บทเรียนออนไลน์

บทเรียนออนไลน์

ประถมศึกษาปีที่ 6

ประถมศึกษาปีที่ 6

วิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์

21-22 ก.ย 52 ตะลุยโจทย์เตรียมสอบ

คลิกที่นี่ตะลุยโจทย์เตรียมสอบ

23-25 ก.ย 52 ตะลุยโจทย์เตรียมสอบ

ตะลุยโจทย์เตรียมสอบ

8 ก.ย 52 ตัวอย่างข้อสอบเก็บคะแนนบทที่ 1-6 พร้อมเฉลยข้อสอบ

คลิกดูที่นี่ถ้าอยากสอบผ่าน

เฉลยข้อสอบเก็บคะแนนบทที่ 1-6

คลิกดูที่นี่ถ้าอยากสอบซ่อมผ่าน

8 ก.ย 52 เฉลยข้อสอบซ่อมเรื่องเศษส่วน

คลิกที่นี่ดูเฉลยข้อสอบ(บอกแล้วอย่าสอบตก)

8 ก.ย 52 เรื่อง ทบทวนก่อนสอบ (power point)

คลิกที่นี่ดูทบทวนก่อนสอบ

9 ก.ย 52 แนวข้อสอบวัดผลระดับชาติ O-NET ปี 2551 พร้อมเฉลย

คลิกที่นี่ดูตัวอย่างข้อสอบ O-NET ปี 2551

เฉลยข้อสอบวัดผลระดับชาติ O-NET ปี 2551

คลิกที่นี่ดูเฉลยข้อสอบ

วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

วิชาคอมพิวเตอร์

วิชาคอมพิวเตอร์

โครงสร้างการบริหารโรงเรียน

โครงสร้างการบริหารโรงเรียนมหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

14-18 กันยายน 2552

การทำหนังสือนิทาน

21 - 25 กันยายน 2552

ใบความรู้

28 - 2 กันยายน 2552

ใบความรู้

31 - 4 กันยายน 2552

การสร้าง Organization chart

วิชาดนตรี

วิชาดนตรี

วิชาภาษาอังกฤษ

วิชาภาษาอังกฤษ

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาไทย

วิชาภาษาไทย

9 กันยายน 2552

เรื่อง คำสรรพนาม
สาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
คำสรรพนาม หมายถึง คำที่ใช้แทนคำนามหรือข้อความที่กล่าวมาแล้ว เพื่อไม่ต้องการกล่าวซ้ำอีก ทั้งยังช่วยให้เนื้อความไพเราะและสละสลวยขึ้น
คำสรรพนาม แบ่งเป็น 6 ชนิดคือ
1. บุรุษสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่กล่าวถึง แบ่งเป็น 3 ชนิดคือ
1.1 สรรพนามบุรุษที่ 1 ใช้แทนตัวผู้พูด เช่น ฉัน ข้าพเจ้า ผม ดิฉัน ข้า อาตมา เป็นต้น
1.2 สรรพนามบุรุษที่ 2 ใช้แทนตัวผู้ฟัง เช่น เธอ ท่าน คุณ ฝ่าพระบาท โยม เอ็ง เป็นต้น
1.3 สรรพนามบุรุษที่ 3 ใช้แทนผู้ที่กล่าวถึง เช่น เขา มัน พระองค์ เป็นต้น
2. ประพันธสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค ทำหน้าที่แทนคำนามหรือคำสรรพนามที่
อยู่ข้างหน้าได้แก่ ผู้ ที่ ซึ่ง อัน เป็นต้น
ตัวอย่าง คนที่เป็นครูต้องมีความอดทน
ไม้อันอยู่ในห้องคุณปู่คือไม้ตะพด
3. วิภาคสรรพนาม เป็นคำสรรพนามบอกความชี้ซ้ำที่ใช้แทนคำนามหรือคำสรรพนามที่แยกเป็น
ส่วนๆ เป็นคนๆ หรือเป็นพวกๆ ได้แก่ ต่าง กัน บ้าง เป็นต้น
ตัวอย่าง นักกีฬาต่างทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด
พวกเขาเล่นกันอย่างสนุกสนาน ชาวบ้างก็ดำนา บ้างก็ไถนา
4. นิยมสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามชี้เฉพาะเจาะจง หรือบอกความใกล้ไกลที่เป็น
ระยะทางเพื่อให้ผู้พูดกับผู้ฟังเข้าใจกันชัดเจนขึ้น ได้แก่ นี่ นั่น โน่น นี้ นั้น โน้น
ตัวอย่าง พี่มาถึงที่นี่เมื่อไหร่
โน่นคือภูระดึง กระเป๋าใบนี้เป็นของฉัน
5. อนิยมสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามทั่วๆไป ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง ได้แก่ ใคร อะไร
ไหน ผู้ใด บางครั้งก็เป็นคำซ้ำๆ เช่น ใครๆ อะไรๆ ไหนๆ ใดๆ เป็นต้น
ตัวอย่าง ผู้ใดที่กระทำผิด แล้วสำนึกผิด เราควรให้อภัย
ใครๆก็ไม่รักผม อะไรๆก็ไม่อาจทำให้ฉันเปลี่ยนใจได้
6. ปฤจฉาสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่มีเนื้อความเป็นคำถาม เช่น ใคร อะไร ไหน ผู้ใด เป็นต้น
ตัวอย่าง ใครไปงานวันเด็กมาบ้าง
ภาษาไทยวันนี้เรียนเรื่องอะไร
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อยู่ที่ไหน

ป.1/1

ภาษาไทย

ป6/2

ภาษาไทย

14 กันยายน 2552 การใช้ห้องสมุด

การใช้ห้องสมุด
ห้องสมุด เป็นสถานที่รวบรวมวัสดุเพื่อการศึกษาค้นคว้าประเภทต่างๆทั้งที่ให้ความรู้และความบันเทิง มีการจัดสื่อต่างๆ อย่างเป็นระบบมีบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ในห้องสมุดเป็นผู้ดูแลและให้บริการแก่ผู้ใช้ห้องสมุด
สื่อที่อยู่ในห้องสมุด
1. วัสดุตีพิมพ์ เช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร แผ่นพับ
2. โสตทัศนวัสดุ เช่น แผนที่ แผนภาพ รูปภาพ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ แผ่นดิสก์ ซีดีรอม
การจัดหมู่หนังสือ
คือ การจัดหนังสือที่มีเนื้อเรื่องหรือแบบการประพันธ์เดียวกันหรือคล้ายคลึงกันไว้ด้วยกัน แล้วกำหนดสัญลักษณ์แทนประเภทหนังสือ การจัดหมู่หนังสือที่นิยมใช้ในห้องสมุดทั่วไปคือ ระบบทศนิยมของดิวอี้
เลขหมู่หนังสือตามระบบทศนิยมของดิวอี้
เลขหมู่หนังสือ ประเภทหนังสือ
000 ความรู้ทั่วไป
๑๐๐ ปรัชญา จิตวิทยา
๒๐๐ ศาสนา
๓๐๐ สังคมศึกษา
๔๐๐ ภาษา
๕๐๐ วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์
๖๐๐ เทคโนโลยี
๗๐๐ ศิลปะ การบันเทิง กีฬา
๘๐๐ วรรณคดี
๙๐๐ ภูมิศาสตร์-ประวัติศาสตร์
การเรียงเลขหนังสือ จะเรียงจากเลขน้อยไปหาเลขมาก โดยเลขน้อยจะอยู่ทางซ้าย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไปทางขวา สัญลักษณ์แทนเนื้อหา เช่น
ย แทน หนังสือเยาวชน
น แทน หนังสือนวนิยาย
ส แทน หนังสือสารคดี
ร แทน เรื่องสั้น

เลขเรียกหนังสือ
ประกอบไปด้วยเลขหมู่หนังสือ อักษรตัวแรกของชื่อผู้แต่ง และอักษรตัวแรกของหนังสือ เช่น หนังสือเรื่อง หลักภาษาไทย ของกำชัย ทองหล่อ จะมีเลขเรียกหนังสือเป็น
เลขหมู่หนังสือ

อักษรตัวแรกของหนังสือ
อักษรตัวแรกของชื่อผู้แต่ง

๔๐๐.๑๐๔ คือ เลขหมู่หนังสือหมวดภาษา
ก คือ กำชัย ทองหล่อ
ห คือ หลักภาษาไทย

มารยาทในการใช้ห้องสมุด
1.แต่งกายสุภาพเรียบร้อย
2.ไม่นำกระเป๋า ถุงย่ามเข้าห้องสมุด และฝากสิ่งของอื่นๆไว้ในที่ที่ห้องสมุดจัดไว้
3.ไม่คุยกันหรือส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น
4.ไม่นำอาหารหรือเครื่องดื่มเข้าไปในห้องสมุด
5.หยิบหนังสืออย่างระมัดระวัง ไม่ให้หนังสือชำรุด เสียหาย
6.ไม่ขีดเขียน ไม่ตัดหรือฉีกหนังสือ ไม่พับมุมหนังสือ
7.เมื่อใช้หนังสือเสร็จแล้วให้ปฏิบัติตามระเบียบของห้องสมุดนั้นๆ
8.ไม่ควรหยิบหนังสือมาครั้งละหลายๆเล่ม เพราะผู้อื่นจะไม่มีโอกาสอ่าน
9.เมื่อลุกจากที่นั่งให้เลื่อนเก้าอี้เก็บให้เรียบร้อย
10.ยืมหนังสือก่อนที่จะนำหนังสือออกจากห้องสมุด ถ้าไม่มีบัตรยืมก็จะไม่สามารถยืมหนังสือได้ แต่สามารถอ่านหนังสือในห้องสมุดได้

ใบงาน / ใบความรู้
เรื่อง ห้องสมุดน่ารู้
สาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครูศิริวรรณ ราชภักดี
คำสั่ง ตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้ห้องสมุด
1.ใครเป็นผู้ดูแลและให้บริการแก่ผู้ใช้ห้องสมุด
2.โสตทัศนวัสดุหมายถึงอะไร(ให้นักเรียนยกตัวอย่างประกอบ)
3.เลขหมู่หนังสือ มีวิธีการเรียงอย่างไร
4.เลขเรียกหนังสือประกอบด้วยอะไรบ้าง
5.ถ้านักเรียนต้องการหาหนังสือในห้องสมุด นักเรียนต้องทำอย่างไร
6.ถ้านักเรียนต้องการยืมหนังสือในห้องสมุด นักเรียนต้องทำอย่างไร
7.นักเรียนควรปฏิบัติตนอย่างไร จึงจะเป็นผู้ที่มีมารยาทในการใช้ห้องสมุด

บันทึกหลังการเรียน
การจัดทำบทเรียนออนไลน์นอกจากทำให้ลดปัญหาการเรียนไม่ทันแล้วยังทำให้เกิดแนวคิดใหม่ซึ่งค้นพบว่า ไม่ควรปล่อยให้นักเรียนเรียนรู้จากแบบเรียนเท่านั้น เพราะแบบเรียนเป็นเหมือนความจำเจที่นำมาโรงเรียนทุกวันซึ่งตรงข้ามกับวัยของนักเรียนที่มักค้นคว้าหาสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ

เสภาขุนช้าง ขุนแผน

บทเสภาขุนช้างขุนแผน
(ตอนกำเนิดพลายงาม)
ผู้แต่ง
เสภาขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม นี้เป็นบทประพันธ์ของสุนทรภู่
ที่มาของเรื่อง
บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นวรรณคดีที่คนไทยรู้จักกันมาแต่ช้านานเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นวรรณคดีที่นำเสนอชีวิตของสามัญชนได้ชัดเจนและมีสีสันกว่าวรรณคดีเรื่องอื่นๆ และเรื่องราวในวรรคดีเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนไทยมาตลอดทุกยุคทุกสมัย
ที่เรียกวรรณคดีเรื่องนี้ว่า บทเสภา เพราะมีลักษณะการแต่งเป็นกลอนเสภา การขับเสภานั้นเป็นการเล่าให้คนฟัง แต่เพื่อให้การเล่ามีความน่าสนใจ ชวนติดตาม จึงมีการแต่งเป็นลำนำที่คล้องจองและมีจังหวะจะโคน การขับเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา กล่าวกันว่าเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง มีผู้สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จ
พระรามาธิบดีที่ 2 ต่อมามีคนนำเรื่องนี้มาแต่งเป็นลายลักษณ์อักษร มีการแต่งเพิ่มเติมอีกหลายตอนและมีหลายสำนวน บทเสภาฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดเป็นผลงานของกวีหลายคนที่ชำระและแต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้มีการชำระบทเสภาเพิ่มเติมเรียกกันว่าบทเสภาขุนช้างขุนแผน ฉบับหอสมุด
วชิรญาณ
ลักษณะคำประพันธ์
ลักษณะการแต่งเป็นกลอนเสภา การขับเสภานั้นเป็นการเล่าให้คนฟัง แต่เพื่อให้การเล่ามีความน่าสนใจ ชวนติดตาม จึงมีการแต่งเป็นลำนำที่คล้องจองและมีจังหวะจะโคน

เนื้อเรื่อง
เสภา ขุนช้างขุนแผน มีหลายตอน เนื้อหาทั้งหมดกล่าวถึงเรื่องราวความรัก และการแย่งชิงนางผู้เป็นที่รัก ระหว่างคนสามคนคือ ขุนแผนหรือพลายแก้ว นางวันทองหรือพิมพิลาไลย และขุนช้าง โครงเรื่องของเสภานี้มีลักษณะเป็นเรื่องรักสามเส้า
ที่จบลงด้วยความตายของฝ่ายหญิงคือ นางวันทอง เป็นนิยายรักพื้นบ้านมีหลายรสทั้งทุกข์ สุข ผิดหวัง สมหวัง อิจฉาริษยา ตื่นเต้นผจญภัย สะท้อนภาพการดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อของคนไทยในอดีตได้อย่างดี นอกจากนี้แล้วยังแทรกเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ อันเกิดจากคาถาอาคมและไสยศาสตร์ตามความเชื่อและค่านิยมของคนไทยสมัยก่อน
ซึ่งบางอย่างก็ยังมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

ตัวละคร
ตัวละครในเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นตัวละครในวรรณคดีที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ผู้แต่งได้สร้างชีวิตของตัวละครให้มีลักษณะของมนุษย์ปุถุชน ที่มีทั้งข้อดีและข้อด้อยระคนกัน
ขุนแผน เป็นที่รู้จักว่าเป็นพระเอกนักรบผู้เก่งกล้า และเป็นนักรักผู้ลือนาม จนกลายเป็นที่มาของสำนวนเปรียบเทียบชายเจ้าชู้ว่าเป็น ขุนแผน
นางวันทอง เป็นตัวละครเอกฝ่ายหญิงที่มีชีวิต
น่าสงสาร ตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชาย และแทบจะไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ชะตากรรมที่เธอได้รับล้วนแล้วแต่ถูกจารีตประเพณีและบุคคลอื่นเป็นผู้กำหนดแทบทั้งสิ้น ที่น่าสะเทือนใจกว่านั้นคือ ชื่อของเธอได้กลายมาเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจ ซึ่งเป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมของสังคม
ขุนช้าง เป็นตัวละครเอกอีกตัวหนึ่งเป็นคู่แข่ง
คู่แค้นของขุนแผน ขุนช้างเป็นเศรษฐี มีนิสัยเจ้าเล่ห์แสนกล อัปลักษณ์ทั้งรูปร่างหน้าตาและพฤติกรรม กระนั้นขุนช้างก็เป็นคนรักเดียวใจเดียว รักและหลงใหลนางวันทองจนสามารถกระทำเรื่องต่างๆได้โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องดีงาม

คุณค่าทางศิลปะการประพันธ์
เสภาขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม นี้เป็นบทประพันธ์ของสุนทรภู่ แม้เป็นตอนที่ไม่ยาวนัก แต่ก็มีตัวละครสำคัญแสดงบทบาทหรือเอ่ยถึงเกือบครบทุกตัว คือ ขุนช้าง ขุนแผน นางวันทอง พลายงามและนางทองประศรี รวมทั้งตัวละคร อมนุษย์ คือ ผีพรายซึ่งเป็นบริวารของขุนแผน และเมื่อพิจารณาถึงคุณค่าทางศิลปะการประพันธ์ อาจกล่าวได้ว่า เป็นตอนที่เปี่ยมไปด้วยรสแห่งวรรณคดี ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สะเทือนใจ ที่เกิดจากการพรรณนาให้เห็นความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ความสะเทือนใจที่เกิดจากความกลัวของพลายงาม ขณะเดินทางโดยลำพังไปในป่าที่เต็มด้วยบรรยากาศน่าพรั่นพรึง รวมไปถึงอารมณ์ขันที่แทรกอยู่หลายช่วง เมื่อนำมาขับเป็นเสภาซึ่งประกอบด้วยลีลา จังหวะและน้ำเสียงที่สะท้อนอารมณ์อันหลากหลาย ทำให้เสภาขุนช้างขุนแผนตอนนี้เป็นที่ประทับใจของผู้อ่านและผู้ฟังอย่างยิ่ง คุณค่าทางศิลปะการประพันธ์ของวรรณคดีเรื่องนี้มีอยู่มาก ดังตัวอย่าง
อารมณ์เศร้าสะเทือนใจในฉากร่ำลาระหว่างแม่กับลูก ซึ่งเป็นตอนที่มีผู้จดจำได้มากที่สุดตอนหนึ่ง
แม่รักลูกลูกก็รู้อยู่ว่ารัก คนอื่นสักหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน
จะกินนอนวอนว่าเมตตาเตือน จะจากเรือนร้างแม่ไปแต่ตัว
อารมณ์ที่กวีพรรณนาความห่วงหาอาลัยระหว่างพลายงามกับแม่ก่อให้เกิดภาพที่แจ่มชัดและเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ ดังบทที่ว่า

ลูกก็แลดูแม่แม่ดูลูก ต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล
สะอื้นร่ำอำลาด้วยอาลัย แล้วแข็งใจจากนางตามทางมา
เหลียวหลังยังเห็นแม่แลเขม้น แม่ก็เห็นลูกน้อยละห้อยหา
แต่เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวับวิญญาณ์ โอ้เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึง

อารมณ์สะเทือนใจอันเกิดจากบรรยากาศของฉากกับจิตใจของตัวละครที่หวาดหวั่นพรั่นพรึง ดังบทที่ว่า

จนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยข้อให้ท้อแท้ คิดถึงแม่วันทองแล้วร้องไห้
พระสุริยาสายัณห์ลงไรไร เหมือนจิตใจเจ้าจะขาดลงรอนรอน
พอจวนพลบพบฝูงจิ้งจอกน้อย วิ่งร่อยร่อยตามเขาแล้วเห่าหอน
แสยงเส้นโลมาให้อาวรณ์ ถึงดงดอนแดนบ้านกาญจน์บุรี

การใช้ถ้อยคำ
การเลือกสรรคำมาใช้ ใช้คำง่ายๆที่ให้ภาพ และมีสัมผัสแพรวพราว ทำให้เกิดเสียงเสนาะ ดังบทที่ว่า
ดุเหว่าร้องมองเมียงว่าเสียงแม่ ยืนชะแง้แลดูเงี่ยหูตรับ
อยู่นี่แน่แม่จ๋าจงมารับ วิ่งกระสับกระสนวนเวียนไป

การใช้คำเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนกับสิ่งหนึ่ง เป็นกลวิธีการใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพ ช่วยทำให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพและเข้าใจได้แจ่มแจ้งชัดเจนขึ้น เช่น

