในรอบ 10 ปี 4) ช่วงเวลาในรอบ 100 ปี
62. ปัจจุบันเราอยู่ในศตวรรษที่เท่าไรและช่วงเวลาใด
1) พุทธศตวรรษที่ 21 ช่วงเวลา พ.ศ. 2001 - พ.ศ. 2100
2) พุทธศตวรรษที่ 26 ช่วงเวลา พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2600
3) คริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1801 - ค.ศ. 1900
4) คริสต์ศตวรรษที่ 20 ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1901 - ค.ศ. 2000
63. ในปี พ.ศ. 2544 หรือ ค.ศ. 1999 ถึง ค.ศ. 2000 มีความสำคัญอย่างไร
1) ช่วงเปลี่ยนทศวรรษใหม่
2) ช่วงเปลี่ยนศตวรรษใหม่
3) ช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษใหม่
4) ช่วงเปลี่ยนคริสต์ศักราชใหม่
64. ปี 2548 โลกอยู่ในสหัสวรรษใด และเป็นปีที่เท่าไร
1) ปีที่ 3 สหัสวรรษที่ 1 2) ปีที่ 4 สหัสวรรษที่ 2
3) ปีที่ 5 สหัสวรรษที่ 3 4) ปีที่ 6 สหัสวรรษที่ 3
65. ชิตชัยสนใจศึกษาเรื่องราวของปราสาทหินพนมรุ้งให้ถูกต้องชัดเจน เชิตชัยต้อง
ศึกษาโดยใช้วิธีการใด
1) วิธีการทางวิทยาศาสตร์
2) วิธีการทางภูมิศาสตร์
3) วิธีการทางศิลปศาสตร์
4) วิธีการทางประวัติศาสตร์
66. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี จัดเป็นหลักฐาน
ประเภทใด
1) หลักฐานชั้นต้น
2) หลักฐานชั้นสอง
3) หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
4) แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวกับภูมิภาค
67. หัตถกรรมพื้นบ้าน เป็นผลผลิตที่เกิดจากอะไร
1) การประดิษฐ์เศษวัสดุ 2) ภูมิปัญญาของคนไทย
3) ทักษะการสร้างสรรค์ของคนไทย 4) เอกลักษณ์ของคนไทย
68. วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนในทุกๆ ภูมิภาค เกิดจากอะไร
1) ปัจจัยทางภูมิประเทศ 2) การนับถือศาสนาความเชื่อ
3) การประกอบอาชีพ 4) ถูกทุกข้อ
69. สมมติเทพเป็นฐานะของพระมหากษัตริย์ที่เปรียบได้กับข้อใด
1) เทวดา 2) เทพบุตร
3) เทพเจ้า 4) เทพยดา
70. อยุธยาในช่วงรัชสมัยใดที่เจริญรุ่งเรืองและมั่นคงเป็นปึกแผ่น
1) รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) - สมเด็จพระบรมราชาธิราช
2) รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ - สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
3) รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม - สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
4) รัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา - สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
71. สังคมในสมัยอยุธยาบุคคลกลุ่มใดได้รับการยกย่องศรัทธาจากทุกชนชั้น
1) พระมหากษัตริย์ 2) พระราชวงศ์
3) พระมหาอุปราช 4) พระสงฆ์
72. เหตุผลในข้อใดที่ทำให้ต้องเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
1) การว่างจากศึกสงครามเป็นเวลานานขาดการเตรียมตัว
2) เกิดความแตกแยกกันเองในหมู่ผู้นำ
3) การขาดความสามัคคีของคนในชาติ
4) ถูกทุกข้อ
73. การศึกษาประวัติศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับข้อใดมากที่สุด
1) ข้อมูล 2) เวลา
3) หลักฐาน 4) รูปภาพ
74. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1) แบบจันทรคติ หมายถึงการนับข้างขึ้น ข้างแรม
2) แบบสุริยคติ หมายถึง การยึดการโคจรของโลกรอบดวงจันทร์
3) พ.ศ. หมายถึง พุทธศตวรรษ
4) ปัจจุบันเป็นสหัสวรรษที่ 1
75. เหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เป็นการบอกเวลารูปแบบใด
1) แบบจันทรคติ 2) แบบสุริยคติ
3) บอกเป็นทศวรรษ 4) บอกตามลำดับเหตุการณ์
76. กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมานานกว่า 4 ศตวรรษ จึงเสียกรุงครั้งที่ 2 ใน
พ.ศ. 2310 คืออะไร
1) คำบอกเล่าเรื่องราว 2) คำอธิบายเรื่องราว
3) การใช้คำบอกช่วงเวลา 4) ความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์
77. จารึกถือเป็นเอกสารประเภทใด
1) เอกสารชั้นต้น 2) เอกสารชั้นรอง
3) เอกสารนำเสนอข้อมูล 4) เอกสารจัดระบบข้อมูล
78. ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิต คือข้อใด
1) ปัจจัยการประกอบอาชีพ 2) ปัจจัยทางภูมิศาสตร์
3) ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม 4) ข้อ 2) และ ข้อ 3) ถูก
79. ภาคกลางมีความสำคัญอย่างไรในอดีต
1) เป็นแหล่งอาหาร
2) ผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น
3) เป็นที่ตั้งของเมืองหลวง 3 สมัย (อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์)
4) ถูกทั้ง 3 ข้อ
80. การลงแขก การแห่นางแมว ประเพณีลอยกระทง การแข่งเรือ เป็นผลจากข้อใด
1) ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ 2) ปัจจัยทางประวัติศาสตร์
3) ผลต่อการดำรงชีวิตและวัฒนธรรม 4)ประเพณีการละเล่นของไทย
ภูมิศาสตร์
81. การศึกษาลักษณะภูมิประเทศทำให้เรารู้จักลักษณะของสิ่งใด
1) ภูมิอากาศ 2) เปลือกโลก
3) พืชพันธุ์ 4) แหล่งน้ำ
82. ภูมิอุทกเป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องใด
1) ลักษณะสภาพของอากาศ 2)ลักษณะสภาพของพืชพรรณ
3) ลักษณะแหล่งน้ำ 4) ลักษณะดิน
83. การชลประทานมีความสำคัญอย่างไร
1) จัดหาน้ำเพื่อการเกษตร
2) ช่วยระบายน้ำเมื่อมีน้ำเกินความจำเป็น
3) การผลิตน้ำประปา
4) ข้อ 1) และ ข้อ 2) ถูก
84. ชุมชนเมืองแตกต่างจากชุมชนชนบทอย่างไร
1) จำนวนคนในเมืองมีมากกว่าในชนบท
2) จำนวนคนในชนบทมีมากกว่าในเมือง
3) คนในเมืองมีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างยากจน
4) คนในชนบทมีฐานะความเป็นอยู่ดีกว่าในเมือง
85. สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติมีอิทธิพลต่อมนุษย์ในข้อใด
1) สภาพทางสังคม 2) กิจกรรมและพฤติกรรมของมนุษย์
3) สภาพทางเศรษฐกิจ 4) สภาพทางวัฒนธรรมประเพณี
86. เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงมีภูมิอากาศร้อน
1) มีภูเขามาก 2) ใกล้ดวงอาทิตย์
3) อยู่ห่างไกลจากทะเล 4) อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร
87. ทรัพยากรดินในภาคใดเหมาะสมกับการเพาะปลูก
1) ภาคเหนือ 2) ภาคกลาง
3) ภาคใต้ 4) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
88. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1) ป่าไม้ในประเทศไทยกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค
2) ป่าไม้มีเฉพาะในภาคเหนือ
3) ป่าไม้มีมากในภาคตะวันตก
4) ป่าไม้มีมากในภาคใต้
89. ข้อใดหมายถึงน้ำในบรรยากาศ
1) น้ำที่อยู่ในอากาศ เช่น หมอก ควัน
2) น้ำที่อยู่เหนือผิวดิน เช่น น้ำฝน น้ำค้าง
3) น้ำที่อยู่เหนือผิวดิน เช่น น้ำคลอง น้ำในแม่น้ำ ลำธาร
4) น้ำที่อยู่เหนือผิวดิน เช่น น้ำบ่อ สระ บึง หนอง
90. แร่ธาตุแบ่งได้ 2 ประเภทคือแร่โลหะ และแร่อโลหะ ข้อใดเป็นแร่โลหะ
1) ทองแดง ทองคำ ดีบุก เหล็ก ตะกั่ว สังกะสี
2) หินปูน หินดินดาน ยิปซัม ดินขาว
3) ปิโตรเลียม ลิกไนต์ ก๊าซธรรมชาติ
4) หินแกรนิต อัญมณี แร่แบไรต์
91. ข้อใดเป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
1) การกระทำของภูมิประเทศ
2) การกระทำของภูมิอากาศ
3) การกระทำของมนุษย์ การกระทำทางธรรมชาติ
4) การกระทำของฝน ลม พายุ
92. การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ เกิดจากการกระทำในข้อใด
1) การกระทำทางธรรมชาติ
2) การกระทำของมนุษย์
3) ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
4) การกระทำของภูมิอากาศ
93. น้ำเสีย อากาศเป็นพิษ ป่าไม้ถูกทำลาย ดินเสื่อม การสูญพันธุ์ของสัตว์และ
สิ่งมีชีวิตคือข้อใด