นางครวญคร่ำร่ำว่าน้ำตาตก เหมือนหนึ่งอกพุพองเป็นหนองฝี ขึ้นบนเรือนเหมือนใจจะจากร่าง เห็นขุนช้างชิงชังผินหลังหนี ต้นแคคางกร่างกระทุ่มชอุ่มออก ทั้งช่อดอกชูไสวเหมือนไม้เขียน

สำนวนไทยที่ปรากฏในเรื่อง
ฝ่ายขุนช้างหมางจิตให้คิดแค้น ลูกขุนแผนมั่นคงไม่สงสัย
เมื่อกระนั้นเหมือนกูครั้นดูไป ก็กลับไพล่เหมือนพ่ออ้ายทรพี
อีแม่มันวันทองก็สองจิต ช่างประดิษฐ์ชื่อลูกให้ถูกที่
เรียกพ่อพลายคล้ายผัวอีตัวดี ทุกราตรีตรึกตราจะฆ่าฟัน
สำนวนที่ปรากฏในบทเสภาขุนช้างขุนแผนข้างต้นคือ ทรพี และ วันทองสองใจ
ทรพี หรือ ลูกทรพี หมายถึง ลูกที่จิตใจชั่วช้า โหดร้าย ฆ่าได้แม้กระทั่งพ่อแม่ของตนเองโดยไม่เกรงกลัวบาปกรรม สำนวนนี้มาจากพฤติกรรมของควายเพศผู้ชื่อทรพี ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ควายตัวนี้มีกำลังและฤทธิ์อำนาจมากเพราะมีเทวดาคุ้มครองอยู่ ต่อมาได้ต่อสู้และฆ่าบิดาของตนเองตาย ภายหลังยังกำเริบลบหลู่เทพผู้เป็นใหญ่ และได้กล่าววาจาแสดงความอกตัญญูต่อเทวดาผู้คุ้มครองตน เทวดาจึงไม่คุ้มครองทรพีอีกต่อไป ทำให้ทรพีสิ้นฤทธิ์และถูกพาลีสังหาร
วันทองสองใจ เป็นสำนวนที่ใช้ประณามผู้หญิงที่มีจิตใจโลเลในความรัก รักผู้ชายสองคน และตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใครดี สำนวนนี้อ้างนางวันทองเป็นตัวอย่าง ชายสองคนนั้นคือ ขุนแผน หรือชื่อเดิมว่า พลายแก้ว ซึ่งเป็นรักแรกของนาง
นางวันทองมีลูกกับขุนแผน คือ พลายงาม ส่วนชายคนที่สองนั้นคือ ขุนช้าง

คุณค่าทางด้านสังคม
ชวนอ่านบทกลอนที่สะท้อนวิถีชีวิต และความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ดังบทที่ว่า
ฝ่ายผีพรายนายขุนแผนแค้นขุนช้าง
อุตส่าห์ง้างขอนใหญ่ให้เขยื้อน
แล้วเป่าแก้แผลหายละลายเลือน
เจ้าพรายเคลื่อนคลายฟื้นเหมือนตื่นนอน

การคลอดบุตรโดยหมอตำแย ดังบทที่ว่า
เรียกหาข้าคนอลหม่าน
บนนอกชานพวกผู้หญิงออกวิ่งสอ
ให้ไปรับยายสายกับยายยอ
แต่ล้วนหมอตำแยเซ็งแซ่มา
เข้าถือท้องต้องถูกว่าลูกด่ำ
เอาหน้าคว่ำไขว่ขวางไปข้างขวา
ช่วยผันแปรแก้ไขใกล้เวลา
บ้างตำยาขยำส้มต้มน้ำร้อน

การไว้ผมจุก ดังบทที่ว่า
ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนแม้นขุนแผนพ่อ
เหลืองลอออวบอ้วนเป็นนวลศรี
ทั้งจุกผมกลมกล่อมกระหม่อมดี
ช่างพาทีฉอเลาะพูดเพราะพราย
ทำให้เรานึกเห็นภาพเด็กชายหน้าตาดี น่ารัก รูปร่างอวบอ้วน ผิวเหลืองนวลลออ ไว้ผมจุก ช่างพูด ช่างฉอเลาะ และพูดเพราะ สมัยปัจจุบันเราจะเห็นเด็กรูปร่างหน้าตาน่ารักแบบพลายงามได้ทั่วไป แต่จะหาเด็กที่ไว้ผมจุก เช่นเดียวกับพลายงามได้ยาก สะท้อนค่านิยมการไว้ทรงผมของเด็กไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
ผมจุก คือ ผมที่ขมวดเอาไว้ตรงกลางกระหม่อม ผมส่วนอื่นนอกจากบริเวณจุกนี้ต้องโกนให้เกลี้ยงเกลาทั้งศีรษะ เพื่อให้รักษาความสะอาดง่าย
การไว้ผมจุกในสมัยก่อนเป็นแบบผมของเด็กที่นิยมไว้กันทั่วไปทุกชนชั้น เหตุที่นิยมให้เด็กไว้จุกนั้น เนื่องจากคนไทยมีคติความเชื่อว่า ขวัญของคนเราอยู่ตรงบริเวณกระหม่อม สังเกตจากกระหม่อมของเด็กแรกเกิด หรือเด็กอ่อนจะบางจนเห็นกระหม่อมเต้นตุบๆอยู่ เท่ากับว่าขวัญหรือชีวิตอยู่ตรงนั้น สอดคล้องกับธรรมชาติสรีระของเด็กแรกเกิด กะโหลกศีรษะ
ในส่วนกระหม่อมยังไม่ประสานกันสนิท แต่จะค่อยๆสร้างกระดูกกะโหลกประสานเข้าหากันจนเต็มเมื่ออายุประมาณ 7 ปี การไว้ผมจุกจึงมุ่งให้ช่วยรักษาหรือปกป้องส่วนที่บอบบางนี้ แสดงให้เห็นความช่างสังเกตและภูมิปัญญาของคนไทยในอดีต
เด็กหญิงนิยมตัดจุกเมื่ออายุประมาณ 11 ปี ส่วนเด็กชายมักตัดจุกเมื่ออายุประมาณ 13 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่ก้าวหน้าเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่

14-15 กันยายน 2552เรื่องการใช้ห้องสมุด

การใช้ห้องสมุด

15 กันยายน 2552เรื่องคำคล้องจอง

คำเปรียบเทียบ
สาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
คำเปรียบเทียบ หมายถึง การกล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ผู้อ่านหรือผู้ฟังยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่กล่าวได้อย่างชัดเจนขึ้น โดยวิธีเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้อ่านหรือผู้ฟังเคยพบเห็นมาแล้วเช่น
- กรอบเหมือนข้าวเกรียบ - กลมเหมือนมะนาว - กินเหมือนหมู
- ขี้เกียจตัวเป็นขน -ขาวเหมือนสำลี -เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
- แข็งเหมือนหิน -เค็มเหมือนเกลือ -เงียบเหมือนเป่าสาก
- ใจดีราวกับพระ -เจ้าชู้ราวกับไก่แจ้ -จมูกไวเหมือนมด
- ดุราวกับเสือ -ตาโตเหมือนไข่ห่าน - เถียงคอเป็นเอ็น
- ทนเหมือนแรด - ที่เท่าแมวดิ้นตาย -ติดเป็นตังเม
- บริสุทธิ์เหมือนหยาดน้ำค้าง -เบาเหมือนนุ่น -เย็นราวกับน้ำแข็ง
แบบฝึกหัด
ให้นักเรียนเติมคำเปรียบเทียบจากคำที่กำหนดให้
1.ลืมตัวเหมือน..... 2.หน้าซีดเป็น.....................
3.สวยสง่าราวกับ....... 4.สวยราวกับ...................
5.สั่นเป็น.............. 6.เหม็นเหมือน.................
7.เร็วราวกับ........... 8.ยุ่งเหมือน....................
9.ร้อนเหมือน......... 10.รักเหมือน...................
11.เรียบร้อยราวกับ........12.รกเหมือน.................
13.สูงเหมือน........... 14.อ้วนเป็น.................
15.พูดเป็น............ 16.แห้งแล้ง................
17.ซื่อเหมือน.......... 18.ใจดำเหมือน.............
19.โง่เหมือน.......... 20.ขมเหมือน................
21.ดุราวกับ........... 22.ตีนเท่า..................
23.ง่ายเหมือน...........24.ช้าเหมือน..............
25.คิ้วโก่งเหมือน..... 26.ติดกันเป็น.................
27.ซนเหมือน..........28.เขียวเหมือน.............
29.ชุมราวกับ......... 30.ดำเหมือน.............

24 สิงหาคม 2552เรื่องคำเป็น คำตาย

การบ้านพิจารณาคำเป็น คำตายที่กำหนดให้
1. หิว 22.น้ำ 42.เลข
2. อยาก 23.ยักษ์ 43.บาป
3. ลูก 24. วานร 44. หวย
4. มาก 25. พิเศษ 45. นาค
5.พิษ 26.เขียว 46. คูณ
6.โต๊ะ 27. กรด 47.เทพ
7. โดด 28.หนัก 48. แคน
8. อาย 29.สูง 49. ตาย
9.เตะ 30.รูป 50. แดง
10. เล็ก 31.ศาสตร์ 51. ซีด
11. สาป 32. รักษ์ 52. เกลียด
12. เด็ด 33. องค์ 53.โกรธ
13. แมว 34. พุทธ 54.ทรุด
14. รัก 35. คริสต์ 55. โบสถ์
15. ซึ้ง 36.แฟ้ม 56. เกี่ยว
16. ศูนย์ 37. ธูป 57. เดิน
17. เวร 38. ปลา 58. ดาบ
18. สอน 39. เงิน 59. ด่าง
20.เมฆ 40. พระ 60. คล้ำ
21.ควาย 41. หอม 61. โง่
62. ปลา 63. ผอม 64. ฝ่าย
65. ทรัพย์ 66. บาป 67. หยุด
68. สาร 69. พระ 70. ศุกร์

25-28 สิงหาคม 2552เรื่อง นิทานทองอิน

จงตอบคำถามต่อไปนี้
1.ผู้แต่งนิทานทองอินคือใคร

2.นายแก้ว นายขวัญ เป็นนามปากกาของใคร

3.แนวการดำเนินเรื่องนิทานทองอินเป็นแบบใด

4.อาชีพที่นายทองอินทำปัจจุบันคืออาชีพใด

5.สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนากพระโขนงที่สองน่าจะมาจากสาเหตุใด

6.จงบอกความรู้ที่ได้รับจากการอ่านนิทานทองอินมา 3 ข้อ

7.ความเชื่อที่ปรากฏในเรื่องนี้คือเรื่องใด

8.เหตุการณ์ใดที่ทำให้นายทองอินไม่เชื่อว่าเป็นผีนางนาก

9.คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนักสืบต้องเป็นอย่างไรบอกมา 3 ข้อ

10.ข้อคิดที่ได้รับจากเรื่องนี้คืออะไร

7 กันยายน 2552เรื่องคำนาม

เรื่อง คำนาม
สาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของและสถานที่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิด คือ
1. สามานยนาม (คำนามทั่วไป) หมายถึง คำนามที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของและสถานที่ทั่วๆไป เช่น กวาง หญ้า วัด คน น้ำตก โต๊ะ เสื่อ สมุด ดินสอ เป็นต้น
2. วิสามานยนาม (คำนามชี้เฉพาะ) หมายถึง คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะเจาะจง เพื่อให้รู้ชัดเจน เป็นชื่อที่บัญญัติขึ้นเพื่อเรียกคนเดียว สิ่งเดียว เช่น เด็กชายสุทธิพงษ์ นายสมชาย รามเกียรติ์ บึงแก่นนคร กาฬสินธุ์ โลก พระอาทิตย์ ดวงจันทร์ เป็นต้น
3. สมุหนาม (คำนามบอกหมวดหมู่ ) หมายถึงคำนามที่ใช้แสดงหมวดหมู่ของสามานยนามและ
วิสามานยนาม เช่น กองทราย วงดนตรี โขลงช้าง หมู่ลูกเสือ คณะครู ฝูงนก เป็นต้น
4. ลักษณนาม (คำนามบอกลักษณะ) หมายถึงคำนามที่ใช้บอกลักษณะของสามานยนาม โดยมากจะใช้ตามหลังคำที่บอกจำนวน เช่น ภิกษุ 1 รูป เลื่อย 2 ปื้น มุ้ง 2 หลัง เกวียน 1 เล่ม แห 4 ปาก เป็นต้น
5. อาการนาม( คำนามบอกความรู้สึก) หมายถึง คำนามที่แสดงความรู้สึกทางจิตใจจะมีคำว่า การ หรือ ความ นำหน้าคำกริยา หรือคำวิเศษณ์เท่านั้น เช่น
การ นำหน้าคำกริยา เช่น การไหว้ การเขียน การรำ การเล่น
ความ นำหน้าคำกริยาที่เกี่ยวกับจิตใจและความนึกคิด เช่น ความรัก ความเจริญ ความคิด เป็นต้น
ความ นำหน้าคำวิเศษณ์ที่เป็นนามธรรม เช่น ความสวย ความจริง เป็นต้น
• ข้อสังเกต
ถ้าคำว่า การ และ ความ นำหน้าคำนามจะเป็นคำประสม ไม่นับเป็นอาการนาม เช่น การบ้าน การเรือน การเมือง การสงคราม ความอาญา ความแพ่ง เป็นต้น

8 กันยายน 2552

ใบงาน /ใบความรู้เสริมพิเศษ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ให้เลือกข้อความด้านขวามือมาเติมลงในช่องว่างให้ถูกต้อง
..................1.กงเกวียนกำเกวียน ก ).โอกาสมาถึง ควรรีบทำ
..................2.กระเชอก้นรั่ว ข ). ไม่นับถือความเป็นผู้ใหญ่
..................3.กินน้ำไม่เผื่อแล้ง ค ).คิดร้ายต่อผู้ที่สูงกว่าอาจเกิดผลร้ายต่อตน
................. 4.เกลือจิ้มเกลือ ฅ).ดูเหมือนรอบคอบ แต่ไม่รอบคอบจริง
..................5.ใกล้เกลือกินด่าง ฆ).ประจบสอพลอเจ้านาย
.................6.ไก่รองบ่อน ง).หาผลประโยชน์เข้าตนโดยขูดรีดผู้อื่น
.................7.ขนมผสมน้ำยา จ).คนที่ทำอะไรตามคนอื่นอย่างไม่รู้เรื่องอะไร
.................8.ขวานผ่าซาก ฉ).ลงทุนโดยไม่ได้ผลประโยชน์คุ้มทุน
.................9.ขี่ช้างจับตั๊กแตน ช).คั่งค้างพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
.................10.ขุดบ่อล่อปลา ซ).ยอมรับผิดไม่สมกับความร้ายแรงของความผิด
.................11.คลื่นใต้น้ำ ฌ). ทำให้เสร็จชั่วครั้งหนึ่ง
.................12.คดในข้องอในกระดูก ญ).หาได้อยู่เสมอ ไม่ขาด
.................13.คาบลูกคาบดอก ฎ).คนที่รู้อะไรเพียงด้านเดียว
.................14.ฆ้องปากแตก ฏ).ตัดญาติขาดมิตร
.................15.ฆ่าควายเสียดายพริก ฐ).บังคับคนไม่มีทางสู้ได้
.................16.งมเข็มในมหาสมุทร ฑ).พูดมากแต่หาสาระไม่ได้
.................17.จับงูข้างหาง ฒ). ทีใครทีมัน
.................18.จับเสือมือเปล่า ณ).ให้รู้จักฐานะของตนเอง
.................19.ชักใบให้เรือเสีย ด).ฉวยประโยชน์จากผลงานคนอื่น
.................20.ชายสามโบสถ์ ต).บ้าแย่งสมบัติที่ไม่มีราคา
.................21.ชุบมือเปิบ ถ). เมื่อหมดอำนาจ ความชั่วที่ทำไว้ก็ปรากฎ
.................22.ดินพอกหางหมู ท).ผู้ที่ไม่น่าคบเพราะเปลี่ยนสำนักบ่อย
................ 23.เด็ดบัวไม่ไว้ใย ธ).ทำกับเขาอย่างไร เขาก็ทำแก่ตนเช่นนั้น
.................24.ตบหัวกลางศาลา ขอขมาที่บ้าน น).คนที่ชอบพูดยุแหย่ให้เขาแตกแยกกัน
.................25.ต้อนหมูเข้าเล้า บ).ใช้จ่ายไม่ประหยัด
.................26.ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา ป).มีอะไรใช้หมดทันที
.................28.ตาบอดคลำช้าง ผ).ไม่ยอมเสียเปรียบกัน
.................29.ตำข้าวสารกรอกหม้อ ฝ) .ง่ายหรือทำได้ง่าย
.................30.ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ พ).ลงแรงมากแต่ได้ผลนิดเดียว
.................31.ถ่มน้ำลายรดฟ้า ฟ).เหตุการณ์ความขัดแย้งที่กรุ่นอยู่ภายใน
.................32.ถอนหงอก ภ). คดโกงเป็นสันดาน
.................33.ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น ม).เก็บความลับไม่อยู่
.................34.เถรส่องบาตร ย). ทำกลอุบายหลอกลวงให้เชื่อ
.................35.ทำนาบนหลังคน ร).มองข้ามของมีค่าที่อยู่ใกล้ตัว
.................36.นายว่าขี้ข้าพลอย ล).มีความรู้น้อย โง่
.................37.น้ำขึ้นให้รีบตัก ว).อยู่ในฐานะตัวสำรอง
.................38.น้ำซึมบ่อทราย ศ).บอกไม่ได้ชัดว่าเป็นอะไร
.................39.น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ษ).ทำสิ่งที่ยากจะสำเร็จ
.................40.น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา ส) .พอดีกัน
.................41.น้ำลดตอผุด ห).ทำการใหญ่แต่ตระหนี่ขี้เหนียว
.................42.บ้าหอบฟาง ฬ).โผงผาง ไม่เกรงใจใคร
.................43.บ่างช่างยุ อ).ทำสิ่งที่น่าอันตรายโดยไม่ควร
.................44.ปอกกล้วยเข้าปาก ฮ).พูดหรือทำให้การงานเขวออกนอกเรื่องไป
..................45.ความรู้แค่หางอึ่ง a .หาประโยชน์โดยตังเองไม่ต้องลงทุน
..................46.ผัวหาบเมียคอน b .ชายที่ปองรักหญิงที่อยู่ใกล้กัน
...................47.ผ้าขี้ริ้วห่อทอง c.พูดไปไม่มีประโยชน์นิ่งเสียดีกว่า
...................48.ฝนทั่งให้เป็นเข็ม d.คนมั่งมีแต่แต่งตัวซอมซ่อ
...................49.พุ่งหอกเข้ารก e .ช่วยกันทำมาหากินทั้งผัวเมีย
...................50.พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง f .ทำด้วยความยากลำบาก
...................51.เพชรตัดเพชร g.ทำพอให้เสร็จพ้นตัวโดยไม่คิดถึงผล
...................52.แพะรับบาป i .คนเก่งต่อคนเก่งที่มาสู้กัน
...................53.ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด k.พูดจาตลบตะแลงจับคำพูดไม่ถูก
...................54.พายเรือทวนน้ำ m.เพียรพยายามเต็มกำลังจนสำเร็จ
...................55.มดแดงแฝงมะม่วง o.คนที่รับเคราะห์แทนผู้อื่น
...................56.มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก p.ล้อหลอกผู้ใหญ่เวลาเผลอ
...................57.มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ r .ฟังยังไม่ได้ความแล้วเอาไปพูดต่อ
...................58.มือห่างตีนห่าง s .สุรุ่ยสุร่าย เลินเล่อ
...................59.ยกเมฆ t.ไม่ช่วยทำแล้วยังขัดขวาง
...................60.ลิงหลอกเจ้า x .เดาเอา นึกเอาเอง

1-11 กันยายน 2552เรื่องคำวิเศษณ์

คำวิเศษณ์

8 - 12 กุมภาพันธ์ 2553

คำวิเศษณ์

วิชาวิทยาศาสตร์

วิชาวิทยาศาสตร์

14-18 กันยายน 52 เรื่องแบบฝึกหัดทบทวน

แบบฝึกหัดทบทวน

21-25 กันยายน 52 เรื่องตัวอย่างข้อสอบ

ตัวอย่างข้อสอบ

24-28 สิงหาคม 2552 เรื่อง การเกิดข้างขึ้นข้างแรม

การเกิดข้างขึ้นข้างแรม

ใบงาน การเกิดข้างขึ้นข้างแรม

ใบงานที่ 1
http://www.mahathai.ac.th/files/ 2_1.doc>ใบงานที่ 2

31-4 กันยายน52 เรื่อง การเกิดฤดูกาล

การเกิดฤดูกาล

ใบงาน การเกิดฤดูกาล

ใบงานที่ 1
ใบงานที่ 2
ใบงานที่ 3

7-11 กันยายน 2552 เรื่องการเกิดสุริยุปราคา

การเกิดสุริยุปราคา

ใบงาน การเกิดสุริยุปราคา

การบ้าน
ใบงานที่ 1
ใบงานที่ 2

วิชาศิลปะ

วิชาศิลปะ

วิชาสังคม/พุทธศาสนา/คำสอน

วิชาสังคม/พุทธศาสนา/คำสอน

วิชาสังคมศึกษา

วิชาสังคมศึกษา

15 กันยายน 2552 เรื่อง แนวข้อสอบปลายภาคเรียนที่ 1 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ป.6

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ป.6
แนวข้อสอบปลายภาคเรียนที่ 1
1. รัฐธรรมนูญคือข้อใด
ก. อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศ
ข. อำนาจในการบริหารประเทศ
ค. กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
ง. อำนาจในการออกกฎหมาของประเทศ
2. อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศคือข้อใด
ก. รัฐธรรมนูญ
ข. อำนาจตุลาการ
ค. อำนาจบริหาร
ง. อำนาจอธิปไตย
3. ข้อใดคือคารวธรรม
ก. เคารพในสิทธิของผู้อื่น
ข. ใช้ปัญญาในการคิด
ค. ร่วมกันรับผิดชอบงาน
ง. ใช้ปัญญาในการคิดสร้างสรรค์
4. ข้อใดแสดงถึงการใช้หลักประชาธิปไตย
ก. ทำตามใจตนเอง
ข. หวังในสิ่งตอบแทน
ค. เคารพในมติของเสียงส่วนมาก
ง. ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
5. บุคคลในข้อใดปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี
ก. ปุ๋มขับรถฝ่าไฟแดง
ข. บุ้งทิ้งของบนถนน
ค. แจงมาทำงานสาย
ง. เต้ช่วยทำความสะอาดลานวัด
6. ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ปี พ.ศ.ใด
ก. พ.ศ.2425
ข. พ.ศ.2475
ค. พ.ศ.2540
ง. พ.ศ.2546
7. เขตการปกครองที่ใหญ่ที่สุดคือข้อใด
ก. หมู่บ้าน
ข. ตำบล
ค. อำเภอ
ง. จังหวัด
8. การกระทำตามสิทธิที่ตนมีอยู่หมายถึงข้อใด
ก. บทบาท
ข. สิทธิ
ค. หน้าที่
ง. เสรีภาพ
9. สิทธิของประชาชนชาวไทยคือข้อใด
ก. การเลือกตั้ง
ข. การเลือกที่อยู่อาศัย
ค. การนับถือศาสนา
ง. เกียรติยศ ชื่อเสียง ความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง
10. ใครต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
ก. ทหาร
ข. รัฐมนตรี
ค. ข้าราชการ
ง. ประชาชนทุกคน
11. ใครเป็นหัวหน้าปกครองขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
ก. ประชาชน
ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ค. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ง. บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย
12. พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารผ่านทางใด
ก. ศาล
ข. รัฐสภา
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. คณะรัฐมนตรี
13. ข้อใดไม่ใช่อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
ก. ตราข้อบัญญัติ
ข. จัดทำแผนพัฒนา
ค. ดูแลสิ่งแวดล้อม
ง. ประสานการบริหารราชการส่วนต่างๆ
14. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองการปกครองสามารถทำได้โดยวิธีใด
ก. ติดตามข่าวสารการเมือง
ข. ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ค. เรียนรู้เรื่อง สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่
ง. ถูกต้องทุกข้อ
15. คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกไม่เกินกี่คน
ก. 35 คน
ข. 40 คน
ค. 200 คน
ง. 500 คน
16. อำนาจหน้าที่ของรัฐสภาคือข้อใด
ก. ออกกฎหมาย
ข. บริหารประเทศ
ค. พิจารณาคดีความ
ง. บริหารราชการส่วนกลาง
17. การแจ้งเกิดต้องแจ้งภายในกี่วัน
ก. 7 วัน
ข. 15 วัน
ค. 30 วัน
ง. 60 วัน
18. สายสุนีย์จะพ้นจากความเป็นผู้เยาว์ได้เมื่อใด
ก. ศาลสั่ง
ข. แต่งงาน
ค. อายุ 20 ปีบริบูรณ์
ง. ถูกต้องทุกข้อ
19. การกระทำตามสิทธิที่ตนมีอยู่หมายถึงข้อใด
ก. บทบาท
ข. สิทธิ
ค. หน้าที่
ง. เสรีภาพ
20. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทะเบียนราษฎร
ก. การแจ้งเกิด
ข. การแจ้งตาย
ค. การย้ายที่อยู่
ง. การขับขี่ยวดยานพาหนะ
21. บุตรในข้อใดปฏิบัติตนเป็นบุตรที่ดี
ก. เลี้ยงดูบิดามารดาเมื่อแก่ชรา
ข. ใช้คำพูดไม่สุภาพกับบิดามารดา
ค. ฟ้องร้องทรัพย์สินบิดามารดา
ง. บังคับให้บิดามารดายกมรดกให้
22. เมื่อมีอายุครบ 15 ปีทุกคนต้องปฏิบัติตนตามกฎหมายอย่างไร
ก. เสียภาษีอาการ
ข. ขึ้นทะเบียนทหาร
ค. ทำบัตรประจำตัวประชาชน
ง. ทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์
23. การเรียนรู้กฎหมายมีความสำคัญอย่างไร
ก. จะได้รับการยกย่อง
ข. จะได้รับความเป็นผู้นำ
ค. จะได้ปฏิบัติตนได้ถูกต้อง
ง. จะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
24. วัฒนธรรมในข้อใดที่เราควรรักษาไว้
ก. บุตรควรเคารพต่อบิดามารดา
ข. ลูกศิษย์จะต้องดำเนินรอยตามครู
ค. น้องควรประพฤติปฏิบัติตามพี่
ง. บุตรประกอบอาชีพตามบิดามารดา
25. ข้อใดเป็นการทักทายตามแบบประเพณีไทย
ก. ยกมือไหว้
ข. สัมผัสมือ
ค. โค้งคำนับ
ง. พยักหน้าให้กัน
26. ข้อใดไม่จัดเป็นวัฒนธรรมแบบผสมผสาน
ก. เทศกาลสงกรานต์
ข. เทศกาลถือศีลกินเจ
ค. เทศกาลวันแห่งความรัก
ง. เทศกาลวันคริสต์มาส
27. วัฒนธรรมการแสดงในข้อใดเป็นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ก. รำเซิ้ง
ข. ฟ้อนเล็บ
ค. รำกลองยาว
ง. รำมโนราห์

เฉลย
1ค
2ง
3ก
4ค
5ง
6ข
7ง
8ง
9ง
10ง
11ค
12ข
13ก
14ง
15ก
16ก
17ข
18ง
19ง
20ง
21ก
22ค
23ค
24ก
25ก
26ก
27ก

15 กันยายน 2552 เรื่องแนวข้อสอบมาตรฐานช่วงชั้นที่ 2 สาระสังคมศึกษา ชุดที่ 1

แนวข้อสอบมาตรฐานช่วงชั้นที่ 2
ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ชุดที่ 1
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (จำนวน 100 ข้อ)

คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้อง หรือเหมาะสมที่สุดเพียงคำตอบเดียว
ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
1. คำกล่าวที่ว่า พระพุทธศาสนา เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน
มีความหมายอย่างไร
1) พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์นับถือพระพุทธศาสนา
2) คนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา
3) ชีวิตคนไทยผูกพันกับพระพุทธศาสนาตั้งแต่เกิดจนตาย
4) ถูกหมดทั้ง 3 ข้อ
2. พระพุทธศาสนากำเนิดขึ้นในประเทศใด
1) อินโดนีเซีย 2) อินเดีย
3) เวียดนาม 4) ไทย
3. เจ้าชายสิทธัตถะ สัมพันธ์กับข้อใด ในฐานะผู้ให้กำเนิด
1) พระเจ้าสุทโธทนะ - พระนางสิริมหามายา
2) พระเจ้าพิมพิสาร - พระนางโกศลเทวี
3) พระเจ้าอโศกมหาราช - พระนางหัตถา
4) พระเจ้ารามา - พระนางปิยา
4. มูลเหตุในข้อใดที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะ ตัดสินพระทัยออกผนวช
1) รู้คำทำนายของพราหมณ์ 108 คน
2) เบื่อหน่วยชีวิตในพระราชวัง
3) ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต 4
4) ปรารถนาที่จะหาทางช่วยให้มวลมนุษย์ทุกคนพ้นทุกข์

5. หลังจากออกผนวชแล้วทรงศึกษาหาทางพ้นทุกข์อย่างไรจึงจะสำเร็จ
1) บำเพ็ญเพียรทางจิตแน่วแน่จนรู้แจ้ง
2) ศึกษาอยู่ในสำนักของดาบส
3) บำเพ็ญทุกรกิริยา (ทรมานร่างกาย)
4) ศึกษาจากอาจารย์สำนักต่างๆ
6. ธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือข้อใด
1) อกุศลมูล 2) อริยสัจ 4
3) อริยมรรค 4) อิทธิบาท 4
7. ความสำคัญของงานทุกชนิดคือผลของหลักธรรมในข้อใด
1) ความพอใจ 2) ความอดทน
3) ความสามัคคี 4) ความเกรงกลัว
8. ข้อใดคือความหมายของ ปญฺา โลกสฺมิ ปชฺโชโต
1) ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์
2) คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
3) ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
4) บัณฑิตย่อมฝึกตน
9. ทุกศาสนามีคัมภีร์หรือตำราทางศาสนาเป็นหลักในการสั่งสอน คัมภีร์ทาง
พระพุทธศาสนาเรียกว่า
1) อัลกุรอาน 2) ไบเบิล
3) พระไตรปิฎก 4) พระอภิธรรม
10. ในเรื่องน่ารู้จักพระไตรปิฎกกล่าวถึงบุคคลที่เปรียบเหมือนอสรพิษร้าย 4 ตัว
ซึ่งสรุปได้ว่าเป็นเรื่องของอะไร
1) ความโกรธเป็นงูพิษที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น
2) ความโกรธเป็นตะขาบที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น
3) ความโกรธเป็นแมงป่องที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น
4) ความโกรธเป็นจระเข้ที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น
11. พระโสณโกฬิวิสะเป็นพุทธสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงสอนโดยใช้หลักธรรมใดสอน
จนบรรลุเป็นพระอรหันต์
1) ความเพียร 2) ความพอดี
3) ความยินดี 4) ความเข้มแข็ง
12. ชาดกเรื่องจูฬเสฎฐิ (จุลกเศรษฐีชาดก) เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำหลักธรรมใน
ข้อใดมาใช้
1) ผู้ขยันหมั่นเพียรจะร่ำรวย
2) ผู้มีความเพียรจะมีความสุข
3) ผู้มีปัญญาย่อมชนะอุปสรรค
4) ผู้มีปัญญาย่อมหาทรัพย์ได้ง่าย
13. เจ้าชายสิทธัตถะทรงอุทานว่า ราหุลํ ชาตํ เมื่อพระโอรสประสูติมีความหมาย
ตรงกับข้อใด
1) ทุกข์เกิดแล้ว 2) บ่วงเกิดแล้ว
3) ความสุขเกิดแล้ว 4) ดีใจจังที่เป็นพระโอรส
14. เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้เวลาในการบำเพ็ญเพียรเป็นเวลานานเท่าใดจึงตรัสรู้
1) 4 ปี 2) 5 ปี
3) 6 ปี 4) 10 ปี
15. หลังตรัสรู้แล้วทรงเสด็จประกาศธรรมแก่ใคร
1) พระราชบิดา 2) โปรดชฎิล
3) พระเจ้าพิมพิสาร 4) ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5
16. เหตุผลในข้อใดที่บ่งบอกความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อวิถีชีวิตของคนไทย
1) กิจกรรมตั้งแต่เกิดจนตายล้วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
2) วัดเป็นศูนย์กลางการศึกษาของสังคมไทย
3) วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย
4) วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ
17. หลักฐานใดที่ยืนยันว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย
1) กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
2) มีวัดอยู่มากมายในประเทศไทย
3) คนไทยกว่าร้อยละ 90 เป็นพุทธศาสนิกชน
4) วันหยุดราชการล้วนเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
18. หลักธรรมใดที่พระมหากษัตริย์ไทยใช้เป็นหลักในการปกครอง
1) รัฐธรรมนูญ 2) พระราชบัญญัติ
3) พระราชกฤษฎีกา 4) ทศพิธราชธรรม
19. พราหมณ์หนุ่มที่ทำนายพระกุมารสิทธัตถะว่าจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก
เพียงอย่างเดียว คือใคร
1) อสิตดาบส 2) โกณฑัญญะพราหมณ์
3) วิศวามิตร 4) อาฬารดาบส กาลามโคตร
20. พระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะครองราชสมบัติ
มากกว่าออกผนวชทรงทำอย่างไร
1) สร้างปราสาท 3 หลัง เพื่อให้ประทับในแต่ฤดู
2) ให้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา
3) ให้เพลิดเพลินกับเหล่าสนมนางกำนัลเล่นระบำรำฟ้อน
4) ถูกทุกข้อ
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
21. ข้อใดมีความหมายว่าเสรีภาพ
1) ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามสิทธิที่มีอยู่โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
2) ทุกคนจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
3) เราจะเปิดวิทยุโทรทัศน์เสียงดังเท่าไรก็ได้
4) เราจะขับรถยนต์โดยไม่มีใบขับขี่ก็ได้
22. ดำโกรธที่แม่ไม่ให้สตางค์ไปเล่นเกมจึงด่าแม่ด้วยคำหยาบคาย ดำทำผิดในข้อใด
1) บรรทัดฐาน 2) วิถีชาวบ้าน
3) จารีต 4) กฎหมาย
23. การปฏิบัติที่มีศีลธรรมไปเกี่ยวข้องคือข้อใด
1) จารีต 2) วิถีชาวบ้าน
3) บรรทัดฐาน 4) กฎหมาย
24. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1) บรรทัดฐาน คือกฎหมาย
2) จารีต คือประเพณี
3) กฎหมาย คือบทบัญญัติที่ใช้บริหารบ้านเมือง
4) วิถีชาวบ้าน คือความเชื่อทางศาสนา
25. การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่สัมพันธ์กับข้อใด
1) วิถีชาวบ้าน 2) บรรทัดฐาน
3) กฎหมาย 4) วัฒนธรรม
26. สุรีย์พรนุ่งผ้าซิ่นตีนจกงดงาม เป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็น เขาแต่งกายตาม
วัฒนธรรมภาคใด
1) ภาคใต้ 2) ภาคเหนือ
3) ภาคกลาง 4) ภาคอีสาน
27. การปฏิบัติตนโดยยึดหลักการของประชาธิปไตยได้แก่ข้อใด
1) คารวธรรม 2) สามัคคี
3) ปัญญาธรรม 4) ถูกทุกข้อ
28. หลักการของประชาธิปไตยในข้อที่ 1 เป็นหลักธรรมคำสอนของศาสนาใด
1) ศาสนาคริสต์ 2) ศาสนาพุทธ
3) ศาสนาอิสลาม 4) ทุกศาสนา
29. ธีระขับรถยนต์มานานถึง 20 ปี แต่ไม่เคยประสบอุบัติเหตุหรือถูกตำรวจว่ากล่าว ตักเตือน แสดงว่าเขาปฏิบัติตนตามหลักประชาธิปไตยข้อใด
1) เคารพกฎหมายจราจร 2) ระมัดระวังตัวตลอดเวลา
3) แก้ไขปรับปรุงการขับรถ 4) ตั้งสติก่อนขับรถ

30. ข้อใดเป็นลักษณะของครอบครัวประชาธิปไตยที่แท้จริง
1) รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน 2) ไม่ละเมิดสิทธิของคนในครอบครัว
3) รับผิดชอบหน้าที่ของตน 4) ทุกข้อถูกต้อง
31. สถานภาพของศักดิ์คือเป็นคนไทย เป็นสถานภาพประเภทใด
1) สถานภาพที่เป็นตำแหน่งของบุคคลในสังคม
2) สถานภาพที่ได้มาโดยกำเนิด
3) สถานภาพที่ได้มาด้วยความสามารถ
4) สถานภาพที่ได้มาโดยบทบาทหน้าที่
32. ข้อใดเป็นเครื่องมือขัดเกลาทางสังคม
1) สถานภาพ 2) เสรีภาพ
3) ค่านิยม 4) ความรับผิดชอบ
33. กฎหมายกับชีวิตประจำวันสัมพันธ์กับข้อใด
1) ทำบัตรประจำตัวประชาชนเมื่ออายุครบ 15 ปี
2) เข้าเรียนหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด
3) ปฏิบัติตามกฎจราจร
4) ถูกทุกข้อ
34. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมีลักษณะใดบ้าง
1) เด็กอายุ 9 ปี เข้าเรียนในโรงเรียน
2) ต้องเรียนในโรงเรียน 15 ปี
3) เป็นการจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
4) มุ่งเน้นการศึกษานอกระบบ
35. ถ้านักเรียนมีความจำเป็นในการขี่รถจักรยานไปโรงเรียน ควรปฏิบัติอย่างไร
1) ปฏิบัติตามกฎจราจรทั่วไป
2) ศึกษาและปฏิบัติตามกฎจราจรทางบก
3) ควรเกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กำลังแล่นอยู่
4) ขับขี่บนท้องถนนเหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไป

36. ข้อใดปฏิบัติตามกฎหมายจราจรของคนเดินเท้า
1) ข้ามถนนตรงทางม้าลาย
2) ข้ามถนนขณะที่สัญญาณไฟเขียว
3) วิ่งข้ามถนนช่วงที่รถว่าง
4) วิ่งข้ามถนนขณะสัญญาณไฟสีเหลือง
37. ทุกข้อเป็นชื่อสัตว์ป่าสงวน ยกเว้นข้อใด
1) แรด 2) กระซู่
3) นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร 4) เสือ
38. ในหมวดที่ 3 รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในเรื่องใด
1) บททั่วไป 2) สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
3) หน้าที่ของประชาชนชาวไทย 4) การปกครองส่วนท้องถิ่น
39. สิทธิในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานจากสถานบริการของรัฐโดย
ไม่เสียค่าใช้จ่าย สิทธินี้ใครเป็นผู้ได้รับ
1) ประชาชนทุกคน 2) ผู้มีฐานะปานกลาง
3) ผู้มีฐานะยากไร้ 4) เด็กและเยาวชน
40. ข้อใดเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยที่ระบุไว้เฉพาะเกี่ยวกับการศึกษา
1) หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
2) หน้าที่รับการศึกษาอบรมตามกฎหมาย
3) หน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4) หน้าที่ปกป้องและสืบสานศิลปะวัฒนธรรมของชาติ
เศรษฐศาสตร์
41. เรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ เป็นการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาผลิตสินค้าและบริการ
เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ เป็นคำอธิบายในวิชาใด
1) ประวัติศาสตร์ 2) ภูมิศาสตร์
3) เศรษฐศาสตร์ 4) พระพุทธศาสนา

42. เพราะเหตุใดเราจึงต้องเรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์
1) เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา
2) เพราะต้องการอนุรักษ์ทรัพยากร
3) เพราะสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองดี
4) เพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน
43. ในชีวิตประจำวันนักเรียนต้องบริโภคสินค้าและบริการอะไรบ้างที่เรียกว่าปัจจัย 4
1) แปรงสีฟัน ยาสีฟัน
2) จาน ชาม ช้อนส้อม
3) อาหารแห้ง เช่น ขนมกรอบต่างๆ
4) อาหาร เสื้อผ้า บ้าน และยารักษาโรค
44. เมื่อมนุษย์จำเป็นต้องบริโภคปัจจัย 4 แต่ทุกคนไม่สามารถทำเองได้ จึงเป็นมูลเหตุ ที่ทำให้มีการทำสิ่งใด
1) การบริโภค 2) การผลิต
3) การต้องการความสะดวก 4) การขายสินค้า
45. ข้อใดเป็นความหมายของการผลิต
1) การแปรสภาพทรัพยากรให้เปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการ
2) วิธีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์
3) การโฆษณา
4) การประกอบการ
46. ข้อใดเป็นตัวอย่างของการผลิต
1) พิมพ์ซื้อแปรงสีฟัน 2) พลอยใช้สบู่เหลวจากขมิ้นชัน
3) แพรวชอบใช้โทรศัพท์มือถือ 4) เพชรถักกระเป๋าโดยใช้ผักตบชวา
47. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยในการผลิต
1) ทรัพยากรธรรมชาติ 2) ทุน
3) แรงงาน 4) การบริโภค
48. ใครเป็นผู้บริโภคที่ดี
1) แพรคำนึงถึงความจำเป็นในการซื้อสินค้า
2) ปองอยากได้รองเท้ารุ่นใหม่ราคาแพง
3) อ้อมซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่ทั้งที่มีอยู่แล้ว
4) อุ๋มซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ตามแฟชั่นล่าสุด
49. ข้อใดจัดว่าเป็นแรงงาน
1) การบริหารจัดการ 2) แรงสมองในการประดิษฐ์คิดค้น
3) การดำเนินการผลิต 4) การลงทุน
50. ข้อใดเป็นแรงจูงใจในการใช้ทรัพยากรมากที่สุด
1) การผลิตสินค้าจำนวนมาก
2) การผลิตสินค้าส่งออกไปขายต่างประเทศ
3) การเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว
4) การใช้แรงงานราคาถูก
51. การใช้เทคโนโลยีด้านเกษตรกรรมเกิดประโยชน์อย่างไร
1) ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2) ต้นทุนในการผลิตลดลง
3) ประหยัดทรัพยากร 4) ถูกทุกข้อ
52. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมใครเกี่ยวข้องน้อยที่สุด
1) ผู้บริโภค 2) ผู้ผลิต
3) รัฐบาล 4) เอกชน
53. ซื้อและใช้จากของที่ผลิตได้ในท้องถิ่น ไม่ก่อหนี้ มีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เป็นลักษณะของข้อใด
1) การพัฒนาระบบเศรษฐกิจ 2) การเกษตรเพื่อชีวิต
3) เศรษฐกิจพอเพียง 4) หลักของการจัดการ
54. ทางสายกลางที่อยู่บนพื้นฐานของความพอดี รู้จักพอประมาณ รู้ทันโลก
มีความสัมพันธ์กับข้อความในข้อใด
1) ทางสายกลาง 2) เศรษฐกิจพอเพียง
3) การพัฒนาเศรษฐกิจ 4) ใช้ความสามารถในตัวให้เต็มที่
55. ข้อใดคือเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับเกษตรกรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชทานแก่เกษตรกร
1) การเกษตรทฤษฎีใหม่ 2) การสหกรณ์
3) การผลิต 4) ระบบเศรษฐกิจ
56. โดยสรุปหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงข้อใดชัดเจนที่สุด
1) การไม่ลงทุนเกินขนาด 2) การพึ่งตนเองเป็นหลัก
3) การรวมตัวกัน 4) การใช้ศักยภาพ
57. ข้อใดเป็นการนำวิธีการเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
1) พึ่งตนเอง
2) ขยัน อดทน ไม่ท้อถอย
3) มีความสามารถในการบริหารจัดการ รู้จักคิด รู้จักระบบ
4) ถูกทุกข้อ
58. การบริหารจัดการทรัพยากรคือข้อใด
1) การบริหารจัดการที่ดีถูกต้อง 2) การดำเนินการวางแผนงาน
3) การวิเคราะห์การดำเนินการ 4) ระบบเศรษฐกิจ
59. ข้อใดเป็นแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากร
1) ใช้ระบบและวิธีการแบบเศรษฐกิจพอเพียง
2) ใช้ระบบสหกรณ์
3) ใช้ระบบพัฒนาเศรษฐกิจ
4) ใช้ระบบธนาคาร
60. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกันกับด้านใด
1) ด้านการพึ่งพา 2) ด้านการแข่งขัน
3) ด้านการประสานประโยชน์ 4) ถูกทุกข้อ
ประวัติศาสตร์
61. เหตุการณ์ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ
สังคม และการเมืองมากมาย คำว่าทศวรรษ หมายถึงข้อใด
1) ช่วงเวลาในรอบ 1 ปี 2) ช่วงเวลาในรอบ 5 ปี
3) ช่วงเวลาในรอบ 10 ปี 4) ช่วงเวลาในรอบ 100 ปี
62. ปัจจุบันเราอยู่ในศตวรรษที่เท่าไรและช่วงเวลาใด
1) พุทธศตวรรษที่ 21 ช่วงเวลา พ.ศ. 2001 - พ.ศ. 2100
2) พุทธศตวรรษที่ 26 ช่วงเวลา พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2600
3) คริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1801 - ค.ศ. 1900
4) คริสต์ศตวรรษที่ 20 ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1901 - ค.ศ. 2000
63. ในปี พ.ศ. 2544 หรือ ค.ศ. 1999 ถึง ค.ศ. 2000 มีความสำคัญอย่างไร
1) ช่วงเปลี่ยนทศวรรษใหม่
2) ช่วงเปลี่ยนศตวรรษใหม่
3) ช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษใหม่
4) ช่วงเปลี่ยนคริสต์ศักราชใหม่
64. ปี 2548 โลกอยู่ในสหัสวรรษใด และเป็นปีที่เท่าไร
1) ปีที่ 3 สหัสวรรษที่ 1 2) ปีที่ 4 สหัสวรรษที่ 2
3) ปีที่ 5 สหัสวรรษที่ 3 4) ปีที่ 6 สหัสวรรษที่ 3
65. ชิตชัยสนใจศึกษาเรื่องราวของปราสาทหินพนมรุ้งให้ถูกต้องชัดเจน เชิตชัยต้อง
ศึกษาโดยใช้วิธีการใด
1) วิธีการทางวิทยาศาสตร์
2) วิธีการทางภูมิศาสตร์
3) วิธีการทางศิลปศาสตร์
4) วิธีการทางประวัติศาสตร์

66. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี จัดเป็นหลักฐาน
ประเภทใด
1) หลักฐานชั้นต้น
2) หลักฐานชั้นสอง
3) หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
4) แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวกับภูมิภาค
67. หัตถกรรมพื้นบ้าน เป็นผลผลิตที่เกิดจากอะไร
1) การประดิษฐ์เศษวัสดุ 2) ภูมิปัญญาของคนไทย
3) ทักษะการสร้างสรรค์ของคนไทย 4) เอกลักษณ์ของคนไทย
68. วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนในทุกๆ ภูมิภาค เกิดจากอะไร
1) ปัจจัยทางภูมิประเทศ 2) การนับถือศาสนาความเชื่อ
3) การประกอบอาชีพ 4) ถูกทุกข้อ
69. สมมติเทพเป็นฐานะของพระมหากษัตริย์ที่เปรียบได้กับข้อใด
1) เทวดา 2) เทพบุตร
3) เทพเจ้า 4) เทพยดา
70. อยุธยาในช่วงรัชสมัยใดที่เจริญรุ่งเรืองและมั่นคงเป็นปึกแผ่น
1) รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) - สมเด็จพระบรมราชาธิราช
2) รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ - สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
3) รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม - สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
4) รัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา - สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
71. สังคมในสมัยอยุธยาบุคคลกลุ่มใดได้รับการยกย่องศรัทธาจากทุกชนชั้น
1) พระมหากษัตริย์ 2) พระราชวงศ์
3) พระมหาอุปราช 4) พระสงฆ์
72. เหตุผลในข้อใดที่ทำให้ต้องเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
1) การว่างจากศึกสงครามเป็นเวลานานขาดการเตรียมตัว
2) เกิดความแตกแยกกันเองในหมู่ผู้นำ
3) การขาดความสามัคคีของคนในชาติ
4) ถูกทุกข้อ
73. การศึกษาประวัติศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับข้อใดมากที่สุด
1) ข้อมูล 2) เวลา
3) หลักฐาน 4) รูปภาพ
74. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1) แบบจันทรคติ หมายถึงการนับข้างขึ้น ข้างแรม
2) แบบสุริยคติ หมายถึง การยึดการโคจรของโลกรอบดวงจันทร์
3) พ.ศ. หมายถึง พุทธศตวรรษ
4) ปัจจุบันเป็นสหัสวรรษที่ 1
75. เหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เป็นการบอกเวลารูปแบบใด
1) แบบจันทรคติ 2) แบบสุริยคติ
3) บอกเป็นทศวรรษ 4) บอกตามลำดับเหตุการณ์
76. กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมานานกว่า 4 ศตวรรษ จึงเสียกรุงครั้งที่ 2 ใน
พ.ศ. 2310 คืออะไร
1) คำบอกเล่าเรื่องราว 2) คำอธิบายเรื่องราว
3) การใช้คำบอกช่วงเวลา 4) ความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์
77. จารึกถือเป็นเอกสารประเภทใด
1) เอกสารชั้นต้น 2) เอกสารชั้นรอง
3) เอกสารนำเสนอข้อมูล 4) เอกสารจัดระบบข้อมูล
78. ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิต คือข้อใด
1) ปัจจัยการประกอบอาชีพ 2) ปัจจัยทางภูมิศาสตร์
3) ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม 4) ข้อ 2) และ ข้อ 3) ถูก

79. ภาคกลางมีความสำคัญอย่างไรในอดีต
1) เป็นแหล่งอาหาร
2) ผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น
3) เป็นที่ตั้งของเมืองหลวง 3 สมัย (อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์)
4) ถูกทั้ง 3 ข้อ
80. การลงแขก การแห่นางแมว ประเพณีลอยกระทง การแข่งเรือ เป็นผลจากข้อใด
1) ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ 2) ปัจจัยทางประวัติศาสตร์
3) ผลต่อการดำรงชีวิตและวัฒนธรรม 4)ประเพณีการละเล่นของไทย
ภูมิศาสตร์
81. การศึกษาลักษณะภูมิประเทศทำให้เรารู้จักลักษณะของสิ่งใด
1) ภูมิอากาศ 2) เปลือกโลก
3) พืชพันธุ์ 4) แหล่งน้ำ
82. ภูมิอุทกเป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องใด
1) ลักษณะสภาพของอากาศ 2)ลักษณะสภาพของพืชพรรณ
3) ลักษณะแหล่งน้ำ 4) ลักษณะดิน
83. การชลประทานมีความสำคัญอย่างไร
1) จัดหาน้ำเพื่อการเกษตร
2) ช่วยระบายน้ำเมื่อมีน้ำเกินความจำเป็น
3) การผลิตน้ำประปา
4) ข้อ 1) และ ข้อ 2) ถูก
84. ชุมชนเมืองแตกต่างจากชุมชนชนบทอย่างไร
1) จำนวนคนในเมืองมีมากกว่าในชนบท
2) จำนวนคนในชนบทมีมากกว่าในเมือง
3) คนในเมืองมีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างยากจน
4) คนในชนบทมีฐานะความเป็นอยู่ดีกว่าในเมือง
85. สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติมีอิทธิพลต่อมนุษย์ในข้อใด
1) สภาพทางสังคม 2) กิจกรรมและพฤติกรรมของมนุษย์
3) สภาพทางเศรษฐกิจ 4) สภาพทางวัฒนธรรมประเพณี
86. เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงมีภูมิอากาศร้อน
1) มีภูเขามาก 2) ใกล้ดวงอาทิตย์
3) อยู่ห่างไกลจากทะเล 4) อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร
87. ทรัพยากรดินในภาคใดเหมาะสมกับการเพาะปลูก
1) ภาคเหนือ 2) ภาคกลาง
3) ภาคใต้ 4) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
88. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1) ป่าไม้ในประเทศไทยกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค
2) ป่าไม้มีเฉพาะในภาคเหนือ
3) ป่าไม้มีมากในภาคตะวันตก
4) ป่าไม้มีมากในภาคใต้
89. ข้อใดหมายถึงน้ำในบรรยากาศ
1) น้ำที่อยู่ในอากาศ เช่น หมอก ควัน
2) น้ำที่อยู่เหนือผิวดิน เช่น น้ำฝน น้ำค้าง
3) น้ำที่อยู่เหนือผิวดิน เช่น น้ำคลอง น้ำในแม่น้ำ ลำธาร
4) น้ำที่อยู่เหนือผิวดิน เช่น น้ำบ่อ สระ บึง หนอง
90. แร่ธาตุแบ่งได้ 2 ประเภทคือแร่โลหะ และแร่อโลหะ ข้อใดเป็นแร่โลหะ
1) ทองแดง ทองคำ ดีบุก เหล็ก ตะกั่ว สังกะสี
2) หินปูน หินดินดาน ยิปซัม ดินขาว
3) ปิโตรเลียม ลิกไนต์ ก๊าซธรรมชาติ
4) หินแกรนิต อัญมณี แร่แบไรต์
91. ข้อใดเป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
1) การกระทำของภูมิประเทศ
2) การกระทำของภูมิอากาศ
3) การกระทำของมนุษย์ การกระทำทางธรรมชาติ
4) การกระทำของฝน ลม พายุ
92. การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ เกิดจากการกระทำในข้อใด
1) การกระทำทางธรรมชาติ
2) การกระทำของมนุษย์
3) ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
4) การกระทำของภูมิอากาศ
93. น้ำเสีย อากาศเป็นพิษ ป่าไม้ถูกทำลาย ดินเสื่อม การสูญพันธุ์ของสัตว์และ
สิ่งมีชีวิตคือข้อใด
1) สภาพความเสื่อมโทรมของมนุษย์
2) สภาพความเสื่อมโทรมของภูมิประเทศ
3) สภาพความเสื่อมโทรมของโลก
4) สภาพความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
94. วิธีใดที่จะฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพที่เอื้อ
ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
1) ใช้อย่างประหยัด
2) นำกลับมาใช้อีก
3) การพัฒนาคุณภาพประชากร
4) ความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน
95. ข้อใดเป็นองค์ประกอบของแผนที่
1) ลูกโลก 2) รูปถ่ายทางอากาศ
3) ภาพจากดาวเทียม 4) สัญลักษณ์แผนที่
96. เส้นเมริเดียนคืออะไร
1) เส้นที่ลากรอบลูกโลก
2) เส้นที่ลากจากขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้
3) เส้นบอกระยะทางบนแผนที่
4) เส้นที่ย่อระยะทางจริงบนผิวโลก
97. ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยเป็นอย่างไร
1) มีความแตกต่างกันทั้งด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากร
2) มีความคล้ายคลึงกันทุกด้าน
3) มีความเหมือนกันในด้านภูมิประเทศ
4) มีความต่างกันเฉพาะทรัพยากร
98. ข้อใดอธิบายความหมายของแผนที่ได้ถูกต้องชัดเจน
1) สิ่งที่แสดงลักษณะของพื้นผิวโลก
2) อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์
3) สัญลักษณ์ของเส้นทางในการเดินทาง
4) สิ่งที่ใช้สำรวจข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์
99. การแสดงลักษณะภูมิประเทศ ภูเขา ที่ราบ แม่น้ำ คือแผนที่ชนิดใด
1) แผนที่เศรษฐกิจ 2) แผนที่ภูมิประเทศ
3) แผนที่รัฐกิจ 4) แผนที่เฉพาะเรื่อง
100. ทิศที่นิยมใช้ในการแสดงในแผนที่คือทิศใด
1) ทิศเหนือ 2) ทิศใต้
3) ทิศตะวันออก 4) ทิศตะวันตก

เฉลยแนวข้อสอบมาตรฐานช่วงชั้นที่ 2
ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ชุดที่ 1
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (จำนวน 100 ข้อ)

ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
1. 4) 26. 2) 51. 4) 76. 3)
2. 2) 27. 4) 52. 3) 77. 1)
3. 1) 28. 4) 53. 3) 78. 4)
4. 4) 29. 1) 54. 2) 79. 4)
5. 1) 30. 4) 55. 1) 80. 3)
6. 2) 31. 2) 56. 2) 81. 2)
7. 2) 32. 3) 57. 4) 82. 3)
8. 3) 33. 4) 58. 1) 83. 4)
9. 3) 34. 3) 59. 1) 84. 1)
10. 1) 35. 2) 60. 4) 85. 2)
11. 2) 36. 1) 61. 3) 86. 4)
12. 4) 37. 4) 62. 2) 87. 2)
13. 2) 38. 2) 63. 3) 88. 1)
14. 3) 39. 3) 64. 3) 89. 2)
15. 4) 40. 2) 65. 4) 90. 1)
16. 1) 41. 3) 66. 1) 91. 3)
17. 3) 42. 1) 67. 2) 92. 3)
18. 4) 43. 4) 68. 4) 93. 4)
19. 2) 44. 2) 69. 3) 94. 3)
20. 4) 45. 1) 70. 2) 95. 4)
21. 1) 46. 4) 71. 4) 96. 2)
22. 3) 47. 4) 72. 4) 97. 1)
23. 1) 48. 1) 73. 2) 98. 1)
24. 3) 49. 2) 74. 1) 99. 2)
25. 4) 50. 3) 75. 2) 100. 1)