1) สภาพความเสื่อมโทรมของมนุษย์
2) สภาพความเสื่อมโทรมของภูมิประเทศ
3) สภาพความเสื่อมโทรมของโลก
4) สภาพความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
94. วิธีใดที่จะฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพที่เอื้อ
ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
1) ใช้อย่างประหยัด
2) นำกลับมาใช้อีก
3) การพัฒนาคุณภาพประชากร
4) ความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน
95. ข้อใดเป็นองค์ประกอบของแผนที่
1) ลูกโลก 2) รูปถ่ายทางอากาศ
3) ภาพจากดาวเทียม 4) สัญลักษณ์แผนที่
96. เส้นเมริเดียนคืออะไร
1) เส้นที่ลากรอบลูกโลก
2) เส้นที่ลากจากขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้
3) เส้นบอกระยะทางบนแผนที่
4) เส้นที่ย่อระยะทางจริงบนผิวโลก
97. ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยเป็นอย่างไร
1) มีความแตกต่างกันทั้งด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากร
2) มีความคล้ายคลึงกันทุกด้าน
3) มีความเหมือนกันในด้านภูมิประเทศ
4) มีความต่างกันเฉพาะทรัพยากร
98. ข้อใดอธิบายความหมายของแผนที่ได้ถูกต้องชัดเจน
1) สิ่งที่แสดงลักษณะของพื้นผิวโลก
2) อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์
3) สัญลักษณ์ของเส้นทางในการเดินทาง
4) สิ่งที่ใช้สำรวจข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์
99. การแสดงลักษณะภูมิประเทศ ภูเขา ที่ราบ แม่น้ำ คือแผนที่ชนิดใด
1) แผนที่เศรษฐกิจ 2) แผนที่ภูมิประเทศ
3) แผนที่รัฐกิจ 4) แผนที่เฉพาะเรื่อง
100. ทิศที่นิยมใช้ในการแสดงในแผนที่คือทิศใด
1) ทิศเหนือ 2) ทิศใต้
3) ทิศตะวันออก 4) ทิศตะวันตก
เฉลยแนวข้อสอบมาตรฐานช่วงชั้นที่ 2
ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ชุดที่ 1
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (จำนวน 100 ข้อ)
ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
1. 4) 26. 2) 51. 4) 76. 3)
2. 2) 27. 4) 52. 3) 77. 1)
3. 1) 28. 4) 53. 3) 78. 4)
4. 4) 29. 1) 54. 2) 79. 4)
5. 1) 30. 4) 55. 1) 80. 3)
6. 2) 31. 2) 56. 2) 81. 2)
7. 2) 32. 3) 57. 4) 82. 3)
8. 3) 33. 4) 58. 1) 83. 4)
9. 3) 34. 3) 59. 1) 84. 1)
10. 1) 35. 2) 60. 4) 85. 2)
11. 2) 36. 1) 61. 3) 86. 4)
12. 4) 37. 4) 62. 2) 87. 2)
13. 2) 38. 2) 63. 3) 88. 1)
14. 3) 39. 3) 64. 3) 89. 2)
15. 4) 40. 2) 65. 4) 90. 1)
16. 1) 41. 3) 66. 1) 91. 3)
17. 3) 42. 1) 67. 2) 92. 3)
18. 4) 43. 4) 68. 4) 93. 4)
19. 2) 44. 2) 69. 3) 94. 3)
20. 4) 45. 1) 70. 2) 95. 4)
21. 1) 46. 4) 71. 4) 96. 2)
22. 3) 47. 4) 72. 4) 97. 1)
23. 1) 48. 1) 73. 2) 98. 1)
24. 3) 49. 2) 74. 1) 99. 2)
25. 4) 50. 3) 75. 2) 100. 1)
ใบความรู้ ทบทวนอ่านก่อนสอบปลายภาค 1. 2552
1. สถานภาพและบทบาทของบุคคลในสถาบันสังคม
สถานภาพ หมายถึง ตำแหน่งหรือฐานะของบุคคลในสถาบันสังคมหนึ่งๆ ตำแหน่งทางสังคมหรือสถานภาพจะเป็นเครื่องบอกให้ทราบว่าใครเป็นใครในสถาบันนั้นๆ
บทบาท คือหน้าที่ที่จะต้องกระทำตามตำแหน่ง หรือสถานภาพของตน
2. สถาบันทางสังคม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น เป็นไปในแบบของการประพฤติปฏิบัติไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษโดยวิธีการต่างๆ
องค์ประกอบของสถาบันสังคม
1. สถานที่หรือองค์การ
2. บุคคล
3. ระเบียบข้อบังคับ
สถาบันทางสังคม แบ่งเป็น 7 สถาบัน
1. สถาบันครอบครัว
2. สถาบันการศาสนา
3. สถาบันการศึกษา
4. สถาบันเศรษฐกิจ
5. สถาบันการเมืองการปกครอง
6. สถาบันนันทนาการ
7. สถาบันสื่อสารมวลชน
สถาบันทั้ง 7 มีความสัมพันธ์กัน และทุกสถาบันย่อมทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม
การจัดระเบียบทางสังคม
การจัดระเบียบทางสังคม คือ การทำให้คนอยู่รวมกันในสังคมอย่างมีระเบียบ โดยประพฤติปฏิบัติภายใต้แบบแผนกฎเกณฑ์เดียวกัน การจัดระเบียบทางสังคมจึงเป็นเรื่องของตัวมนุษย์เอง ในอันที่จะต้องปฏิบัติต่อกันภายใต้ระเบียบแบบแผนอย่างเดียวกันในทางสังคมของตนหรือกลุ่มสังคมนั้นเอง การจัดระเบียบทางสังคม จะเป็นระบบได้ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญดังนี้
1. ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่คนสนใจ สิ่งที่คนปรารถนาได้ ค่านิยมเป็นรูปแบบของความคิดที่ติดอยู่ในใจของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรยึดถือไว้เพื่อประพฤติตามค่านิยมเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
* ค่านิยมของแต่ละบุคคล
* ค่านิยมของสังคม
2. บรรทัดฐาน หมายถึง ระเบียบของกฎหมาย รูปแบบพฤติกรรมที่สังคมวางไว้ เพื่อกำหนดแนวทางสำหรับให้บุคคลยึดถือปฏิบัติในสถานการณ์ต่างๆ บรรทัดฐานมีความสำคัญต่อการควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมช่วยทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของบุคคล ทำให้เกิดระเบียบแบบแผนอันดีงาม บรรทัดฐานของสังคมส่วนใหญ่ได้มาจากค่านิยม
บรรทัดฐานแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. วิถีประชา หรือวิถีชาวบ้าน หมายถึง ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นหลักเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเกิดเป็นความเคยชินและธรรมเนียม เช่น ชายไทยควรจะบวชเมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้น
2. จารีต เป็นประเพณีที่สำคัญกว่าวิถีชาวบ้านเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม หากใครฝ่าฝืนประเพณีถือว่าประพฤติชั่ว และจะได้รับโทษจากสังคม
3. กฎหมาย หมายถึง บทบัญญัติ เพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมให้สงบเรียบร้อย ถ้าผู้ใดละเมิดก็มีบทลงโทษ
สังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามสภาพเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมสังคมใดที่วัฒนธรรมเจริญขึ้นกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผน ธรรมเนียมประเพณีค่านิยมก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยตามกาลสมัย
ลักษณะสังคมไทย มีลักษณะดังนี้
1. มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
2. เป็นสังคมเกษตรกรรม
3. เป็นสังคมที่มีระดับการศึกษาค่อนข้างต่ำ
4. มีการอพยพเคลื่อนย้ายไปสู่ถิ่นอื่นมากขึ้น
5. มีโครงสร้างของการแบ่งชนชั้น
ลักษณะของชุมชนในสังคมไทย
1. สังคมชนบท หมายถึง เขตนอกเมือหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สภาพความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน ชาวชนบทที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันฉันท์มีความผูกพันฉันท์พี่น้อง
สังคมชนบทมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ( ครอบครัวขยาย ) สมาชิกในครอบครัวมักช่วยกันทำงานเพื่อผลิตอาหาร ชาวชนบททำงานเป็นฤดูกาลมีความผูกพันกับศาสนา ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาอย่างเคร่งครัด วัดเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของชาวชนบท รวมทั้งใช้ประกอบกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ และใช้ด้านการศึกษา สภาพสังคมชนบทในปัจจุบันทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ คือ
* ปัญหาทางสังคมซึ่งชาวชนบทต้องประสบ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ
* ปัญหาทางวัฒนธรรม ปัจจุบันชาวชนบทได้รับวิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวชนบทเป็นอันมาก เช่น เครื่องจักรทุ่นแรงสำหรับการประกอบอาชีพ อุปกรณ์ที่ทำให้การดำรงค์ชีวิตได้รับความสะดวกสบายขึ้น อันส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีความสิ้นเปลืองมากขึ้นตามไปด้วย
2. สังคมเมือง หมายถึง บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เป็นศูนย์กลางของความเจริญต่างๆ การคมนาคมสะดวก ประชาชนประกอบอาชีพหลากหลาย ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมืองเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน โดยมากมักจะติดต่อกันด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน ความจริงใจที่มีต่อกันน้อยมาก ความสัมพันธ์ของชาวเมืองมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ
สังคมเมืองมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ( ครอบครัวเดี่ยว ) สมาชิกในครอบครัวมักจะประกอบอาชีพแตกต่างกัน วัดเป็นเพียงแหล่งประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้เป็นศูนย์รวมจิตใจเหมือนกับสังคมชนบทพฤติกรรมของชาวเมืองจะยึดกฎหมายเป็นหลัก เศรษฐกิจในสังคมเมืองจะมีความยุ่งยากมาก
วัฒนธรรม
วัฒนธรรมโดยทั่วไปหมายถึง รูปแบบของกิจกรรมมนุษย์และโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้กิจกรรมนั้นเด่นชัดและมีความสำคัญ วิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นพฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้น ด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตนวัฒนธรรมส่วนหนึ่งสามารถแสดงออกผ่าน ดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละครและภาพยนตร์ แม้บางครั้งอาจมีผู้กล่าวว่าวัฒนธรรมคือเรื่องที่ว่าด้วยการบริโภคและสินค้าบริโภค เช่น วัฒนธรรมระดับสูง วัฒนธรรมระดับต่ำ วัฒนธรรมพื้นบ้าน หรือวัฒนธรรมนิยม เป็นต้น แต่นักมานุษยวิทยาโดยทั่วไปมักกล่าวถึงวัฒนธรรมว่า มิได้เป็นเพียงสินค้าบริโภค แต่หมายรวมถึงกระบวนการในการผลิตสินค้าและการให้ความหมายแก่สินค้านั้น ๆ ด้วย ทั้งยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและแนวการปฏิบัติที่ทำให้วัตถุและกระบวนการผลิตหลอมรวมอยู่ด้วยกัน ในสายตาของนักมานุษวิทยาจึงรวมไปถึงเทคโนโลยี ศิลปะ วิทยาศาสตร์รวมทั้งระบบศีลธรรมวัฒนธรรมในภูมิภาคต่าง ๆ อาจได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับภูมิภาคอื่น เช่น การเป็นอาณานิคม การค้าขายการย้ายถิ่นฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนา อีกทั้งระบบความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนามีบทบาทในวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาโดยตลอด
วัฒนธรรม แบ่งออกเป็น2 ประเภท คือ
• วัฒนธรรมทางวัตถุ คือ เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อความสุขทางกาย อันได้แก่ ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ตลอดจนเครื่องป้องกันตัวให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง
• วัฒนธรรมทางจิตใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ เพื่อให้เกิดปัญญาและมีจิตใจที่งดงาม อันได้แก่ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม คติธรรม ตลอดจนศิลปะ วรรณคดี และระเบียบแบบแผนของขนบธรรมเนียมประเพณี[1]
สรุป วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต (The way of life) ของคนในสังคม นับตั้งแต่วิธีกิน วิธีอยู่ วิธี แต่งกาย วิธีทำงาน วิธีพักผ่อน วิธีแสดงอารมณ์ วิธีสื่อความ วิธีจราจรและขนส่ง วิธีอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ วิธี แสดงความสุขทางใจ และหลักเกณฑ์การดำเนินชีวิต โดยแนวทางการแสดงออกถึงวิถีชีวิตนั้นอาจเริ่มมาจาก เอกชนหรือคณะบุคคลทำเป็นตัวแบบ แล้วต่อมาคนส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติสืบต่อกันมา วัฒนธรรมย่อมเปลี่ยนแปลง ไปตามเงื่อนไขและกาลเวลาเมื่อมีการประดิษฐ์หรือค้นพบสิ่งใหม่ วิธีใหม่ที่ใช้แก้ปัญหาและตอบสนองความ ต้องการของสังคมได้ดีกว่า ซึ่งอาจทำให้สมาชิกของสังคมเกิดความนิยม และในที่สุดอาจเลิกใช้วัฒนธรรมเดิม ดังนั้นการรักษาหรือธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิมจึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาวัฒนธรรมให้ เหมาะสมมีประสิทธิภาพตามยุคสมัย
การเมืองการปกครอง
ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
1.ศาลชั้นต้น เป็นศาลแรกที่รับฟังคดีตั้งแต่แรกเริ่ม คดีทุกคดีจะเริ่มต้นที่ศาลชั้นต้นเว้นแต่บางคดีที่กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นเช่น คดีหนีทหารต้อง
ขึ้นศาลทหาร เป็นต้น ศาลชั้นต้นแยกเป็น
1)ศาลแพ่ง
2)ศาลอาญา
3)ศาลแขวง
4)ศาลจังหวัด
5)ศาลเยาวชนและครอบครัว
6)ศาลแรงงานกลาง
7)ศาลภาษีอากร
2.ศาลอุทธรณ์ เป็นศาลชั้นกลางที่ตัดสินคดีที่ผ่านจากศาลชั้นต้นมาแล้วหากแต่คู่กรณีเห็นว่าการตัดสินไม่น่าจะถูกต้องก็มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์
ตัดสินใหม่ได้แต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ขออุทธรณ์แต่กฎหมาย กำหนดไว้ให้ศาลชั้นต้นส่งผลการตัดสินไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก ครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อความรอบคอบ และไม่ให้เกิดการผิดพลาด คดีทุกคดีสามารถอุทธรณ์ได้ยกเว้นคดีแรงงานและคดีภาษีอากร
3.ศาลฎีกา เป็นศาลสูงสุดที่จะพิจารณาคดีต่อจากศาลอุทธรณ์ หากคู่กรณีไม่พอใจการตัดสินของศาลอุทธรณ์ก็มีสิทธิร้องขอ
ให้ศาลฎีกาเป็นผู้ตัดสินการตัดสินของศาลฎีกาถือเป็นอันสิ้นสุดศาลฎีกามีศาลเดียวตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครที่จะมาสู่ศาลฎีกาต้องผ่านศาลอุทธรณ์มาก่อนยกเว้นคดีแรงงานและคดีภาษีอากร ซึ่งส่งตรงมาอุทธรณ์ที่ศาลฎีกา
อำนาจอธิปไตย
อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐ ดังนั้น สิ่งอื่นใดจะมีอำนาจยิ่งกว่าหรือขัดต่ออำนาจอธิปไตยหาได้ไม่
อำนาจอธิปไตย ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละระบอบการปกครอง ตัวอย่างเช่น ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน กล่าวคือ ประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ คือ กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นต้น
อนึ่ง อำนาจอธิปไตยนี้ นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของความเป็นรัฐ เพราะการจะเป็นรัฐได้นั้น นอกจากต้องประกอบด้วย อาณาเขต ประชากร และรัฐบาลแล้ว ย่อมต้องมีอำนาจอธิปไตยด้วย กล่าวคือ ประเทศนั้นต้องเป็นประเทศที่สามารถมีอำนาจสูงสุด (อำนาจอธิปไตย) ในการปกครองตนเอง จึงจะสามารถเรียกว่า "รัฐ" ได้
สำหรับราชอาณาจักรไทย ใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น อำนาจอธิปไตยจึงเป็นของประชาชน
อำนาจอธิปไตยนั้น โดยหลักสากล แต่ละรัฐจะมีองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยอยู่ 3 องค์กร ได้แก่ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ
การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย ฝ่าย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ
หน่วยงานที่ใช้อำนาจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลและคณะรัฐมนตรี หน่วยงานศาลและกระทรวงยุติธรรม
หน้าที่ ออกกฎหมาย พิจารณาเงินงบประมาณและตรวจสอบกสรทำงานของรัฐบาล นำกฎหมายมาบังคับใช้และออกกฎหมายบางส่วนที่มีความสำคัญน้อยกว่านิติบัญญัติ ตีความตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งตัดสินพิจารณาคดี
กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว
เรื่องการหมั้น เงื่อนไขแห่งการสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา
ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา และการสิ้นสุดแห่งการสมรส
การหมั้น
การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว ส่วนผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลดังต่อไปนี้
1. บิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดามารดา
2. บิดาหรือมารดา ในกรณีที่ มารดาหรือบิดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง หรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์
ไม่อาจให้ความยินยอมจากมารดาหรือบิดาได้
3. ผู้รับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม
4. ผู้ปกครอง ในกรณีที่ไม่มีบุคคล ซึ่งอาจให้ความยินยอม ตาม ข้อ 1 ถึง ข้อ 3 หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวถูกถอนอำนาจปกครอง
การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ โมฆียะ หมายถึงว่า เมื่อผู้ปกครองมาให้ความยินยอมในภายหลังก็ทำให้การหมั้นสมบูรณ์
ขึ้นมาได้ และผู้ปกครองก็มีสิทธิบอกเลิกการหมั้นได้ด้วย
การหมั้นจะสมบูรณ์ เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบ หรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น เมื่อหมั้นแล้วของหมั้น
จะตกเป็นสิทธิแก่ฝ่ายหญิง
การสมรส
การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิง มีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจจะอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นก็ได้นะคะ
การสมรสจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริต หรือ เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
ชายหรือหญิงที่เป็นญาติสืบสายโลหิตกัน โดยตรงขึ้นไปหรือลงมา เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาเดียวกัน จะทำการสมรสกันไม่ได้
นะคะความเป็นญาติดังกล่าวให้ถือตามสายโลหิต ไม่ว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม สำหรับผู้รับบุตรบุญธรรม และ บุตรบุญธรรมก็จะสมรสกัน
ไม่ได้เช่นเดียวกันค่ะ
การสมรสนั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน และต้องแสดงความยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผย ต่อนายทะเบียนและให้นายทะเบียน
บันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย ดังนั้นการสมรสตามผลของกฎหมายจะมีได้เฉพาะเมื่อได้มีการจดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้น ชายหรือหญิง จะทำการสมรสในขณะ
ที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้นะคะ
แต่ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษซึ่งไม่อาจทำการจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนได้ เพราะชายหรือหญิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในอันตรายใกล้ความ
ตาย หรืออยู่ในภาวการณ์รบหรือสงคราม ถ้าชายหรือหญิงนั้นได้แสดงเจตนาจะสมรสกันต่อหน้าบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่ ณ ที่นั้น แล้วให้บุคคลดังกล่าวจดแจ้ง
การแสดงเจตนาขอทำการสมรสของชายและหญิงนั้นไว้เป็นหลักฐาน และต่อมาชายหญิงได้จดทะเบียนสมรสกันภายใน 90 วัน นับแต่วันที่อาจทำการจดทะเบียน
ต่อนายทะเบียนได้ โดยแสดงหลักฐานต่อนายทะเบียนและนายทะเบียนจด วัน เดือน ปี สถานที่ที่แสดงเจตนาขอทำการสมรส และพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ใน
ทะเบียนสมรส ก็ถือว่าวันแสดงเจตนาขอทำการสมรสดังกล่าวเป็นวันจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนแล้ว
ส่วนผู้เยาว์ถ้าจะทำการสมรส ผู้เยาว์จะต้องได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดาและมารดา หรือจากบิดาหรือมารดาในกรณีที่มารดาหรือ
บิดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง หรือ อยู่ในสภาพ หรือ ฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจให้ความยินยอมจากมารดาหรือบิดาได้หรือ
จากผู้รับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม หรือจากผู้ปกครองในกรณีที่ไม่มีบุคคล ซึ่งอาจให้ความยินยอมตามก่อนหน้านี้ได้ หรือมีแต่บุคคลดังกล่าว
ถูกถอนอำนาจปกครองไป แต่ถ้าผู้เยาว์ไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอมดังกล่าวเลย หรือว่ามี แต่ไม่ให้ความยินยอม หรือ ไม่อยู่ในสภาพที่อาจให้ความยินยอมหรือ
โดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมได้ ผู้เยาว์อาจร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ค่ะ
การแจ้งเกิด
การแจ้งเกิด คนเกิดในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือมารดา (หรือผู้ได้รับมอบหมาย) แจ้งต่อนาย ทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีคนเกิดในบ้าน
แจ้งการเกิดภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด ไม่แจ้งภายในกำหนดปรับไม่ เกิน 1,000 บาท โดยใช้หลักฐาน
- บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน หรือบิดา หรือมารดา หรือผู้ได้รับมอบ หมาย
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน หรือบิดา หรือมารดา หรือหนังสือมอบ หมายกรณีได้รับมอบหมาย
การแจ้งตาย
การแจ้งตาย คนตายในบ้าน
ให้เจ้าบ้านหรือผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนท้องที่ที่มีคนตาย ภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไม่มีเจ้าบ้านให้ผู้พบศพแจ้ง
การย้ายออก
กรณีเจ้าบ้านมาดำเนินการด้วยตนเอง
- บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน (หรือบัตรประจำตัวข้าราชการฯ หนักงานองค์การของรัฐ)
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
กรณีได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน
- ผู้ได้รับมอบหมายมีชื่อในทะเบียนบ้าน
- บัตรประจำตัว หรือสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวของเจ้าบ้านในฐานะผู้มอบหมายและให้เจ้าบ้านลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง ในสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวฯ
- บัตรประจำตัวผู้แจ้งในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมาย
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
ผู้ที่ได้รับมอบหมายไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน
- นอกจากหลักฐานตามข้อ 1. แล้วจะต้องมีหนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (ไม่มีแบบพิมพ์) ปรากฎข้อความชัดเจนว่าได้มอบหมายให้มาแจ้งย้ายที่อยู่แทน
การย้ายเข้า
- ผู้ย้ายที่อยู่เข้าอยู่ในบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายเข้าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้าอยู่ในบ้าน หากไม่แจ้งภายในกำหนดมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
หลักฐานที่ต้องนำมาแสดง
- บัตรประจำตัวของผู้ประสงค์จะย้ายปลายทาง
- บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- คำยินยอมของเจ้าบ้านเป็นหนังสือ
-เ สียค่าธรรมเนียม 5 บาท
ใบความรู้
การผลิตและการบริโภค
ปัจจัยในการผลิต
การที่เราจะผลิตสินค้าต่างๆ ได้ ต้องมีปัจจัยในการผลิต ซึ่งได้แก่ ที่ดิน ทุน แรงงาน