18 กันยายน 2552 ใบความรู้ทบทวน1

ใบความรู้ ทบทวนอ่านก่อนสอบปลายภาค 1. 2552
1. สถานภาพและบทบาทของบุคคลในสถาบันสังคม
สถานภาพ หมายถึง ตำแหน่งหรือฐานะของบุคคลในสถาบันสังคมหนึ่งๆ ตำแหน่งทางสังคมหรือสถานภาพจะเป็นเครื่องบอกให้ทราบว่าใครเป็นใครในสถาบันนั้นๆ
บทบาท คือหน้าที่ที่จะต้องกระทำตามตำแหน่ง หรือสถานภาพของตน
2. สถาบันทางสังคม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น เป็นไปในแบบของการประพฤติปฏิบัติไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษโดยวิธีการต่างๆ
องค์ประกอบของสถาบันสังคม
1. สถานที่หรือองค์การ
2. บุคคล
3. ระเบียบข้อบังคับ
สถาบันทางสังคม แบ่งเป็น 7 สถาบัน
1. สถาบันครอบครัว
2. สถาบันการศาสนา
3. สถาบันการศึกษา
4. สถาบันเศรษฐกิจ
5. สถาบันการเมืองการปกครอง
6. สถาบันนันทนาการ
7. สถาบันสื่อสารมวลชน
สถาบันทั้ง 7 มีความสัมพันธ์กัน และทุกสถาบันย่อมทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม
การจัดระเบียบทางสังคม
การจัดระเบียบทางสังคม คือ การทำให้คนอยู่รวมกันในสังคมอย่างมีระเบียบ โดยประพฤติปฏิบัติภายใต้แบบแผนกฎเกณฑ์เดียวกัน การจัดระเบียบทางสังคมจึงเป็นเรื่องของตัวมนุษย์เอง ในอันที่จะต้องปฏิบัติต่อกันภายใต้ระเบียบแบบแผนอย่างเดียวกันในทางสังคมของตนหรือกลุ่มสังคมนั้นเอง การจัดระเบียบทางสังคม จะเป็นระบบได้ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญดังนี้
1. ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่คนสนใจ สิ่งที่คนปรารถนาได้ ค่านิยมเป็นรูปแบบของความคิดที่ติดอยู่ในใจของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรยึดถือไว้เพื่อประพฤติตามค่านิยมเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
* ค่านิยมของแต่ละบุคคล
* ค่านิยมของสังคม
2. บรรทัดฐาน หมายถึง ระเบียบของกฎหมาย รูปแบบพฤติกรรมที่สังคมวางไว้ เพื่อกำหนดแนวทางสำหรับให้บุคคลยึดถือปฏิบัติในสถานการณ์ต่างๆ บรรทัดฐานมีความสำคัญต่อการควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมช่วยทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของบุคคล ทำให้เกิดระเบียบแบบแผนอันดีงาม บรรทัดฐานของสังคมส่วนใหญ่ได้มาจากค่านิยม
บรรทัดฐานแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. วิถีประชา หรือวิถีชาวบ้าน หมายถึง ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นหลักเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเกิดเป็นความเคยชินและธรรมเนียม เช่น ชายไทยควรจะบวชเมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้น
2. จารีต เป็นประเพณีที่สำคัญกว่าวิถีชาวบ้านเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม หากใครฝ่าฝืนประเพณีถือว่าประพฤติชั่ว และจะได้รับโทษจากสังคม
3. กฎหมาย หมายถึง บทบัญญัติ เพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมให้สงบเรียบร้อย ถ้าผู้ใดละเมิดก็มีบทลงโทษ
สังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามสภาพเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมสังคมใดที่วัฒนธรรมเจริญขึ้นกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผน ธรรมเนียมประเพณีค่านิยมก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยตามกาลสมัย
ลักษณะสังคมไทย มีลักษณะดังนี้
1. มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
2. เป็นสังคมเกษตรกรรม
3. เป็นสังคมที่มีระดับการศึกษาค่อนข้างต่ำ
4. มีการอพยพเคลื่อนย้ายไปสู่ถิ่นอื่นมากขึ้น
5. มีโครงสร้างของการแบ่งชนชั้น
ลักษณะของชุมชนในสังคมไทย
1. สังคมชนบท หมายถึง เขตนอกเมือหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สภาพความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน ชาวชนบทที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันฉันท์มีความผูกพันฉันท์พี่น้อง
สังคมชนบทมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ( ครอบครัวขยาย ) สมาชิกในครอบครัวมักช่วยกันทำงานเพื่อผลิตอาหาร ชาวชนบททำงานเป็นฤดูกาลมีความผูกพันกับศาสนา ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาอย่างเคร่งครัด วัดเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของชาวชนบท รวมทั้งใช้ประกอบกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ และใช้ด้านการศึกษา สภาพสังคมชนบทในปัจจุบันทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ คือ
* ปัญหาทางสังคมซึ่งชาวชนบทต้องประสบ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ
* ปัญหาทางวัฒนธรรม ปัจจุบันชาวชนบทได้รับวิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวชนบทเป็นอันมาก เช่น เครื่องจักรทุ่นแรงสำหรับการประกอบอาชีพ อุปกรณ์ที่ทำให้การดำรงค์ชีวิตได้รับความสะดวกสบายขึ้น อันส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีความสิ้นเปลืองมากขึ้นตามไปด้วย
2. สังคมเมือง หมายถึง บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เป็นศูนย์กลางของความเจริญต่างๆ การคมนาคมสะดวก ประชาชนประกอบอาชีพหลากหลาย ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมืองเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน โดยมากมักจะติดต่อกันด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน ความจริงใจที่มีต่อกันน้อยมาก ความสัมพันธ์ของชาวเมืองมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ
สังคมเมืองมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ( ครอบครัวเดี่ยว ) สมาชิกในครอบครัวมักจะประกอบอาชีพแตกต่างกัน วัดเป็นเพียงแหล่งประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้เป็นศูนย์รวมจิตใจเหมือนกับสังคมชนบทพฤติกรรมของชาวเมืองจะยึดกฎหมายเป็นหลัก เศรษฐกิจในสังคมเมืองจะมีความยุ่งยากมาก
วัฒนธรรม
วัฒนธรรมโดยทั่วไปหมายถึง รูปแบบของกิจกรรมมนุษย์และโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้กิจกรรมนั้นเด่นชัดและมีความสำคัญ วิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นพฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้น ด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตนวัฒนธรรมส่วนหนึ่งสามารถแสดงออกผ่าน ดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละครและภาพยนตร์ แม้บางครั้งอาจมีผู้กล่าวว่าวัฒนธรรมคือเรื่องที่ว่าด้วยการบริโภคและสินค้าบริโภค เช่น วัฒนธรรมระดับสูง วัฒนธรรมระดับต่ำ วัฒนธรรมพื้นบ้าน หรือวัฒนธรรมนิยม เป็นต้น แต่นักมานุษยวิทยาโดยทั่วไปมักกล่าวถึงวัฒนธรรมว่า มิได้เป็นเพียงสินค้าบริโภค แต่หมายรวมถึงกระบวนการในการผลิตสินค้าและการให้ความหมายแก่สินค้านั้น ๆ ด้วย ทั้งยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและแนวการปฏิบัติที่ทำให้วัตถุและกระบวนการผลิตหลอมรวมอยู่ด้วยกัน ในสายตาของนักมานุษวิทยาจึงรวมไปถึงเทคโนโลยี ศิลปะ วิทยาศาสตร์รวมทั้งระบบศีลธรรมวัฒนธรรมในภูมิภาคต่าง ๆ อาจได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับภูมิภาคอื่น เช่น การเป็นอาณานิคม การค้าขายการย้ายถิ่นฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนา อีกทั้งระบบความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนามีบทบาทในวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาโดยตลอด
วัฒนธรรม แบ่งออกเป็น2 ประเภท คือ
• วัฒนธรรมทางวัตถุ คือ เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อความสุขทางกาย อันได้แก่ ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ตลอดจนเครื่องป้องกันตัวให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง
• วัฒนธรรมทางจิตใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ เพื่อให้เกิดปัญญาและมีจิตใจที่งดงาม อันได้แก่ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม คติธรรม ตลอดจนศิลปะ วรรณคดี และระเบียบแบบแผนของขนบธรรมเนียมประเพณี[1]
สรุป วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต (The way of life) ของคนในสังคม นับตั้งแต่วิธีกิน วิธีอยู่ วิธี แต่งกาย วิธีทำงาน วิธีพักผ่อน วิธีแสดงอารมณ์ วิธีสื่อความ วิธีจราจรและขนส่ง วิธีอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ วิธี แสดงความสุขทางใจ และหลักเกณฑ์การดำเนินชีวิต โดยแนวทางการแสดงออกถึงวิถีชีวิตนั้นอาจเริ่มมาจาก เอกชนหรือคณะบุคคลทำเป็นตัวแบบ แล้วต่อมาคนส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติสืบต่อกันมา วัฒนธรรมย่อมเปลี่ยนแปลง ไปตามเงื่อนไขและกาลเวลาเมื่อมีการประดิษฐ์หรือค้นพบสิ่งใหม่ วิธีใหม่ที่ใช้แก้ปัญหาและตอบสนองความ ต้องการของสังคมได้ดีกว่า ซึ่งอาจทำให้สมาชิกของสังคมเกิดความนิยม และในที่สุดอาจเลิกใช้วัฒนธรรมเดิม ดังนั้นการรักษาหรือธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิมจึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาวัฒนธรรมให้ เหมาะสมมีประสิทธิภาพตามยุคสมัย

18 กันยายน 2552 ใบความรู้ทบทวนที่ 2

การเมืองการปกครอง
ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
1.ศาลชั้นต้น เป็นศาลแรกที่รับฟังคดีตั้งแต่แรกเริ่ม คดีทุกคดีจะเริ่มต้นที่ศาลชั้นต้นเว้นแต่บางคดีที่กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นเช่น คดีหนีทหารต้อง
ขึ้นศาลทหาร เป็นต้น ศาลชั้นต้นแยกเป็น
1)ศาลแพ่ง
2)ศาลอาญา
3)ศาลแขวง
4)ศาลจังหวัด
5)ศาลเยาวชนและครอบครัว
6)ศาลแรงงานกลาง
7)ศาลภาษีอากร
2.ศาลอุทธรณ์ เป็นศาลชั้นกลางที่ตัดสินคดีที่ผ่านจากศาลชั้นต้นมาแล้วหากแต่คู่กรณีเห็นว่าการตัดสินไม่น่าจะถูกต้องก็มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์
ตัดสินใหม่ได้แต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ขออุทธรณ์แต่กฎหมาย กำหนดไว้ให้ศาลชั้นต้นส่งผลการตัดสินไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก ครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อความรอบคอบ และไม่ให้เกิดการผิดพลาด คดีทุกคดีสามารถอุทธรณ์ได้ยกเว้นคดีแรงงานและคดีภาษีอากร
3.ศาลฎีกา เป็นศาลสูงสุดที่จะพิจารณาคดีต่อจากศาลอุทธรณ์ หากคู่กรณีไม่พอใจการตัดสินของศาลอุทธรณ์ก็มีสิทธิร้องขอ
ให้ศาลฎีกาเป็นผู้ตัดสินการตัดสินของศาลฎีกาถือเป็นอันสิ้นสุดศาลฎีกามีศาลเดียวตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครที่จะมาสู่ศาลฎีกาต้องผ่านศาลอุทธรณ์มาก่อนยกเว้นคดีแรงงานและคดีภาษีอากร ซึ่งส่งตรงมาอุทธรณ์ที่ศาลฎีกา
อำนาจอธิปไตย
อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐ ดังนั้น สิ่งอื่นใดจะมีอำนาจยิ่งกว่าหรือขัดต่ออำนาจอธิปไตยหาได้ไม่
อำนาจอธิปไตย ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละระบอบการปกครอง ตัวอย่างเช่น ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน กล่าวคือ ประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ คือ กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นต้น
อนึ่ง อำนาจอธิปไตยนี้ นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของความเป็นรัฐ เพราะการจะเป็นรัฐได้นั้น นอกจากต้องประกอบด้วย อาณาเขต ประชากร และรัฐบาลแล้ว ย่อมต้องมีอำนาจอธิปไตยด้วย กล่าวคือ ประเทศนั้นต้องเป็นประเทศที่สามารถมีอำนาจสูงสุด (อำนาจอธิปไตย) ในการปกครองตนเอง จึงจะสามารถเรียกว่า "รัฐ" ได้
สำหรับราชอาณาจักรไทย ใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น อำนาจอธิปไตยจึงเป็นของประชาชน
อำนาจอธิปไตยนั้น โดยหลักสากล แต่ละรัฐจะมีองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยอยู่ 3 องค์กร ได้แก่ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ
การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย ฝ่าย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ
หน่วยงานที่ใช้อำนาจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลและคณะรัฐมนตรี หน่วยงานศาลและกระทรวงยุติธรรม
หน้าที่ ออกกฎหมาย พิจารณาเงินงบประมาณและตรวจสอบกสรทำงานของรัฐบาล นำกฎหมายมาบังคับใช้และออกกฎหมายบางส่วนที่มีความสำคัญน้อยกว่านิติบัญญัติ ตีความตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งตัดสินพิจารณาคดี
กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว
เรื่องการหมั้น เงื่อนไขแห่งการสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา
ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา และการสิ้นสุดแห่งการสมรส
การหมั้น
การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว ส่วนผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลดังต่อไปนี้
1. บิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดามารดา
2. บิดาหรือมารดา ในกรณีที่ มารดาหรือบิดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง หรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์
ไม่อาจให้ความยินยอมจากมารดาหรือบิดาได้
3. ผู้รับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม
4. ผู้ปกครอง ในกรณีที่ไม่มีบุคคล ซึ่งอาจให้ความยินยอม ตาม ข้อ 1 ถึง ข้อ 3 หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวถูกถอนอำนาจปกครอง
การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ โมฆียะ หมายถึงว่า เมื่อผู้ปกครองมาให้ความยินยอมในภายหลังก็ทำให้การหมั้นสมบูรณ์
ขึ้นมาได้ และผู้ปกครองก็มีสิทธิบอกเลิกการหมั้นได้ด้วย
การหมั้นจะสมบูรณ์ เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบ หรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น เมื่อหมั้นแล้วของหมั้น
จะตกเป็นสิทธิแก่ฝ่ายหญิง

การสมรส
การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิง มีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจจะอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นก็ได้นะคะ
การสมรสจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริต หรือ เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
ชายหรือหญิงที่เป็นญาติสืบสายโลหิตกัน โดยตรงขึ้นไปหรือลงมา เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาเดียวกัน จะทำการสมรสกันไม่ได้
นะคะความเป็นญาติดังกล่าวให้ถือตามสายโลหิต ไม่ว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม สำหรับผู้รับบุตรบุญธรรม และ บุตรบุญธรรมก็จะสมรสกัน
ไม่ได้เช่นเดียวกันค่ะ
การสมรสนั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน และต้องแสดงความยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผย ต่อนายทะเบียนและให้นายทะเบียน
บันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย ดังนั้นการสมรสตามผลของกฎหมายจะมีได้เฉพาะเมื่อได้มีการจดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้น ชายหรือหญิง จะทำการสมรสในขณะ
ที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้นะคะ
แต่ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษซึ่งไม่อาจทำการจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนได้ เพราะชายหรือหญิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในอันตรายใกล้ความ
ตาย หรืออยู่ในภาวการณ์รบหรือสงคราม ถ้าชายหรือหญิงนั้นได้แสดงเจตนาจะสมรสกันต่อหน้าบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่ ณ ที่นั้น แล้วให้บุคคลดังกล่าวจดแจ้ง
การแสดงเจตนาขอทำการสมรสของชายและหญิงนั้นไว้เป็นหลักฐาน และต่อมาชายหญิงได้จดทะเบียนสมรสกันภายใน 90 วัน นับแต่วันที่อาจทำการจดทะเบียน
ต่อนายทะเบียนได้ โดยแสดงหลักฐานต่อนายทะเบียนและนายทะเบียนจด วัน เดือน ปี สถานที่ที่แสดงเจตนาขอทำการสมรส และพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ใน
ทะเบียนสมรส ก็ถือว่าวันแสดงเจตนาขอทำการสมรสดังกล่าวเป็นวันจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนแล้ว
ส่วนผู้เยาว์ถ้าจะทำการสมรส ผู้เยาว์จะต้องได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดาและมารดา หรือจากบิดาหรือมารดาในกรณีที่มารดาหรือ
บิดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง หรือ อยู่ในสภาพ หรือ ฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจให้ความยินยอมจากมารดาหรือบิดาได้หรือ
จากผู้รับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม หรือจากผู้ปกครองในกรณีที่ไม่มีบุคคล ซึ่งอาจให้ความยินยอมตามก่อนหน้านี้ได้ หรือมีแต่บุคคลดังกล่าว
ถูกถอนอำนาจปกครองไป แต่ถ้าผู้เยาว์ไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอมดังกล่าวเลย หรือว่ามี แต่ไม่ให้ความยินยอม หรือ ไม่อยู่ในสภาพที่อาจให้ความยินยอมหรือ
โดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมได้ ผู้เยาว์อาจร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ค่ะ
การแจ้งเกิด
การแจ้งเกิด คนเกิดในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือมารดา (หรือผู้ได้รับมอบหมาย) แจ้งต่อนาย ทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีคนเกิดในบ้าน
แจ้งการเกิดภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด ไม่แจ้งภายในกำหนดปรับไม่ เกิน 1,000 บาท โดยใช้หลักฐาน
- บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน หรือบิดา หรือมารดา หรือผู้ได้รับมอบ หมาย
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน หรือบิดา หรือมารดา หรือหนังสือมอบ หมายกรณีได้รับมอบหมาย
การแจ้งตาย
การแจ้งตาย คนตายในบ้าน
ให้เจ้าบ้านหรือผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนท้องที่ที่มีคนตาย ภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไม่มีเจ้าบ้านให้ผู้พบศพแจ้ง
การย้ายออก
กรณีเจ้าบ้านมาดำเนินการด้วยตนเอง
- บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน (หรือบัตรประจำตัวข้าราชการฯ หนักงานองค์การของรัฐ)
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
กรณีได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน
- ผู้ได้รับมอบหมายมีชื่อในทะเบียนบ้าน
- บัตรประจำตัว หรือสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวของเจ้าบ้านในฐานะผู้มอบหมายและให้เจ้าบ้านลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง ในสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวฯ
- บัตรประจำตัวผู้แจ้งในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมาย
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
ผู้ที่ได้รับมอบหมายไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน
- นอกจากหลักฐานตามข้อ 1. แล้วจะต้องมีหนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (ไม่มีแบบพิมพ์) ปรากฎข้อความชัดเจนว่าได้มอบหมายให้มาแจ้งย้ายที่อยู่แทน
การย้ายเข้า
- ผู้ย้ายที่อยู่เข้าอยู่ในบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายเข้าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้าอยู่ในบ้าน หากไม่แจ้งภายในกำหนดมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
หลักฐานที่ต้องนำมาแสดง
- บัตรประจำตัวของผู้ประสงค์จะย้ายปลายทาง
- บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- คำยินยอมของเจ้าบ้านเป็นหนังสือ
-เ สียค่าธรรมเนียม 5 บาท

31-4 กันยายน 2552 เรื่อง การผลิตและการบริโภค

ใบความรู้
การผลิตและการบริโภค
ปัจจัยในการผลิต
การที่เราจะผลิตสินค้าต่างๆ ได้ ต้องมีปัจจัยในการผลิต ซึ่งได้แก่ ที่ดิน ทุน แรงงาน
และการประกอบการ
1. ที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ
หมายถึงพื้นดินและสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า ดิน หิน
แร่ธาตุ
2. ทุน หมายถึง โรงงาน อุปกรณ์
และเครื่องจักรต่างๆ ทุนเป็นปัจจัยการผลิต
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง
3. แรงงาน หมายถึง กำลังกาย ความคิด
และสติปัญญา ของคนที่นำมาใช้ในการผลิต
การประกอบการ
4. หมายถึง ความสามารถในการนำปัจจัย
การผลิตมาผ่านกระบวนการผลิต เพื่อให้เกิด
เป็นผลผลิตและได้รับค่าตอบแทนจากผลผลิตนั้น
อย่างเต็มที่

ใบความรู้
ตัวอย่าง ชาวนาอาศัยแรงงานของตนปลูกข้าว ตั้งแต่การไถดิน การเพาะปลูก และ
การเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวออกรวง

การนำทรัพยากรมาใช้ในการผลิตนั้น ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
1. ความประหยัด การนำทรัพยากรในจังหวัดมาใช้ต้องใช้ให้หมดเปลืองหรือ
สูญเสียน้อยที่สุด เพราะทรัพยากรบางอย่างเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป และต้องใช้เวลา
นานกว่าจะสร้างทดแทนขึ้นมาใหม่ได้อีก
2. ความคุ้มค่า ทรัพยากรนอกจากจะใช้อย่างประหยัดแล้ว ต้องรู้จกใช้ให้คุ้มค่า
คือใช้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ให้เหลือทิ้งสิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์
3. การมีคุณธรรม การนำทรัพยากรมาใช้ เราต้องรู้จักใช้อย่างมีคุณธรรม คือ ไม่ทำลาย
สภาพแวดล้อม และรู้จักปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อเราจะได้มีทรัพยากรต่างๆ ใช้ได้นานๆ

ใบความรู้
3. เทคโนโลยีในการผลิตและการบริหาร
เทคโนโลยี หมายถึง วิธีการใหม่ๆ ที่นำมาใช้ในการทำงานต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้
มากขึ้น หรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับด้านการผลิตและการบริการ เช่น

ใบความรู้

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและการบริการ จะช่วยให้มีการพัฒนาคุณภาพ
สินค้าให้ดีขึ้น มีการผลิตที่เร็วขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภค
ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า
4. การแข่งขันในการผลิต
การแข่งขันในการผลิต หมายถึง การพยายามทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้ามีราคา
ต่ำลง เพื่อจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้ แต่คุณภาพของสินค้ายังคงเดิมหรือ
ใกล้เคียงกับของเดิม
ผู้ผลิตสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จากวิธีการต่างๆ ดังนี้

การแข่งขันในการผลิตทำให้เกิดสินค้าชนิดใหม่ๆ ที่มีราคาถูกลง สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น
ผู้ผลิตสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้มากที่สุด จะเป็นผู้ที่ขายสินค้าได้
สินค้าชนิดเดียวกัน มีหลายรูปแบบ เราจึงต้องพิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อ

ใบความรู้
5. การตลาด
เมื่อมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการเพิ่มผลผลิตต่างๆ ทากขึ้น ทำให้มีสินค้าต่างๆ
มากมาย ดังนั้นจึงต้องมีแหล่งระบายสินค้าหรือตลาด

ครู : นักเรียนเคยไปตลาดไหมคะ ตลาดคืออะไรคะ
นักเรียนหญิง : เป็นที่รวมของพ่อค้าแม่ค้า
นักเรียนชาย : เป็นที่ซื้อสินค้าต่างๆ ครับ

ตลาด หมายถึง สถานที่รวมสินค้าและบริการต่างๆ ตลาดจึงเป็นแหล่งที่ผู้ซื้อและผู้ขาย
มาพบกัน เพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าและบริการนั่นเอง เช่น
ใบความรู้
2. การบริโภค
การบริโภค คือ การใช้ประโยชน์จากสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการ
ของตนเอง
สินค้าและบริการต่างๆ นั้น ผลิตขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการในการบริโภคของคนเรา
นั่นเอง สำหรับตัวเรานั้นผู้ใช้สินค้าและบริการต่างๆ เรียกว่า ผู้บริโภค
สินค้าที่เราบริโภคนั้นแบ่งได้ 2 ประเภทคือ

สำหรับผู้บริโภคแต่ละคนนั้น มีการเลือกบริโภคสินค้าและบริการแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยต่างๆ เช่น รายได้ นิสัย สภาพแวดล้อม เป็นต้น รวมทั้งสินค้าและบริการใดมีการใช้
ระบบสินเชื่อ ก็จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการนั้นง่ายขึ้น
ใบความรู้
หลักเกณฑ์ในการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ
ในฐานะที่นักเรียนเป็นผู้บริโภค ต้องรู้จักเลือกซื้อสินค้าและบริการต่างๆ โดยคำนึง
ถึงประโยชน์ที่ได้รับเป็นสำคัญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. ความจำเป็น การเลือกซื้อสินค้า
และบริการ เราต้องคำนึงถึงความจำเป็น
ในการใช้สินค้าและบริการนั้น การที่เรา
ซื้อสินค้าและบริการต่างๆ เพราะ
ความอยากได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น
ในการบริโภคสินค้า ถือเป็นการสิ้นเปลือง
และฟุ่มเฟือย
2. การเปรียบเทียบราคา ในปัจจุบันมีการแข่งขันทางด้านการค้ามากขึ้นทำให้มี
จำนวนสินค้าและร้านค้าเพิ่มขึ้นมากมาย สินค้าชนิดเดียวกันที่อยู่คนละร้านค้าอาจมีราคา
ไม่เท่ากัน เราจึงควรสำรวจราคาสินค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบราคาและคุณภาพ
ก่อนตัดสินใจ ซึ่งอาจทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง
3. คุณภาพของสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรพิจารณาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ซื้อสินค้า
การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา
ซึ่งอาจมีฐานะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อเราจะได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ในการพัฒนาความเป็นอยู่ของตนเอง

แบบฝึกหัด
เรื่อง การผลิตและการบริโภค
กา X คำตอบที่ถูกที่สุด
1.นักเรียนควรปฏิบัติตนตามแบบผู้ใด 6. การเลือกบริโภคสินค้าและบริการขึ้น
ก.จอยให้เพื่อนยืมเงินประจำ อยู่กับปัจจัยในข้อใดมากที่สุด
ข.เก่งใช้เงินซื้อของที่จำเป็น ก. ความสวยงาม
ค.เอไม่ยอมใช้เงินเลย ข. รายได้และสภาพแวดล้อม
ง.เอกชอบซื้อน้ำหอมราคาแพง ค. ความคงทนถาวร
2.ข้อใดปฏิบัติตนได้ถูกต้องเกี่ยวกับการ ง. ความสะดวกสบาย
เพิ่มมูลค่าทรัพยากร 7. ข้อใด ไม่ใช่หลักเกณฑ์ในการบริโภค
ก.แมวนำเชือกที่มีอยู่มาถักกระเป๋า สินค้าและบริการต่างๆ
ข.เก่งสะสมแสตมป์ไว้ดูเล่น ก. ความจำเป็น
ค.เอกวาดภาพติดไว้ที่ฝาผนัง ข. การเปรียบเทียบราคา
ง.ก้อยเย็บกางเกงที่ขาด ค. การลดราคา
3.การเรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตและการบริโภค ง. คุณภาพของสินค้า
ทรัพยากรเรียกว่าอะไร 8. ข้อใด ไม่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้
ก.เศรษฐกิจ ข. สินค้าและบริการ ก. ใช้แรงงานคนแทนเครื่องจักร
ค.เศรษฐศาสตร์ ง. การผลิตสินค้า ข. นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต
4.เทคโนโลยีใดช่วยเพิ่มผลผลิตการเพาะปลูก ค. ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
ก. โรงสีข้าว ข. เกวียน ง. มีการจัดการที่ดี
ค. รถยนต์ ง. รถไถนา 9. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการใช้เงิน
5.ข้อใดคือองค์ประกอบของเทคโนโลยีการผลิต ก. ใช้มอบเป็นรางวัลแก่ผู้อื่น
สินค้าและบริการ ข. ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ
ก. เครื่องจักร ข. ขั้นตอน ค. ใช้ซื้อของที่มีราคาแพงเท่านั้น
ค. การบริโภค ง. ผลผลิต ง. ใช้เก็บออมและสะสมให้มากที่สุด
10. นักเรียนควรเลือกซื้อสินค้าเพราะเหตุใด
มากที่สุด
ก. ความสวยงาม ข. ความทันสมัย
ค. ความหรูหรา ง. ความจำเป็น

แนวคำตอบ
เรื่อง การผลิตและการบริโภค
1. ตอบ ข
2. ตอบ ง
3. ตอบ ค
4. ตอบ ง
5. ตอบ ง
6. ตอบ ข
7. ตอบ ค
8. ตอบ ค
9. ตอบ ข
10. ตอบ ง

7-11 กันยายน 2552 เรื่องสถาบันการเงิน ระบบสินเชื่อ

สถาบันการเงิน

คือ สถาบันที่ทำหน้าที่ระดมเงินออมให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการเงินไปบริโภคหรือเพื่อการลงทุนดำเนินธุรกิจ โดยจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ออม คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืม บทบาทของสถาบันการเงิน คือ เป็นตัวกลางให้บริการทางการเงินแก่คน
2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่มีรายได้แล้วต้องการเก็บออม
2. กลุ่มที่ต้องการเงินที่ประกอบกิจการธนาคาร
สถาบันการเงินที่ประกอบกิจการธนาคาร
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย
2. ธนาคารพาณิชย์
3. สถาบันการเงินเพื่อวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ
ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดดำเนินการ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485 รับผิดชอบการจัดระบบเงิน และรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
บทบาทหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย
1. เป็นผู้ออกธนบัตร
2. เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์
2.1 รับฝากเงินจากธนาคารพาณิชย์
2.2 รับหักบัญชีระหว่างธนาคาร
2.3 เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้าย
3. เป็นนายธนาคารและตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล
3.1 ถือบัญชีเงินฝาก

3.2 ให้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจกู้ยืม
3.3 เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล
3.4 ดำเนินนโยบายการเงิน
ธนาคารพาณิชย์
สำคัญที่สุดในภาคเอกชนเพราะมีปริมาณเงินฝาก และจำนวนเงิน
กู้สูงสุด
หน้าที่การให้บริการด้านการเงินของธนาคารพาณิชย์
1. รับฝากเงิน
1.1เงินฝากกระแสรายวัน หรือ เงินฝากเผื่อเรียก ธนาคารจ่ายคืนถ้าผู้ฝากทวงถาม ผู้ฝากลงนามในเช็คสั่งจ่ายเงินได้ตามวงเงินที่ฝากไว้ นักธุรกิจนิยม เพราะสะดวกไม่ต้องนับเงิน ไม่ต้องพกพาเงินจำนวนมากติดตัว ผู้ฝากไม่ได้รับดอกเบี้ย
1.2 เงินฝากออมทรัพย์ ผู้ฝากจะถอนได้ 2 แบบ คือ นำเอกสารคู่ฝากไปเบิกที่ธนาคารหรือถอนจากเครื่อง ATM
1.3 เงินฝากประจำ กำหนดระยะเวลาในการเบิก - ถอนได้เมื่อครบกำหนดหรือต้องแจ้งให้ธนาคารทราบล่วงหน้า ดอกเบี้ยมีอัตราสูงกว่าฝากแบบออมทรัพย์
1.4 เงินฝากอื่นๆ เป็นการฝากสะสมตามระยะเวลาที่กำหนด ระบุวัตถุประสงค์ไว้ เช่น ฝากเพื่อการศึกษา ฯลฯ
2. การให้กู้ยืม
2.1 ให้กู้ยืมโดยตรง มีกำหนดเวลาในการให้กู้ มีวิธีผ่อนชำระ ผู้กู้เสียดอกเบี้ยในอัตราที่ไม่สูงเกินกว่าที่ธนาคารกลางกำหนด
2.2 การให้เบิกเงินเกินบัญชี หรือ O.D. ธนาคารยอมให้ลูกค้าที่เปิดบัญชีกระแสรายวันเขียนเช็คเบิกเงินสดเกินกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีได้ตามที่ผู้กู้กับธนาคารตกลงกัน คิดดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่เบิกเกินยอดเงินในบัญชี
2.3 การซื้อลดตั๋วเงิน ธนาคารรับซื้อตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ยังไม่ถึงเวลาชำระเงินจากลูกค้าที่นำมาขายลดให้ ลูกค้าจะได้เงินสดไปใช้ได้ทันที ธนาคารได้หักส่วนลดจากลูกค้าตามอัตราซื้อลดที่ธนาคารกลางกำหนด
3. การโอนเงิน โอนภายในท้องถิ่นเดียวกัน โอนต่างท้องถิ่น โอนต่างประเทศ การโอนมี 2 รูปแบบ
3.1 โอนเงินแบบธรรมดา ผ่านเช็คหรือดราฟต์ธนาคาร
3.2 โอนเงินแบบเร็วทันใจ ผ่านโทรเลข เทเล็กซ์ วิทยุ โทรศัพท์ทางไกล ศูนย์คอมพิวเตอร์แบบออนไลน์
4. การเรียกเก็บเงิน เกี่ยวเนื่องจากการโอนเงิน ธนาคารจะเรียกเก็บเงินตามเช็ค ตั๋วเงิน ดราฟต์ ที่ครบกำหนด ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเก็บเงินเอง

5. การให้เช่าตู้นิรภัย ธนาคารมีห้องมั่นคงให้ลูกค้าเช่าเก็บของมีค่าหรือสำคัญ
6. การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ
7. การออกเลตเตอร์ออฟเครดิต คือ ธนาคารซึ่งผู้สั่งซื้อสินค้าเป็นลูกค้าออกตราสารให้แก่ผู้ขายสินค้า, โดยสั่งธนาคารที่ติดต่อประจำจ่ายเงินแก่ผู้ขายสินค้าตามจำนวนที่ระบุ และสัญญาว่าจะชำระเงินคืนแก่ธนาคารที่จ่ายเงินไป
8. ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ธนาคารพาณิชย์สามารถ8.1 ระดมกำเงินทุนจากต่างประเทศไปสู่ประเทศอื่นๆ8.2 ระดมเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ
9. การบริการอื่นๆ เช่น บริการบัตรเครดิต บริการรับชำระค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ

สถาบันการเงินเพื่อวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ
1. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นของรัฐบาล ตั้งขึ้นเพื่อ ช่วยเกษตรกรให้กู้เงินเพื่อไปส่งเสริมอาชีพ การดำเนินงานของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร กู้ได้แบบรายบุคคล และกู้แบบ สถาบันเกษตรกร (กลุ่ม) มีการรับฝากเงินจากเกษตรกรแบบเผื่อเรียก
2. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นของรัฐบาล ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมประชาชนให้มีอาคารและที่ดินเป็นของตนเอง
3. ธนาคารออมสิน เป็นของรัฐบาล มีหน้าที่บริการเงินฝาก นำเงินฝาก ของประชาชนไปลงทุนในทางให้ชาติได้ประโยชน์ ส่งเสริมให้คนออมเงิน จำหน่ายสลากแบบพิเศษ ดำเนินการด้านประกันชีวิต
สถาบันการเงินประเภทไม่ใช่ธนาคาร
- บริษัทเงินทุน เป็นสถาบันการเงินของเอกชน มีจุดมุ่งหมายในการระดมเงินฝากจากประชาชน โดยขายตั๋วสัญญาการใช้เงินครั้งละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท และนำเงินเหล่านี้ไปให้เอกชนกู้ยืม เพื่อใช้ในการลงทุนด้านต่าง ๆ
- บริษัทหลักทรัพย์ เป็นสถาบันการเงินของเอกชน ทำหน้าที่เป็นนายหน้าหรือตัวแทน เพื่อซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์
- บริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นสถาบันการเงินของเอกชนมีฐานะเหมือนบริษัทจำกัด โดยมีธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ ร่วมถือหุ้น เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศโดยให้เอกชนกู้ยืมเงินไปลงทุน
- บริษัทประกันภัย ทำหน้าที่ด้านการให้บริการในกิจการรับประกันภัยแก่บุคคลทั่วไป โดยรับเฉลี่ยความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้เอาประกัน โดยผู้เอาประกันจะต้องจ่ายเบี้ยประกันในการตอบแทน
- โรงรับจำนำ มีหน้าที่ให้บริการรับจำนำสิ่งของ เป็นประกันหนี้เงินกู้เป็นปกติ ตลอดจนถึงการจำหน่ายสิ่งของหลุดจำนำแก่ประชาชนทั่วไป
- บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม มีหน้าที่ในการรวบรวมเงินทุนจากผู้มีเงินออม และผู้ลงทุนรายย่อย โดยออกจำหน่ายหน่วยลงทุนและนำเงินที่ได้ไปลงทุนในหลักทรัพย์ของธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยผู้ลงทุนได้รับเงินปันผลคืน ในรูปดอกเบี้ยและกำไร

14 กันยายน 2552 เรื่อง ใบงาน บทบาทและหน้าที่ของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร

โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น
วิชา สังคมศึกษา ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6
ชื่อ..........................................................ชั้น.............................เลขที่ ........................
ใบงาน
บทบาทและหน้าที่ของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร
สถาบันการเงิน หมายถึง องค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านการ.........................โดยเป็น...............................ที่จะช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวของ..........................ด้วยการระดมทุนจากผู้ที่มี................................ไปสู่ผู้ที่ต้องการเงินสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ
สถาบันการเงินในระบบเศรษฐกิจไทยแบ่งได้เป็น.............ประเภท คือ
1. สถาบันการเงินประเภท.....................................
2. สถาบันการเงินประเภทที่ไม่ใช่...........................

บริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์
บริษัทเงินทุนเป็นสถาบันการเงินที่จดทะเบียนเป็น.................................ทำหน้าที่ระดมเงินจาก……….ด้วยการออก..............................................จำหน่ายแก่ประชาชน ซึ่งคล้ายกับการ...............................ของธนาคารพาณิชย์ แต่อาจให้...............................สูงกว่า จากนั้นก็นำเงินออมไปให้...................และ.................ในหลักทรัพย์ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม บริษัทเงินทุนบางแห่งก็ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ...............................ด้วย คือ เป็น............................ซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นผู้ค้าหลักทรัพย์ในนามของตนเอง เป็นที่ปรึกษาการลงทุนและการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ซึ่งใช้ชื่อว่า บริษัท...................................................หรือ (……………..)แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจหลักทรัพย์อย่างเดียว เรียกว่า บริษัท........................................หรือ (……………..)