และการประกอบการ
1. ที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ
หมายถึงพื้นดินและสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า ดิน หิน
แร่ธาตุ
2. ทุน หมายถึง โรงงาน อุปกรณ์
และเครื่องจักรต่างๆ ทุนเป็นปัจจัยการผลิต
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง
3. แรงงาน หมายถึง กำลังกาย ความคิด
และสติปัญญา ของคนที่นำมาใช้ในการผลิต
การประกอบการ
4. หมายถึง ความสามารถในการนำปัจจัย
การผลิตมาผ่านกระบวนการผลิต เพื่อให้เกิด
เป็นผลผลิตและได้รับค่าตอบแทนจากผลผลิตนั้น
อย่างเต็มที่
ใบความรู้
ตัวอย่าง ชาวนาอาศัยแรงงานของตนปลูกข้าว ตั้งแต่การไถดิน การเพาะปลูก และ
การเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวออกรวง
การนำทรัพยากรมาใช้ในการผลิตนั้น ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
1. ความประหยัด การนำทรัพยากรในจังหวัดมาใช้ต้องใช้ให้หมดเปลืองหรือ
สูญเสียน้อยที่สุด เพราะทรัพยากรบางอย่างเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป และต้องใช้เวลา
นานกว่าจะสร้างทดแทนขึ้นมาใหม่ได้อีก
2. ความคุ้มค่า ทรัพยากรนอกจากจะใช้อย่างประหยัดแล้ว ต้องรู้จกใช้ให้คุ้มค่า
คือใช้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ให้เหลือทิ้งสิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์
3. การมีคุณธรรม การนำทรัพยากรมาใช้ เราต้องรู้จักใช้อย่างมีคุณธรรม คือ ไม่ทำลาย
สภาพแวดล้อม และรู้จักปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อเราจะได้มีทรัพยากรต่างๆ ใช้ได้นานๆ
ใบความรู้
3. เทคโนโลยีในการผลิตและการบริหาร
เทคโนโลยี หมายถึง วิธีการใหม่ๆ ที่นำมาใช้ในการทำงานต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้
มากขึ้น หรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับด้านการผลิตและการบริการ เช่น
ใบความรู้
การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและการบริการ จะช่วยให้มีการพัฒนาคุณภาพ
สินค้าให้ดีขึ้น มีการผลิตที่เร็วขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภค
ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า
4. การแข่งขันในการผลิต
การแข่งขันในการผลิต หมายถึง การพยายามทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้ามีราคา
ต่ำลง เพื่อจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้ แต่คุณภาพของสินค้ายังคงเดิมหรือ
ใกล้เคียงกับของเดิม
ผู้ผลิตสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จากวิธีการต่างๆ ดังนี้
การแข่งขันในการผลิตทำให้เกิดสินค้าชนิดใหม่ๆ ที่มีราคาถูกลง สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น
ผู้ผลิตสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้มากที่สุด จะเป็นผู้ที่ขายสินค้าได้
สินค้าชนิดเดียวกัน มีหลายรูปแบบ เราจึงต้องพิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อ
ใบความรู้
5. การตลาด
เมื่อมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการเพิ่มผลผลิตต่างๆ ทากขึ้น ทำให้มีสินค้าต่างๆ
มากมาย ดังนั้นจึงต้องมีแหล่งระบายสินค้าหรือตลาด
ครู : นักเรียนเคยไปตลาดไหมคะ ตลาดคืออะไรคะ
นักเรียนหญิง : เป็นที่รวมของพ่อค้าแม่ค้า
นักเรียนชาย : เป็นที่ซื้อสินค้าต่างๆ ครับ
ตลาด หมายถึง สถานที่รวมสินค้าและบริการต่างๆ ตลาดจึงเป็นแหล่งที่ผู้ซื้อและผู้ขาย
มาพบกัน เพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าและบริการนั่นเอง เช่น
ใบความรู้
2. การบริโภค
การบริโภค คือ การใช้ประโยชน์จากสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการ
ของตนเอง
สินค้าและบริการต่างๆ นั้น ผลิตขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการในการบริโภคของคนเรา
นั่นเอง สำหรับตัวเรานั้นผู้ใช้สินค้าและบริการต่างๆ เรียกว่า ผู้บริโภค
สินค้าที่เราบริโภคนั้นแบ่งได้ 2 ประเภทคือ
สำหรับผู้บริโภคแต่ละคนนั้น มีการเลือกบริโภคสินค้าและบริการแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยต่างๆ เช่น รายได้ นิสัย สภาพแวดล้อม เป็นต้น รวมทั้งสินค้าและบริการใดมีการใช้
ระบบสินเชื่อ ก็จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการนั้นง่ายขึ้น
ใบความรู้
หลักเกณฑ์ในการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ
ในฐานะที่นักเรียนเป็นผู้บริโภค ต้องรู้จักเลือกซื้อสินค้าและบริการต่างๆ โดยคำนึง
ถึงประโยชน์ที่ได้รับเป็นสำคัญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. ความจำเป็น การเลือกซื้อสินค้า
และบริการ เราต้องคำนึงถึงความจำเป็น
ในการใช้สินค้าและบริการนั้น การที่เรา
ซื้อสินค้าและบริการต่างๆ เพราะ
ความอยากได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น
ในการบริโภคสินค้า ถือเป็นการสิ้นเปลือง
และฟุ่มเฟือย
2. การเปรียบเทียบราคา ในปัจจุบันมีการแข่งขันทางด้านการค้ามากขึ้นทำให้มี
จำนวนสินค้าและร้านค้าเพิ่มขึ้นมากมาย สินค้าชนิดเดียวกันที่อยู่คนละร้านค้าอาจมีราคา
ไม่เท่ากัน เราจึงควรสำรวจราคาสินค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบราคาและคุณภาพ
ก่อนตัดสินใจ ซึ่งอาจทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง
3. คุณภาพของสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรพิจารณาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ซื้อสินค้า
การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา
ซึ่งอาจมีฐานะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อเราจะได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ในการพัฒนาความเป็นอยู่ของตนเอง
แบบฝึกหัด
เรื่อง การผลิตและการบริโภค
กา X คำตอบที่ถูกที่สุด
1.นักเรียนควรปฏิบัติตนตามแบบผู้ใด 6. การเลือกบริโภคสินค้าและบริการขึ้น
ก.จอยให้เพื่อนยืมเงินประจำ อยู่กับปัจจัยในข้อใดมากที่สุด
ข.เก่งใช้เงินซื้อของที่จำเป็น ก. ความสวยงาม
ค.เอไม่ยอมใช้เงินเลย ข. รายได้และสภาพแวดล้อม
ง.เอกชอบซื้อน้ำหอมราคาแพง ค. ความคงทนถาวร
2.ข้อใดปฏิบัติตนได้ถูกต้องเกี่ยวกับการ ง. ความสะดวกสบาย
เพิ่มมูลค่าทรัพยากร 7. ข้อใด ไม่ใช่หลักเกณฑ์ในการบริโภค
ก.แมวนำเชือกที่มีอยู่มาถักกระเป๋า สินค้าและบริการต่างๆ
ข.เก่งสะสมแสตมป์ไว้ดูเล่น ก. ความจำเป็น
ค.เอกวาดภาพติดไว้ที่ฝาผนัง ข. การเปรียบเทียบราคา
ง.ก้อยเย็บกางเกงที่ขาด ค. การลดราคา
3.การเรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตและการบริโภค ง. คุณภาพของสินค้า
ทรัพยากรเรียกว่าอะไร 8. ข้อใด ไม่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้
ก.เศรษฐกิจ ข. สินค้าและบริการ ก. ใช้แรงงานคนแทนเครื่องจักร
ค.เศรษฐศาสตร์ ง. การผลิตสินค้า ข. นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต
4.เทคโนโลยีใดช่วยเพิ่มผลผลิตการเพาะปลูก ค. ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
ก. โรงสีข้าว ข. เกวียน ง. มีการจัดการที่ดี
ค. รถยนต์ ง. รถไถนา 9. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการใช้เงิน
5.ข้อใดคือองค์ประกอบของเทคโนโลยีการผลิต ก. ใช้มอบเป็นรางวัลแก่ผู้อื่น
สินค้าและบริการ ข. ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ
ก. เครื่องจักร ข. ขั้นตอน ค. ใช้ซื้อของที่มีราคาแพงเท่านั้น
ค. การบริโภค ง. ผลผลิต ง. ใช้เก็บออมและสะสมให้มากที่สุด