กองทุนรวม
กองทุนรวม จัดตั้งขึ้นเพื่อ...............................................จากประชาชนทั่วไป ด้วยวิธีการจำหน่าย.......
......................................ให้ผู้สนใจ แล้วบริษัทจัดการกองทุนรวมจะรวบรวมไปลงทุนซื้อ.................................
เมื่อลงทุนของกองทุนรวมได้ผลดีมีรายได้ ก็นำรายได้มา............................ผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปของ...............
....................................และถ้ากองทุนในขณะนั้นยังราคาสูงขึ้นก็จะขายหน่วยลงทุนไป ผู้ลงทุนก็จะได้..............จากการขายหน่วยลงทุนนั้น

บริษัทเครคิดฟองซิเอร์
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นสถาบันการเงินที่นำธุรกรรมเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ.......................................โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจให้............................ จากการจำนอง รับซื้อ โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกันการกู้ยืม
หน้าที่ของธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ มีดังนี้
1. ระดม......................................จากประชาชนแล้วนำเงินออมไปลงทุนต่อด้วยการให้ผู้ที่ต้องการซื้อ...................................หรือธุรกิจ.......................................................กู้ยืม
2. ให้คำแนะนำปรึกษาช่วยเหลือทางการ............................และควบคุมการจัดการเกี่ยวกับโครงการพัฒนา.................................และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เกี่ยวกับ.....................................หรืออุตสาหกรรม เช่น โครงการ............................................. โครงการ..................................โครงการ................................................. เป็นต้น
3. ให้คำแนะนำปรึกษาแก่โครงการเกี่ยวกับการพัฒนาเทคนิคการสร้าง.....................ที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของ.............................. พัฒนาวัสดุก่อสร้างที่...................และ.......................
4. ให้กู้ระยะ.........................แก่ผู้ประสงค์จะซื้อ.....................และ..............................เพื่อที่อยู่อาศัย
5.
บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย
บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย เป็นสถาบันการเงินที่ระดม.........................จากประชาชน โดยการขาย.................................... ซึ่งผู้ซื้อกรมธรรม์จะต้องจ่าย................................เป็นงวดๆ ตามที่กำหนดไว้กับบริษัท และบริษัทก็จะนำเงินค่า....................................ที่ได้รับไปลงทุนในด้านต่างๆ
บริษัทประกันภัยและประกันชีวิตจะทำหน้าที่ในการประกันภัยในด้านการ..............................ในกรณีที่ผู้ทำประกันเสียชีวิตหรือเกิดความเสียหายกับ................................ของผู้ประกัน ซึ่งผู้ทำประกันจะได้รับชดใช้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้ใน.........................กับบริษัทที่ทำประกันไว้

สหกรณ์การเกษตร
สหกรณ์การเกษตรเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนตาม......................................พ.ศ.2511 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนในด้าน................................. การ.................... การ..................................และช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของสมาชิกให้ดี
หน้าที่ของสหกรณ์การเกษตร มีดังนี้
1. จัดหา...........................................ให้สมาชิกกู้ยืม เพื่อนำลงทุนประกอบอาชีพ โดยคิดดอกเบี้ยในอัตรา.....................และเหมาะสม
2. ส่งเสริมให้สมาชิกรู้จัการ...............................โดยรับฝากเงินทั้งประจำและสะสมทรัพย์
3. ช่วยเหลือสมาชิกในด้านการจัดหาวัสดุอุปกรณ์........................................ที่จำเป็น
4. ช่วยเหลือสมาชิกในด้านการจำหน่ายผลิตผลของสมาชิกให้ได้ราคา.................. ไม่ถูกกดราคาจาก....................................................
5. ส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ..............................ให้แก่สมาชิก เพื่อให้ได้รับผลผลิตมากขึ้น

สหกรณ์ออมทรัพย์
เป็นสถาบันการเงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการ........................และการช่วยเหลือด้านการเงิน โดยทำหน้าที่รับ................................และให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ย.......................... จากนั้นนำกำไรมาแบ่งปันให้สมาชิกตามมูลค่า................ที่ถือ
หน้าที่ของสหกรณ์ออมทรัพย์มีดังนี้
1. ส่งเสริมให้สมาชิกมีการ.............................................................................................
2. รับฝากเงินจากสมาชิกทั้งประเภท......................................และ.................................
3. ให้สมาชิกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยอัตรา..........................................................................
4. ให้............................................อื่นกู้ยืมเงิน
5. ร่วมมือกับ..............................................เพื่อส่งเสริมกิจการของสหกรณ์
6. จัดบริการอย่างอื่นให้สมาชิก เช่น จัดหา.......................... จัดหา...........................เป็นต้น

โรงรับจำนำ
เป็นสถาบันการเงินที่มีขนาด............................ พบเห็นตามชุมชนทั่วไป มีหน้าที่ในการให้ประชาชน
ทั่วไป................................โดยการรับจำนำของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งสภาพเก่าและใหม่ แบ่งได้เป็น......................ประเภท คือ
1. โรงรับจำนำ........................................... เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยเอกชน
2. สถานธนานุเคราะห์ เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยกรม.......................................................เงินทุนส่วนใหญ่ได้รับการจัดสรร....................................และกำไรสะสม
3. สถานธนานุบาล เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดย...................................................................
โรงรับจำนำทุกประเภทอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวง......................................... สำหรับโรงรับจำนำที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพ ต้องจดทะเบียนที่สำนักงาน.......................................... .......................................

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

มัธยมศึกษาปีที่ 1

มัธยมศึกษาปีที่ 1

วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

วิชาคอมพิวเตอร์

วิชาคอมพิวเตอร์

1- 5 กุมภาพันธ์ 2553

การสร้างโฟล์เดอร์

8 - 12 กุมภาพันธ์ 2553

การสร้างไฮเปอร์ลิงค์

วิชาวิทยาศาสตร์

วิชาวิทยาศาสตร์

สัปดาห์ที่ 15 ระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม 2552





Untitled Document


นักเรียนสามารถ เลือกเปิด File การบ้าน ซึ่งมีการบันทึก 2 แบบ คือ File PDF และ
File Word

การบ้าน 2 ชั่วโมง เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรงบนแถบกระดาษ





Untitled Document


คำสั่ง ให้นักเรียนทำการบ้าน 5 ข้อ จากใบงาน และ คำนวณหาค่า ระยะทาง การกระจัด อัตราเร็ว จากแถบกระดาษที่นักเรียนดึงผ่านเครื่องเคาะสัญญาณเวลาในการทดลอง ส่งคาบต่อไป






Untitled Document


นักเรียนสามารถ เลือกเปิด File การบ้าน ซึ่งมีการบันทึก 2 แบบ คือ File PDF และ
File Word

การบ้าน เวลา 1 ชั่วโมง เรื่อง โมเมนต์ของแรง

การบ้าน เวลา 1 ชั่วโมง เรื่องโมเมนต์ของแรง

สอน 1 ชั่วโมง เรื่อง โมเมนต์ของแรง





Untitled Document

1.ความหมายและหลักการของโมเมนต์

             แรงเป็นสาเหตุที่ทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ ถ้าออกแรงกระทำต่อวัตถุในตำแหน่งต่าง ๆ แรงถูกใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ มากมายในชีวิตประจำวัน ถ้าสังเกตจะพบว่า ได้มีการประดิษฐ์อุปกรณ์ หรือเครื่องมือมาช่วยในการผ่อนแรงและอำนวยความสะดวกมากมาย
            เมื่อออกแรงกระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเกิดการหมุนเรียกว่า การเกิดโมเมนต์ ซึ่งขนาดของโมเมนต์มีค่าเท่ากับผลคูณของแรงกับระยะทางที่ตั้งฉากกับจุดหมุน การหมุนของโมเมนต์มี 2 ชนิด คือ โมเมนต์หมุนตามเข็มนาฬิกาอยู่ทางซ้ายของจุดหมุน และโมเมนต์หมุนทวนเข็มนาฬิกาอยู่ทางขวาของจุดหมุน
             เมื่อวัตถุอยู่ในสภาพสมดุลจะได้ว่าผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกาเท่ากับผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกาหลักการของโมเมนต์จะเห็นว่าโมเมนต์สามารถผ่อนแรงได้ เมื่อวางวัตถุบนไม้เรียกว่า คาน คานมีฐานรองรับที่จุดหมุนทางด้านขวามือ ดังนั้นถ้าต้องการยกวัตถุก็ต้องออกแรงทางด้านซ้ายมือ และพบว่าถ้าต้องการให้คานผ่อนแรงมากที่สุด จะต้องออกแรงที่ตำแหน่งปลายสุดทางด้านขวามือ ซึ่งเป็นไปตามหลักการของโมเมนต์คงที่คือ เมื่อระยะห่างจากจุดหมุนมากแรงที่กระทำจะมีค่าน้อยหรือถ้าระยะห่างจากจุดหมุนน้อยแรงที่กกระทำจะมีค่ามาก
ถ้ามีแรงหลายแรงกระทำต่อวัตถุชิ้นหนึ่ง แล้วทำให้วัตถุนั้นสมดุลจะได้ว่า

โมเมนต์ของแรง   = แรง X ระยะทางตั้งฉากจากจุดหมุนถึงแนวแรง

ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา   =   ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา
  

 ตัวอย่างที่ 1   ท่อนไม้ยาว 4 เมตร นำไปงัดก้อนหินหนัก 400 N ให้เคลื่อนที่ ถ้าต้องการออกแรงเพียง 100 N ควรจะนำก้อนหินก้อนเล็กๆ มาหนุนไม้ที่ตำแหน่งใด           
     ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา
        
                                (M ตาม       =         M ทวน)
                               400 (4 - X)           =             100X
                            1600 - 400X           =             100X
                                           X             =             3.2 m

                   
      ดังนั้น จะต้องนำก้อนหินเล็กหนุนไม้ห่างจากก้อนหิน 3.2 m ตอบ

 ตัวอย่างที่ 2   แขวนไม้กับเพดานดังรูป วัตถุ y ควรหนักเท่าใด จึงจะทำให้ไม้สมดุล
                                                                                            
                                   ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา
                                                                                    (M ทวน =   M ตาม)
                                                                (20 x 2.5) + (Y x 0.5) =   40 x 1.5
                                                                             50 + 0.5Y      =     60
                                                                                         Y       =    0.2 N

 ถ้าใช้ตำแหน่งของจุดหมุนเป็นเกณฑ์ในการแบ่งประเภทของคาน จะได้ทั้งหมด 3 ประเภทด้วยกัน
ประเภทที่ 1 เรียกว่าคานอันดับ 1
     คานที่อยู่ตำแหน่งของจุดหมุน อยู่ระหว่างแรงพยายามกับแรง
ต้านทาน เช่น กรรไกร เป็นต้น

ประเภทที่ 2 เรียกว่า คานอันดับ 2
     คานที่ตำแหน่งของแรงต้านทานอยู่ระหว่างจุดหมุนกับแรงพยายาม เช่น มีดตัดกระดาษ

 ประเภทที่ 3 เรียกว่า คานอันดับ 3
 คานที่ตำแหน่งของแรงพยายามอยู่ระหว่างจุดหมุนกับแรงต้าน เช่นช้อนเป็นต้น

     คานอันดับ 1 และ 2 ช่วยในการผ่อนแรงได้เพราะแรงพยายามอยู่ห่างจากจุดหมุนมากกว่าแรงต้านทาน แต่คานอันดับ 3 ไม่ผ่อนแรงแต่ช่วยอำนวยความสะดวก

แม่เหล็ก (Magnet)
แม่เหล็ก (Magnet) คือ ของแข็งชนิดหนึ่งที่มีสมบัติดูดโลหะบางชนิดได้
แร่แม่เหล็ก คือ สารประกอบประเภทออกไซด์ชนิดหนึ่งของเหล็กที่เกิดตามธรรมชาติ มีชื่อเรียกว่า
แมกนี ไทต์ (Fe3O4)
สารแม่เหล็ก คือ สารที่มีสมบัติถูกแม่เหล็กดูดได้ และมนุษย์สามารถทำให้กลายเป็นแม่เหล็กได้ ตัวอย่างของสารแม่เหล็ก เช่น เหล็ก นิเกิล โคบอลต์ แมงกานีส
สมบัติบางประการของแม่เหล็ก มีดังนี้
1. วางตัวในแนวทิศเหนือและทิศใต้
2. มีขั้วแม่เหล็ก 2 ขั้ว คือขั้วมุ่งทิศเหนือ เรียกสั้นๆ ว่า ขั้วเหนือ สัญลักษณ์ N ขั้วมุ่งทิศใต้ เรียกสั้นๆ ว่า ขั้วใต้
สัญลักษณ์ S
3. ขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะออกแรงผลักกัน ขั้วแม่เหล็กชนิดต่างกันจะดูดกัน

แบบทดสอบหลังเรียน

ข้อ 1 เลือกตัวอักษรที่กำหนดให้นำมาทำให้สัมพันธ์กัน

ก.คานอันดับ 1                                 ก.คานอันดับ 2                            ก.คานอันดับ 3

.................1. กรรไกรตัดหญ้า
.................2.รถเข็นทราย
.................3.เครื่องชั่ง
.................4.แรงพยายามอยู่ระหว่างจุดหมุนกับแรงต้านทาน
.................5.ที่เปิดขวดน้ำอัดลม
.................6.คีมคีบถ่าน
.................7.แรงต้านทานอยู่ระหว่างจุดหมุนกับแรงพยายาม
.................8.ไม้กวาด
.................9.ค้อนตอกตะปู
.................10.เครื่องตัดกระดาษ

 



 


สอน 2 ชั่วโมง เรื่อง การทดลองการเคลื่อนที่แนวตรงบนแถบกระดาษ





Untitled Document

การเคลื่อนที่ (อังกฤษ: motion)

การเคลื่อนที่ คือการที่วัตถุย้ายตำแหน่งจากที่เดิมไปอยู่ที่ตำแหน่งใหม่ ปริมาณที่ใช้บอกขนาดของการเคลื่อนที่ของวัตถุ คือ ระยะทางและการกระจัด
      ระยะทาง คือ ความยาวที่วัดตามเส้นทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ จัดเป็นปริมาณสเกลาร์
     การกระจัด คือ ระยะที่วัดจากจุดตั้งต้นของการเคลื่อนที่  ตรงไปยังตำแหน่งที่วัตถุอยู่ในขณะนั้นโดยไม่สนใจว่าวัตถุจะมีเส้นทางการเคลื่อนที่เป็นอย่างไร  จัดเป็นปริมาณเวกเตอร์
อัตราเร็ว คือ (V) ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ภายในหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็น เมตร / วินาที
สามารถคำนวณได้จากสูตร  อัตราเร็ว = ระยะทาง / เวลา 

          มดตัวหนึ่งเดินไต่ผนังเป็นรูปวงกลม เมื่อเดินได้เป็นรูปครึ่งวงกลม จะได้ว่า ระยะทางที่มดเดินเท่ากับครึ่งหนึ่งของความยาวเส้นรอบวงของวงกลม  ขนาดของการกระจัดเท่ากับความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลางและมีทิศทางตรงจากของเส้นรอบวงด้านหนึ่งตรงไปยังเส้นรอบวงด้านตรงข้าม
          ลองคิดดู นักกีฬาวิ่งรอบสนามรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ABCD โดยมีด้านยาว 400 เมตร กว้าง 300 เมตร โดยเริ่มวิ่งจากจุด A จงหาระยะทางและการกระจัดเมื่อนักกีฬาวิ่งถึงจุดต่อไปนี้    B ,C,D และ A

            การเคลื่อนที่ในลักษณะใด  ที่ทำให้ขนาดของการกระจัดและระยะทางเท่ากัน

          แนวคิด
                           
  การเคลื่อนที่มีหลายลักษณะจำแนกออกได้เป็น

      • การเคลื่อนที่แนวตรง
      • การเคลื่อนที่วิถีโค้ง(Projectile)
      • การเคลื่อนที่เป็นรูปวงกลม
      • การเคลื่อนที่แบบสั่น(Simple Harmonic Motion) 

    การเคลื่อนที่แต่ละลักษณะนั้นมีแรงกระทำที่แตกต่างกัน  

การเคลื่อนที่แนวตรงบนแถบกระดาษ

เครื่องเคาะสัญญาณเวลา (Ticker Timer) เป็นเครื่องมืออย่างง่ายที่ใช้วัดความเร็วของวัตถุ โดยทำให้เกิดจุดบนแถบกระดาษ ทำงานด้วยไฟฟ้ากระแสสลับความถี่ 50 เฮิรตซ์ (Hz) จึงทำให้เกิด 50 ช่วงจุดใน 1 วินาที บนแถบกระดาษ

การทดลองในชั่วโมงเรียน

 ให้นักเรียนดึงแถบกระดาษจากเครื่องเคาะสัญญาณเวลาคนละ 1 แถบ จากนั้นให้วัดระยะห่างของแต่ละช่วงจุด และหาค่าองค์ประกอบของการเคลื่อนที่ คือ ระยะทาง การกระจัด อัตราเร็ว

 


สัปดาห์ที่ 16 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม 2552 - 4 กันยายน 2552





Untitled Document


ในสัปดาห์ ที่ 17 ครูจะสอบหลังเรียน ให้นักเรียนเตรียมตัวสอบเรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ ในคาบสอน 1 ชั่วโมง

การบ้าน 1 ชั่วโมง เรื่อง การหาความเร็ว และ ความเร่งในการเคลื่อนที่แนวตรงบนแถบกระดาษ





Untitled Document

การบ้าน 5 ข้อ ( ส่งคาบต่อไป )

ข้อ 1 ข้อใดเป็นปริมาณเวกเตอร์ทั้งหมด
ก. ความเร่ง มวล                 ข. น้ำหนัก เวลา
ค. ความเร็ว การกระจัด             ง. ระยะทาง อัตราเร็ว

ข้อ 2 ชายคนหนึ่งมีการกระจัดไปทางเหนือ 10 เมตร แล้วย้อนมาทางทิศใต้ 4 เมตร การกระจัดลัพธ์มี
ค่าเท่าใด

ก. การกระจัดลัพธ์ 6 เมตรทางทิศใต้    ข. การกระจัดลัพธ์ 6 เมตรทางทิศเหนือ
ค. การกระจัดลัพธ์ 14 เมตรทางทิศใต้   ง. การกระจัดลัพธ์ 14 เมตรทางทิศเหนือ

ข้อ 3 รถคันหนึ่งออกเดินทางเวลา 8:00 น. เมื่อเวลา 12:00 น. รถคันนี้เคลื่อนที่ไปได้ 160 กิโลเมตร
อัตราเร็วของรถคันนี้เป็นเท่าใด

ก. 40 กิโลเมตร / ชั่วโมง              ข. 50 กิโลเมตร / ชั่วโมง 
ค. 60 กิโลเมตร / ชั่วโมง              ง. 70 กิโลเมตร / ชั่วโมง

ข้อ 4 รถคันนี้มีความเร็วคงที่เท่าใด
ก. 0 เมตร / วินาที2                  ข. 1 เมตร / วินาที2
ค. 2 เมตร / วินาที2                 ง. 3 เมตร / วินาที2

ข้อ 5 รถคันนี้มีความเร่งเป็นเท่าใด
ก. 2 เมตร / วินาที2                 ข. 3 เมตร / วินาที2
ค. 4 เมตร / วินาที2                 ง. 5 เมตร / วินาที2

 


สอน 1 ชั่วโมง เรื่อง การหาความเร็ว และ ความเร่งในการเคลื่อนที่แนวตรงบนแถบกระดาษ





Untitled Document

การหาความเร็ว และ ความเร่งในการเคลื่อนที่แนวตรงบนแถบกระดาษ

ความเร็ว คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งต่อหน่วยเวลา ความเร็วเป็นปริมาณเวกเตอร์

ซึ่งจะต้องมีทั้งอัตราเร็วและทิศทาง ในระบบ SI ความเร็วจะมีหน่วยเป็นเมตรต่อวินาที (m/s) ปริมาณสเกลาร์ของความเร็ว คืออัตราเร็วตัวอย่าง "5 เมตรต่อวินาที" 5 m/s เป็น อัตราเร็ว ในขณะที่ "5 เมตรต่อวินาทีไปทางทิศตะวันตก" หรือ 5 m/s ไปทางตะวันตก เป็นเวกเตอร์