10. นักเรียนควรเลือกซื้อสินค้าเพราะเหตุใด
มากที่สุด
ก. ความสวยงาม ข. ความทันสมัย
ค. ความหรูหรา ง. ความจำเป็น
แนวคำตอบ
เรื่อง การผลิตและการบริโภค
1. ตอบ ข
2. ตอบ ง
3. ตอบ ค
4. ตอบ ง
5. ตอบ ง
6. ตอบ ข
7. ตอบ ค
8. ตอบ ค
9. ตอบ ข
10. ตอบ ง
สถาบันการเงิน
คือ สถาบันที่ทำหน้าที่ระดมเงินออมให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการเงินไปบริโภคหรือเพื่อการลงทุนดำเนินธุรกิจ โดยจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ออม คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืม บทบาทของสถาบันการเงิน คือ เป็นตัวกลางให้บริการทางการเงินแก่คน
2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่มีรายได้แล้วต้องการเก็บออม
2. กลุ่มที่ต้องการเงินที่ประกอบกิจการธนาคาร
สถาบันการเงินที่ประกอบกิจการธนาคาร
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย
2. ธนาคารพาณิชย์
3. สถาบันการเงินเพื่อวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ
ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดดำเนินการ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485 รับผิดชอบการจัดระบบเงิน และรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
บทบาทหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย
1. เป็นผู้ออกธนบัตร
2. เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์
2.1 รับฝากเงินจากธนาคารพาณิชย์
2.2 รับหักบัญชีระหว่างธนาคาร
2.3 เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้าย
3. เป็นนายธนาคารและตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล
3.1 ถือบัญชีเงินฝาก
3.2 ให้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจกู้ยืม
3.3 เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล
3.4 ดำเนินนโยบายการเงิน
ธนาคารพาณิชย์
สำคัญที่สุดในภาคเอกชนเพราะมีปริมาณเงินฝาก และจำนวนเงิน
กู้สูงสุด
หน้าที่การให้บริการด้านการเงินของธนาคารพาณิชย์
1. รับฝากเงิน
1.1เงินฝากกระแสรายวัน หรือ เงินฝากเผื่อเรียก ธนาคารจ่ายคืนถ้าผู้ฝากทวงถาม ผู้ฝากลงนามในเช็คสั่งจ่ายเงินได้ตามวงเงินที่ฝากไว้ นักธุรกิจนิยม เพราะสะดวกไม่ต้องนับเงิน ไม่ต้องพกพาเงินจำนวนมากติดตัว ผู้ฝากไม่ได้รับดอกเบี้ย
1.2 เงินฝากออมทรัพย์ ผู้ฝากจะถอนได้ 2 แบบ คือ นำเอกสารคู่ฝากไปเบิกที่ธนาคารหรือถอนจากเครื่อง ATM
1.3 เงินฝากประจำ กำหนดระยะเวลาในการเบิก - ถอนได้เมื่อครบกำหนดหรือต้องแจ้งให้ธนาคารทราบล่วงหน้า ดอกเบี้ยมีอัตราสูงกว่าฝากแบบออมทรัพย์
1.4 เงินฝากอื่นๆ เป็นการฝากสะสมตามระยะเวลาที่กำหนด ระบุวัตถุประสงค์ไว้ เช่น ฝากเพื่อการศึกษา ฯลฯ
2. การให้กู้ยืม
2.1 ให้กู้ยืมโดยตรง มีกำหนดเวลาในการให้กู้ มีวิธีผ่อนชำระ ผู้กู้เสียดอกเบี้ยในอัตราที่ไม่สูงเกินกว่าที่ธนาคารกลางกำหนด
2.2 การให้เบิกเงินเกินบัญชี หรือ O.D. ธนาคารยอมให้ลูกค้าที่เปิดบัญชีกระแสรายวันเขียนเช็คเบิกเงินสดเกินกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีได้ตามที่ผู้กู้กับธนาคารตกลงกัน คิดดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่เบิกเกินยอดเงินในบัญชี
2.3 การซื้อลดตั๋วเงิน ธนาคารรับซื้อตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ยังไม่ถึงเวลาชำระเงินจากลูกค้าที่นำมาขายลดให้ ลูกค้าจะได้เงินสดไปใช้ได้ทันที ธนาคารได้หักส่วนลดจากลูกค้าตามอัตราซื้อลดที่ธนาคารกลางกำหนด
3. การโอนเงิน โอนภายในท้องถิ่นเดียวกัน โอนต่างท้องถิ่น โอนต่างประเทศ การโอนมี 2 รูปแบบ
3.1 โอนเงินแบบธรรมดา ผ่านเช็คหรือดราฟต์ธนาคาร
3.2 โอนเงินแบบเร็วทันใจ ผ่านโทรเลข เทเล็กซ์ วิทยุ โทรศัพท์ทางไกล ศูนย์คอมพิวเตอร์แบบออนไลน์
4. การเรียกเก็บเงิน เกี่ยวเนื่องจากการโอนเงิน ธนาคารจะเรียกเก็บเงินตามเช็ค ตั๋วเงิน ดราฟต์ ที่ครบกำหนด ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเก็บเงินเอง
5. การให้เช่าตู้นิรภัย ธนาคารมีห้องมั่นคงให้ลูกค้าเช่าเก็บของมีค่าหรือสำคัญ
6. การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ
7. การออกเลตเตอร์ออฟเครดิต คือ ธนาคารซึ่งผู้สั่งซื้อสินค้าเป็นลูกค้าออกตราสารให้แก่ผู้ขายสินค้า, โดยสั่งธนาคารที่ติดต่อประจำจ่ายเงินแก่ผู้ขายสินค้าตามจำนวนที่ระบุ และสัญญาว่าจะชำระเงินคืนแก่ธนาคารที่จ่ายเงินไป
8. ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ธนาคารพาณิชย์สามารถ8.1 ระดมกำเงินทุนจากต่างประเทศไปสู่ประเทศอื่นๆ8.2 ระดมเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ
9. การบริการอื่นๆ เช่น บริการบัตรเครดิต บริการรับชำระค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ
สถาบันการเงินเพื่อวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ
1. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นของรัฐบาล ตั้งขึ้นเพื่อ ช่วยเกษตรกรให้กู้เงินเพื่อไปส่งเสริมอาชีพ การดำเนินงานของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร กู้ได้แบบรายบุคคล และกู้แบบ สถาบันเกษตรกร (กลุ่ม) มีการรับฝากเงินจากเกษตรกรแบบเผื่อเรียก
2. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นของรัฐบาล ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมประชาชนให้มีอาคารและที่ดินเป็นของตนเอง
3. ธนาคารออมสิน เป็นของรัฐบาล มีหน้าที่บริการเงินฝาก นำเงินฝาก ของประชาชนไปลงทุนในทางให้ชาติได้ประโยชน์ ส่งเสริมให้คนออมเงิน จำหน่ายสลากแบบพิเศษ ดำเนินการด้านประกันชีวิต
สถาบันการเงินประเภทไม่ใช่ธนาคาร
- บริษัทเงินทุน เป็นสถาบันการเงินของเอกชน มีจุดมุ่งหมายในการระดมเงินฝากจากประชาชน โดยขายตั๋วสัญญาการใช้เงินครั้งละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท และนำเงินเหล่านี้ไปให้เอกชนกู้ยืม เพื่อใช้ในการลงทุนด้านต่าง ๆ
- บริษัทหลักทรัพย์ เป็นสถาบันการเงินของเอกชน ทำหน้าที่เป็นนายหน้าหรือตัวแทน เพื่อซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์
- บริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นสถาบันการเงินของเอกชนมีฐานะเหมือนบริษัทจำกัด โดยมีธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ ร่วมถือหุ้น เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศโดยให้เอกชนกู้ยืมเงินไปลงทุน
- บริษัทประกันภัย ทำหน้าที่ด้านการให้บริการในกิจการรับประกันภัยแก่บุคคลทั่วไป โดยรับเฉลี่ยความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้เอาประกัน โดยผู้เอาประกันจะต้องจ่ายเบี้ยประกันในการตอบแทน
- โรงรับจำนำ มีหน้าที่ให้บริการรับจำนำสิ่งของ เป็นประกันหนี้เงินกู้เป็นปกติ ตลอดจนถึงการจำหน่ายสิ่งของหลุดจำนำแก่ประชาชนทั่วไป
- บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม มีหน้าที่ในการรวบรวมเงินทุนจากผู้มีเงินออม และผู้ลงทุนรายย่อย โดยออกจำหน่ายหน่วยลงทุนและนำเงินที่ได้ไปลงทุนในหลักทรัพย์ของธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยผู้ลงทุนได้รับเงินปันผลคืน ในรูปดอกเบี้ยและกำไร
โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น
วิชา สังคมศึกษา ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6
ชื่อ..........................................................ชั้น.............................เลขที่ ........................
ใบงาน
บทบาทและหน้าที่ของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร
สถาบันการเงิน หมายถึง องค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านการ.........................โดยเป็น...............................ที่จะช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวของ..........................ด้วยการระดมทุนจากผู้ที่มี................................ไปสู่ผู้ที่ต้องการเงินสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ
สถาบันการเงินในระบบเศรษฐกิจไทยแบ่งได้เป็น.............ประเภท คือ
1. สถาบันการเงินประเภท.....................................
2. สถาบันการเงินประเภทที่ไม่ใช่...........................
บริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์
บริษัทเงินทุนเป็นสถาบันการเงินที่จดทะเบียนเป็น.................................ทำหน้าที่ระดมเงินจาก……….ด้วยการออก..............................................จำหน่ายแก่ประชาชน ซึ่งคล้ายกับการ...............................ของธนาคารพาณิชย์ แต่อาจให้...............................สูงกว่า จากนั้นก็นำเงินออมไปให้...................และ.................ในหลักทรัพย์ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม บริษัทเงินทุนบางแห่งก็ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ...............................ด้วย คือ เป็น............................ซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นผู้ค้าหลักทรัพย์ในนามของตนเอง เป็นที่ปรึกษาการลงทุนและการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ซึ่งใช้ชื่อว่า บริษัท...................................................หรือ (……………..)แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจหลักทรัพย์อย่างเดียว เรียกว่า บริษัท........................................หรือ (……………..)
กองทุนรวม
กองทุนรวม จัดตั้งขึ้นเพื่อ...............................................จากประชาชนทั่วไป ด้วยวิธีการจำหน่าย.......
......................................ให้ผู้สนใจ แล้วบริษัทจัดการกองทุนรวมจะรวบรวมไปลงทุนซื้อ.................................
เมื่อลงทุนของกองทุนรวมได้ผลดีมีรายได้ ก็นำรายได้มา............................ผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปของ...............
....................................และถ้ากองทุนในขณะนั้นยังราคาสูงขึ้นก็จะขายหน่วยลงทุนไป ผู้ลงทุนก็จะได้..............จากการขายหน่วยลงทุนนั้น
บริษัทเครคิดฟองซิเอร์
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นสถาบันการเงินที่นำธุรกรรมเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ.......................................โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจให้............................ จากการจำนอง รับซื้อ โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกันการกู้ยืม
หน้าที่ของธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ มีดังนี้
1. ระดม......................................จากประชาชนแล้วนำเงินออมไปลงทุนต่อด้วยการให้ผู้ที่ต้องการซื้อ...................................หรือธุรกิจ.......................................................กู้ยืม
2. ให้คำแนะนำปรึกษาช่วยเหลือทางการ............................และควบคุมการจัดการเกี่ยวกับโครงการพัฒนา.................................และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เกี่ยวกับ.....................................หรืออุตสาหกรรม เช่น โครงการ............................................. โครงการ..................................โครงการ................................................. เป็นต้น
3. ให้คำแนะนำปรึกษาแก่โครงการเกี่ยวกับการพัฒนาเทคนิคการสร้าง.....................ที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของ.............................. พัฒนาวัสดุก่อสร้างที่...................และ.......................
4. ให้กู้ระยะ.........................แก่ผู้ประสงค์จะซื้อ.....................และ..............................เพื่อที่อยู่อาศัย
5.
บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย
บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย เป็นสถาบันการเงินที่ระดม.........................จากประชาชน โดยการขาย.................................... ซึ่งผู้ซื้อกรมธรรม์จะต้องจ่าย................................เป็นงวดๆ ตามที่กำหนดไว้กับบริษัท และบริษัทก็จะนำเงินค่า....................................ที่ได้รับไปลงทุนในด้านต่างๆ
บริษัทประกันภัยและประกันชีวิตจะทำหน้าที่ในการประกันภัยในด้านการ..............................ในกรณีที่ผู้ทำประกันเสียชีวิตหรือเกิดความเสียหายกับ................................ของผู้ประกัน ซึ่งผู้ทำประกันจะได้รับชดใช้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้ใน.........................กับบริษัทที่ทำประกันไว้
สหกรณ์การเกษตร
สหกรณ์การเกษตรเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนตาม......................................พ.ศ.2511 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนในด้าน................................. การ.................... การ..................................และช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของสมาชิกให้ดี
หน้าที่ของสหกรณ์การเกษตร มีดังนี้
1. จัดหา...........................................ให้สมาชิกกู้ยืม เพื่อนำลงทุนประกอบอาชีพ โดยคิดดอกเบี้ยในอัตรา.....................และเหมาะสม
2. ส่งเสริมให้สมาชิกรู้จัการ...............................โดยรับฝากเงินทั้งประจำและสะสมทรัพย์
3. ช่วยเหลือสมาชิกในด้านการจัดหาวัสดุอุปกรณ์........................................ที่จำเป็น
4. ช่วยเหลือสมาชิกในด้านการจำหน่ายผลิตผลของสมาชิกให้ได้ราคา.................. ไม่ถูกกดราคาจาก....................................................
5. ส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ..............................ให้แก่สมาชิก เพื่อให้ได้รับผลผลิตมากขึ้น
สหกรณ์ออมทรัพย์
เป็นสถาบันการเงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการ........................และการช่วยเหลือด้านการเงิน โดยทำหน้าที่รับ................................และให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ย.......................... จากนั้นนำกำไรมาแบ่งปันให้สมาชิกตามมูลค่า................ที่ถือ
หน้าที่ของสหกรณ์ออมทรัพย์มีดังนี้
1. ส่งเสริมให้สมาชิกมีการ.............................................................................................
2. รับฝากเงินจากสมาชิกทั้งประเภท......................................และ.................................
3. ให้สมาชิกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยอัตรา..........................................................................
4. ให้............................................อื่นกู้ยืมเงิน
5. ร่วมมือกับ..............................................เพื่อส่งเสริมกิจการของสหกรณ์
6. จัดบริการอย่างอื่นให้สมาชิก เช่น จัดหา.......................... จัดหา...........................เป็นต้น
โรงรับจำนำ
เป็นสถาบันการเงินที่มีขนาด............................ พบเห็นตามชุมชนทั่วไป มีหน้าที่ในการให้ประชาชน
ทั่วไป................................โดยการรับจำนำของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งสภาพเก่าและใหม่ แบ่งได้เป็น......................ประเภท คือ
1. โรงรับจำนำ........................................... เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยเอกชน
2. สถานธนานุเคราะห์ เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยกรม.......................................................เงินทุนส่วนใหญ่ได้รับการจัดสรร....................................และกำไรสะสม
3. สถานธนานุบาล เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดย...................................................................
โรงรับจำนำทุกประเภทอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวง......................................... สำหรับโรงรับจำนำที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพ ต้องจดทะเบียนที่สำนักงาน.......................................... .......................................
วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา
มัธยมศึกษาปีที่ 1
วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี
วิชาคอมพิวเตอร์
วิชาวิทยาศาสตร์
การบ้าน เวลา 1 ชั่วโมง เรื่องโมเมนต์ของแรง
1.ความหมายและหลักการของโมเมนต์
แรงเป็นสาเหตุที่ทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ ถ้าออกแรงกระทำต่อวัตถุในตำแหน่งต่าง ๆ แรงถูกใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ มากมายในชีวิตประจำวัน ถ้าสังเกตจะพบว่า ได้มีการประดิษฐ์อุปกรณ์ หรือเครื่องมือมาช่วยในการผ่อนแรงและอำนวยความสะดวกมากมาย
เมื่อออกแรงกระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเกิดการหมุนเรียกว่า การเกิดโมเมนต์ ซึ่งขนาดของโมเมนต์มีค่าเท่ากับผลคูณของแรงกับระยะทางที่ตั้งฉากกับจุดหมุน การหมุนของโมเมนต์มี 2 ชนิด คือ โมเมนต์หมุนตามเข็มนาฬิกาอยู่ทางซ้ายของจุดหมุน และโมเมนต์หมุนทวนเข็มนาฬิกาอยู่ทางขวาของจุดหมุน
เมื่อวัตถุอยู่ในสภาพสมดุลจะได้ว่าผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกาเท่ากับผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกาหลักการของโมเมนต์จะเห็นว่าโมเมนต์สามารถผ่อนแรงได้ เมื่อวางวัตถุบนไม้เรียกว่า คาน คานมีฐานรองรับที่จุดหมุนทางด้านขวามือ ดังนั้นถ้าต้องการยกวัตถุก็ต้องออกแรงทางด้านซ้ายมือ และพบว่าถ้าต้องการให้คานผ่อนแรงมากที่สุด จะต้องออกแรงที่ตำแหน่งปลายสุดทางด้านขวามือ ซึ่งเป็นไปตามหลักการของโมเมนต์คงที่คือ เมื่อระยะห่างจากจุดหมุนมากแรงที่กระทำจะมีค่าน้อยหรือถ้าระยะห่างจากจุดหมุนน้อยแรงที่กกระทำจะมีค่ามาก
ถ้ามีแรงหลายแรงกระทำต่อวัตถุชิ้นหนึ่ง แล้วทำให้วัตถุนั้นสมดุลจะได้ว่า
ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา
ตัวอย่างที่ 1 ท่อนไม้ยาว 4 เมตร นำไปงัดก้อนหินหนัก 400 N ให้เคลื่อนที่ ถ้าต้องการออกแรงเพียง 100 N ควรจะนำก้อนหินก้อนเล็กๆ มาหนุนไม้ที่ตำแหน่งใด
ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา
(M ตาม = M ทวน)
400 (4 - X) = 100X
1600 - 400X = 100X
X = 3.2 m
ดังนั้น จะต้องนำก้อนหินเล็กหนุนไม้ห่างจากก้อนหิน 3.2 m ตอบ
ตัวอย่างที่ 2 แขวนไม้กับเพดานดังรูป วัตถุ y ควรหนักเท่าใด จึงจะทำให้ไม้สมดุล
ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา
(M ทวน = M ตาม)
(20 x 2.5) + (Y x 0.5) = 40 x 1.5
50 + 0.5Y = 60
Y = 0.2 N
ถ้าใช้ตำแหน่งของจุดหมุนเป็นเกณฑ์ในการแบ่งประเภทของคาน จะได้ทั้งหมด 3 ประเภทด้วยกัน
ประเภทที่ 1 เรียกว่าคานอันดับ 1
คานที่อยู่ตำแหน่งของจุดหมุน อยู่ระหว่างแรงพยายามกับแรง
ต้านทาน เช่น กรรไกร เป็นต้น
ประเภทที่ 2 เรียกว่า คานอันดับ 2
คานที่ตำแหน่งของแรงต้านทานอยู่ระหว่างจุดหมุนกับแรงพยายาม เช่น มีดตัดกระดาษ
ประเภทที่ 3 เรียกว่า คานอันดับ 3
คานที่ตำแหน่งของแรงพยายามอยู่ระหว่างจุดหมุนกับแรงต้าน เช่นช้อนเป็นต้น
คานอันดับ 1 และ 2 ช่วยในการผ่อนแรงได้เพราะแรงพยายามอยู่ห่างจากจุดหมุนมากกว่าแรงต้านทาน แต่คานอันดับ 3 ไม่ผ่อนแรงแต่ช่วยอำนวยความสะดวก
แม่เหล็ก (Magnet)
แม่เหล็ก (Magnet) คือ ของแข็งชนิดหนึ่งที่มีสมบัติดูดโลหะบางชนิดได้
แร่แม่เหล็ก คือ สารประกอบประเภทออกไซด์ชนิดหนึ่งของเหล็กที่เกิดตามธรรมชาติ มีชื่อเรียกว่า
แมกนี ไทต์ (Fe3O4)
สารแม่เหล็ก คือ สารที่มีสมบัติถูกแม่เหล็กดูดได้ และมนุษย์สามารถทำให้กลายเป็นแม่เหล็กได้ ตัวอย่างของสารแม่เหล็ก เช่น เหล็ก นิเกิล โคบอลต์ แมงกานีส
สมบัติบางประการของแม่เหล็ก มีดังนี้
1. วางตัวในแนวทิศเหนือและทิศใต้
2. มีขั้วแม่เหล็ก 2 ขั้ว คือขั้วมุ่งทิศเหนือ เรียกสั้นๆ ว่า ขั้วเหนือ สัญลักษณ์ N ขั้วมุ่งทิศใต้ เรียกสั้นๆ ว่า ขั้วใต้
สัญลักษณ์ S
3. ขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะออกแรงผลักกัน ขั้วแม่เหล็กชนิดต่างกันจะดูดกัน
แบบทดสอบหลังเรียน
ข้อ 1 เลือกตัวอักษรที่กำหนดให้นำมาทำให้สัมพันธ์กัน
ก.คานอันดับ 1 ก.คานอันดับ 2 ก.คานอันดับ 3
.................1. กรรไกรตัดหญ้า
.................2.รถเข็นทราย
.................3.เครื่องชั่ง
.................4.แรงพยายามอยู่ระหว่างจุดหมุนกับแรงต้านทาน
.................5.ที่เปิดขวดน้ำอัดลม
.................6.คีมคีบถ่าน
.................7.แรงต้านทานอยู่ระหว่างจุดหมุนกับแรงพยายาม
.................8.ไม้กวาด
.................9.ค้อนตอกตะปู
.................10.เครื่องตัดกระดาษ
การเคลื่อนที่ (อังกฤษ: motion)
การเคลื่อนที่ คือการที่วัตถุย้ายตำแหน่งจากที่เดิมไปอยู่ที่ตำแหน่งใหม่ ปริมาณที่ใช้บอกขนาดของการเคลื่อนที่ของวัตถุ คือ ระยะทางและการกระจัด
ระยะทาง คือ ความยาวที่วัดตามเส้นทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ จัดเป็นปริมาณสเกลาร์
การกระจัด คือ ระยะที่วัดจากจุดตั้งต้นของการเคลื่อนที่ ตรงไปยังตำแหน่งที่วัตถุอยู่ในขณะนั้นโดยไม่สนใจว่าวัตถุจะมีเส้นทางการเคลื่อนที่เป็นอย่างไร จัดเป็นปริมาณเวกเตอร์
อัตราเร็ว คือ (V) ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ภายในหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็น เมตร / วินาที
สามารถคำนวณได้จากสูตร อัตราเร็ว = ระยะทาง / เวลามดตัวหนึ่งเดินไต่ผนังเป็นรูปวงกลม เมื่อเดินได้เป็นรูปครึ่งวงกลม จะได้ว่า ระยะทางที่มดเดินเท่ากับครึ่งหนึ่งของความยาวเส้นรอบวงของวงกลม ขนาดของการกระจัดเท่ากับความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลางและมีทิศทางตรงจากของเส้นรอบวงด้านหนึ่งตรงไปยังเส้นรอบวงด้านตรงข้าม
ลองคิดดู นักกีฬาวิ่งรอบสนามรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ABCD โดยมีด้านยาว 400 เมตร กว้าง 300 เมตร โดยเริ่มวิ่งจากจุด A จงหาระยะทางและการกระจัดเมื่อนักกีฬาวิ่งถึงจุดต่อไปนี้ B ,C,D และ Aการเคลื่อนที่ในลักษณะใด ที่ทำให้ขนาดของการกระจัดและระยะทางเท่ากัน
แนวคิด
การเคลื่อนที่มีหลายลักษณะจำแนกออกได้เป็น
การเคลื่อนที่แต่ละลักษณะนั้นมีแรงกระทำที่แตกต่างกัน
การเคลื่อนที่แนวตรงบนแถบกระดาษ
เครื่องเคาะสัญญาณเวลา (Ticker Timer) เป็นเครื่องมืออย่างง่ายที่ใช้วัดความเร็วของวัตถุ โดยทำให้เกิดจุดบนแถบกระดาษ ทำงานด้วยไฟฟ้ากระแสสลับความถี่ 50 เฮิรตซ์ (Hz) จึงทำให้เกิด 50 ช่วงจุดใน 1 วินาที บนแถบกระดาษ
การทดลองในชั่วโมงเรียน
ให้นักเรียนดึงแถบกระดาษจากเครื่องเคาะสัญญาณเวลาคนละ 1 แถบ จากนั้นให้วัดระยะห่างของแต่ละช่วงจุด และหาค่าองค์ประกอบของการเคลื่อนที่ คือ ระยะทาง การกระจัด อัตราเร็ว
ในสัปดาห์ ที่ 17 ครูจะสอบหลังเรียน ให้นักเรียนเตรียมตัวสอบเรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ ในคาบสอน 1 ชั่วโมง