สูตรการหาความเร็ว = การกระจัด / เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่

ให้นักเรียนนำแถบกระดาษของแต่ละคน มาคำนวณหาความเร็ว จาก จุด A ไป B จากสูตรที่กำหนดให้

ความเร่ง คือ การเปลี่ยนแปลงความเร็ว

     ในการเคลื่อนที่ของวัตถุ บางช่วงเวลาวัตถุจะมีความเร็วคงตัว ซึ่งหมายถึงขนาดของความเร็วและทิศการเคลื่อนที่ของวัตถุไม่เปลี่ยนแปลง ความเร็วของวัตถุจะเปลี่ยนเมื่อมีการเปลี่ยนขนาดของความเร็ว หรือมีการเปลี่ยนทิศ หรือมีการเปลี่ยนทั้งขนาดและทิศของความเร็ว โดยจะเรียกว่าวัตถุมีความเร่ง
ความเร่ง หมายถึง ความเร็วที่เปลี่ยนไปในเวลา 1 วินาที ความเร่งของวัตถุอาจมีค่าเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ขณะเคลื่อนที่ ความเร่งที่หาได้จึงเป็นความเร่งเฉลี่ยและหาได้จาก
 
ความเร่งเฉลี่ย = ความเร็วที่เปลี่ยนไป / ช่วงเวลาที่ใช้
 
 

     โดยมีหน่วยเป็น เมตรต่อวินาที2 หรือ m/s2
เนื่องจากความเร็วที่เปลี่ยนไปเป็นปริมาณเวกเตอร์ ดังนั้นความเร่งจึงเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยมีทิศเดียวกับทิศของความเร็วที่เปลี่ยนไป
ความเร่งเฉลี่ยในช่วงเวลาสั้น ๆ จะเป็นความเร่งขณะหนึ่ง ซึ่งถ้าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่งขณะหนึ่งเท่ากันตลอดการเคลื่อนที่ ก็จะถือได้ว่าวัตถุนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร่งคงตัว

ให้นักเรียนนำแถบกระดาษของแต่ละคน มาคำนวณหาความเร่ง จาก จุด A ไป B จากสูตรที่กำหนดให้

 


สอน 2 ชัวโมง เรื่อง การทดลองการเคลื่อนที่แบบวงกลม เพื่อหาองค์ประกอบของการเคลื่อนที่แบบวงกลม





Untitled Document

การเึคลื่อนที่แบบวงกลม

จากกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันที่ว่าเมื่อมีแรงภายนอกกระทำต่อวัตถุ จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่โดยมีความเร่ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว

          ถ้าแรงภายนอกกระทำต่อวัตถุในทิศเดียวกับการเคลื่อนที่ จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง โดยมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของความเร็ว แต่ไม่เปลี่ยนทิศทางของความเร็ว ถ้ามีแรงภายนอกที่คงที่มากระทำต่อวัตถุ ในทิศที่ตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของวัตถุตลอดเวลา จะทำให้แนวการเคลื่อนที่หรือทิศของความเร็วเปลี่ยนแปลง คือ แนวการเคลื่อนที่ของวัตถุจะเป็นงกลม

          ดังนั้นการเคลื่อนที่ในแนววงกลมจึงหมายถึง การเคลื่อนที่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วตลอดเวลา ถึงแม้อัตราเร็วจะคงที่ แต่เวกเตอร์ของความเร็วเปลี่ยนแปลง

 

การทดลอง

เรื่อง การเคลื่อนที่แบบวงกลม

จุดประสงค์

1.เพื่อศึกษาลักษณะการเคลื่อนที่แบบวงกลมที่มีแรงสู่ศูนย์กลาง

2.เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความยาวเชือกกับจำนวนรอบและเวลา

3.เพื่อคำนวณหาค่าองค์ประกอบในการเคลื่อนที่แบบวงกลม

อุปกรณ์

1. เชือก 1 เส้น

2.ทุ่มน้ำหนักพลาสติก 1 อัน

3.ไม้บรรทัด 1 อัน

4.กรรไกร 1 อัน

วิธีการทดลอง

1.ให้นักเรียนผูกเชือกติดกับทุ่มน้ำหนักพลาสติก โดยความยาวเชือก 10 เซนติเมตร

2.ยกเชือกขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นออกแรงแกว่งวัตถุให้หมุนเหนือศีรษะ จับเวลาและนับจำนวนรอบ แล้วบันทึกผล

 

 

สัปดาห์ที่ 17 ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2552





Untitled Document


ในสัปดาห์นี้ ครูให้นักเรียนจดบันทึกย่อ หน่วยการเีรียนรู้ที่ 3 เรื่อง สารและการจำแนกสาร เพื่อเตรียมความพร้อมในเนื้อหา หน่วยที่ 3

สอน 1 ชั่วโมง เรื่อง การสอบเก็บคะแนน 15 คะแนน ในหัวข้อ แรงและการเคลื่อนที่





Untitled Document

สอบเก็บคะแนน 15 คะแนน

เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่

เป็นข้อสอบแบบอัตนัยทั้งหมด ออกข้อสอบในหัวข้อย่อยต่อไปนี้

1.การหาแรงลัพธ์

2.การหาผลลัพธ์ของเวกเตอร์โดยการวาดรูป

3.โมเมนต์ของแรง

4.หาค่าองค์ประกอบของการเคลื่อนที่แนงตรงบนแถบกระดาษ


สอน 2 ชั่วโมง เรื่อง การทดลองเพื่อศึกษาลักษณะสำคัญของสสาร





Untitled Document

ความหมายของสารและสสาร

        สสารคือ สิ่งต่าง ๆ ที่มีตัวตน  มีมวล  ต้องการที่อยู่ และสัมผัสได้  
จากลักษณะที่สำคัญของสสารจะพบว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นจะเป็นภาพหรือคำรวม ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า สาร   ซึ่งสารแต่ละชนิดจะมีชื่อเรียกต่างกันไปมีองค์ประกอบ  ลักษณะภายนอก  สมบัติที่ไม่เหมือนกัน
ตาราง  ตัวอย่างสสารต่าง ๆ และสารที่เป็นองค์ประกอบ 

สสาร

สารที่เป็นองค์ประกอบ

เหล็ก

เหล็ก

เพชร

เพชร

โต๊ะ - เก้าอี้

ไม้ + เหล็ก + (ตะปู)

น้ำเกลือ

น้ำ + เกลือ

                        ในชีวิตประจำวันของเรามีสารเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ  บางชนิดมีประโยชน์    บางชนิดมีโทษ  เราจึงจำเป็นต้องศึกษาสมบัติของสาร  เพื่อการนำมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม  เพื่อการดำเนินชีวิตของเราและเพื่อจะได้ใช้สารให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  โดยไม่ก่อผลเสียต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม
สมบัติของสาร
          สารรอบตัวมีจำนวนมากมาย  แต่ละชนิดอาจมีสมบัติบางอย่างเหมือนกัน  หรือมีสมบัติบางอย่างต่าง กัน  สมบัติของสารจึงเป็นลักษณะประจำเฉพาะตัวของสารแต่ละชนิด  ที่จะบอกให้ทราบว่า  สารนั้นเป็นอย่างไร  จำแนกเป็น  2  ประเภทคือ

  1. สมบัติทางกายภาพ  เป็นลักษณะที่สังเกตเห็นภายนอกได้  ตรวจสอบได้ด้วยการ

สังเกต  หรือตรวจสอบด้วยเครื่องมือและการทดลองง่าย ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมี เช่น สถานะสี  กลิ่น  รส  การละลาย  ความหนาแน่น  การนำไฟฟ้า  ลักษณะผลึก  จุดเดือด  เป็นต้น

  1. สมบัติทางเคมี  เป็นลักษณะที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบภายในของสารตรวจสอบ

ได้โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เช่น  การติดไฟ  การเผาไหม้  การระเบิด  ความเป็นกรด – เบส  การสลายตัวได้สารใหม่  และการเกิดปฏิกิริยาเคมีกับสารชนิดอื่น ๆ เป็นต้น

 

กิจกรรมการทดลอง เรื่อง ลักษณะสำคัญของสสาร

วัตถุประสงค์

                1.เพื่อศึกษาลักษณะสำคัญของสสาร

กิจกรรมที่ 1   สสารต้องการที่อยู่ ให้แต่ละกลุ่มศึกษาและทำการทดลองในประเด็นดังนี้
1. เราสามารถวัดได้ว่า  สสารแต่ละชนิด  ต้องการที่อยู่เท่าใด  โดยการบอกเป็นปริมาตรของสสารชนิดนั้น  เช่น  น้ำหนึ่งแก้ว   ข้าวหนึ่งถ้วย   

  1. นักเรียนเคยสงสัยหรือไม่ว่า  อากาศรอบ ๆ ตัวเรา เป็นสสารหรือไม่    ถ้าอากาศ

                         เป็นสสาร  จะทราบได้อย่างไรว่าอากาศต้องการที่อยู่

    1. เตรียมแก้วน้ำ  1  ใบ  ใส่ผ้าเช็ดหน้าอัดลงไปในก้นแก้วให้แน่น  แล้วคว่ำลงใน

                         กล่องที่ใส่น้ำ  แล้วสังเกตผล

กิจกรรมที่ 2    สสารมีมวล
ให้แต่ละกลุ่มศึกษาและทำการทดลองในประเด็นดังนี้

  1. เราสามารถวัดมวลของสสารหรือน้ำหนักของสสารได้เสมอ เช่น    เราสามารถ

                         ชั่งน้ำหนักของหนังสือ  ผลไม้  น้ำหนักของตัวเรา ฯลฯ

  1. นักเรียนจะรู้ได้อย่างไรว่า  อากาศมีมวล
  2. นำลูกโป่งที่ยังไม่เป่าสองลูก  ผูกเชือกไว้ที่ปลายคานสองข้าง  จากนั้นนำลูกโป่งข้างหนึ่งไปเป่าลมเข้าไป  แล้วนำมาผูกใหม่สังเกตผลดูว่า  จะเป็นอย่างไร

กิจกรรมที่ 3  สสารสามารถสัมผัสได้
ให้แต่ละกลุ่มศึกษาและทำการทดลองในประเด็นดังนี้
1. เราสามารถใช้ประสาทสัมผัสสสารได้เสมอ  ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ  เก้าอี้   ต้นไม้  หนังสือ  ล้วนแล้วแต่มีตัวตน  สามารถสัมผัสได้
2. นักเรียนลองโบกมือไปมา   จะรู้สึกอย่างไร  สัมผัสอากาศได้หรือไม่  อย่างไร

 

 


สัปดาห์ที่ 18 ระหว่างวันที่ 14-18 กันยายน 2552





Untitled Document


ในสัปดาห์ที่ 18 นี้ครูจะให้นักเรียนได้สอบแก้ เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ ถ้านักเรียนคนใดยังไม่ได้สอบแก้หรือยังไม่ทราบคะแนนสอบให้ติดต่อครูประจำรายวิชา

สอน 1 ชั่วโมง เรื่อง การจำแนกสาร





Untitled Document

การจำแนกสาร

การจำแนกประเภทของสาร  สามารถใช้เกณฑ์ในการจำแนกได้หลายแบบ

โดยทั่วไปเรามักจำแนกประเภทของสาร โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ เช่น การใช้สถานะเป็นเกณฑ์ จะแบ่งสารได้เป็น 3  สถานะ คือ ของแข็ง  ของเหลวและก๊าซ ถ้าใช้ลักษณะเนื้อสารเป็นเกณฑ์จะแบ่งเป็น  สารเนื้อเดียวกับสารเนื้อผสม

กิจกรรมที่ 1

                                              เรื่อง  จะจำแนกสารได้อย่างไร
---------------------------------------------------------------------------------------------

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อศึกษาวิธีการจัดสารต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่

                        
กิจกรรมที่ 1   จะจำแนกสารได้อย่างไร
นักเรียนลองช่วยกันจัด  สารต่าง ๆ ที่ครูนำมานี้      นักเรียนจะจัดจำแนกสารต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร   

    1. ดิน                                                                   6. ก้อนหิน
    2. กรรไกร                                                            7. ไม้บรรทัด
    3. น้ำหวาน                                                          8. น้ำหอม
    4. ดินน้ำมัน                                                         9. น้ำเกลือ
    5. จานกระเบื้อง                                                  10. อากาศ

นักเรียนจะมีวิธีการจำแนกเป็นหมวดหมู่ได้อย่างไร  ลองคิดดูสิ

 
กิจกรรมที่ 2

เรื่อง  การจำแนกสารตามลักษณะเนื้อสาร
----------------------------------------------------------------------

วัตถุประสงค์

                เพื่อศึกษาการจัดจำแนกสารโดยใช้ลักษณะเนื้อสารและสถานะของสาร
เป็นเกณฑ์ในการจำแนก

กิจกรรมกลุ่ม 

  1. ให้นักเรียนสังเกตสารแต่ละชนิด  แล้วจำแนกสารเป็นหมวดหมู่  โดยใช้เกณฑ์จำแนก

2    เกณฑ์  ได้แก่  สถานะของสาร  และลักษณะเนื้อสาร  แล้วเขียนเครื่องหมาย  /  เพื่อแสดงผลที่สังเกตได้ในตารางบันทึกผล
ตัวอย่างตารางบันทึกผล

สาร

 

           เกณฑ์การ

สาร/ลักษณะเนื้อสาร

   สถานะ

เป็นเนื้อเดียว

ไม่เป็นเนื้อเดียว

1. เมล็ดข้าวสุก

 

 

 

2. แป้งมัน

 

 

 

3. เกลือแกง

 

 

 

4. น้ำตาลทราย

 

 

 

5. น้ำพริก

 

 

 

6. ถ่าน

 

 

 

7. น้ำเกลือ

 

 

 

8. น้ำหวาน

 

 

 

9. น้ำส้มสายชู

 

 

 

10. ดิน

 

 

 

11. ลอดช่องน้ำกะทิ

 

 

 

12. ส้มตำ

 

 

 

จากกิจกรรมร่วมกันคิดตอบคำถาม

  1. สารต่าง ๆ มีสถานะอะไรบ้าง  และสารเหล่านั้นมีลักษณะเนื้อสารเป็นอย่างไร
  2. สารที่เป็นเนื้อเดียวมีสถานะอะไรบ้าง
  3. นักเรียนจะสรุปผลการสังเกตได้ว่าอย่างไร

 

 


สอน 2 ชั่วโมง เรื่อง การทดลองศึกษาองค์ประกอบของสารเนื้อเดียว





Untitled Document

สารเนื้อเดียว

สารเนื้อเดียว หมายถึง  สารที่มีสมบัติดังนี้

  1. เป็นสารที่มองเห็นเป็นเนื้อเดียวกันโดยตลอด มีองค์ประกอบทุกส่วนกลมกลืนกัน
  2. มีสมบัติเหมือนกันทุกส่วน  ถ้านำส่วนใดส่วนหนึ่งของสารนี้ไปทดสอบสมบัติจะแสดงสมบัติเหมือนกันทุกประการ
  3. สารเนื้อเดียว อาจมีสถานะเป็นของแข็ง  ของเหลว หรือก๊าซก็ได้
  4. สารเนื้อเดียว สามารถจำแนกตามองค์ประกอบเป็น 2  ประเภทคือ สารบริสุทธิ์และ

สารละลาย

กิจกรรมการทดลองที่ 1

เรื่อง องค์ประกอบของสารเนื้อเดียว

คำสั่ง ให้นักเรียนออกแบบการทดลอง ศึกษาในหัวข้อเรื่ององค์ประกอบของสารเนื้อเดียว โดยมีวัสดุอุปกรณ์ดังนี้

1.ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลม 1 ชุด

2.ตะแกรงลวด 1 อัน

3. จานหลุมโลหะ 1 อัน

4.หลอดหยด 3 อัน

5. บีกเกอร์ขนาด 50 ลูกบาศก์เวนติเมตร 3 ใบ

6.สารละลายโซเดียมคลอไรด์ 20 ลูกบาศก์เวนติเมตร

7.น้ำกลั่น 20 ลูกบาศก์เวนติเมตร

8. น้ำหวาน 20 ลูกบาศก์เวนติเมตร

ใบความรู้

-----------------------------------------------------------------

               สารบริสุทธิ์ หมายถึง สารเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียว  มีสมบัติเหมือนกันแบ่งเป็น
1. ธาตุ   คือ สารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วย ธาตุหรือสารชนิดเดียว  ไม่สามารถแยกหรือสลายออกเป็นสารอื่นได้  เช่น เงิน  ทอง  คาร์บอน  ออกซิเจน  เป็นต้น  จำแนกออกเป็น 3 ชนิดดังนี้

  1. โลหะ  มีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิปกติ  ยกเว้นปรอทที่เป็นโลหะ  แต่อยู่ใน

สถานะของเหลว  โลหะจะมีผิวเป็นมันวาว  มีจุดเดือดสูง และนำไฟฟ้าได้ดี  โลหะบางชนิดเป็นสารแม่เหล็ก  ตัวอย่างธาตุโลหะ เช่น  เหล็ก  ทองแดง  สังกะสี  แมกนีเซียม เป็นต้น

  1. อโลหะ เป็นได้ทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง  เช่น กำมะถันเป็นของแข็งสีเหลือง

 ธาตุโบรมีนเป็นของเหลวสีแดง  และคลอรีนเป็นก๊าซสีเขียวอ่อน อโลหะส่วนใหญ่มีสมบัติตรงกันข้ามกับโลหะ  เช่น กำมะถัน  เปราะ  ไม่นำไฟฟ้า  มีจุดเดือดต่ำ

  1. ธาตุกึ่งโลหะ  เป็นธาตุที่มีสมบัติกึ่งโลหะและอโลหะ เช่น โบรอนเป็นของแข็งสีดำ 

เปราะ  ไม่นำไฟฟ้า  มีจุดเดือดสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียส  ธาตุซิลิคอน  เป็นของแข็งสีเงินวาว  เปราะ  นำไฟฟ้าได้เล็กน้อย  มีจุดเดือด 3,265  องศาเซลเซียส เป็นต้น
       2. สารประกอบ  คือ สารที่ประกอบด้วยธาตุตั้งแต่  2  ชนิดขึ้นไป  มาทำปฏิกิริยาเคมี
กันด้วยสัดส่วนที่แน่นอน  กลายเป็นสารชนิดใหม่  มีสมบัติแตกต่างไปจากธาตุที่เป็นองค์ประกอบเดิม  ตัวอย่างของสารประกอบ เช่น  เกลือแกง  น้ำ  คาร์บอนไดออกไซด์ กรด  เบส  เป็นต้น

ใบงาน
เรื่อง   สารบริสุทธิ์
----------------------------------------------------------------------------------------------
คำชี้แจง     ให้นักเรียนทำกิจกรรมและตอบคำถามต่อไปนี้

  1. สารบริสุทธิ์จำแนกตามสถานะได้อย่างไร  จงยกตัวอย่างประกอบด้วย

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

  1. จำแนกสารบริสุทธิ์ตามประเภทของสารได้กี่ประเภท  อะไรบ้าง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

  1. ถ้านักเรียนมีสารบริสุทธิ์อยู่ชนิดหนึ่งจะบอกได้อย่างไรว่าเป็นธาตุหรือสารประกอบ

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

  1. ให้นักเรียนเติมข้อมูลลงในตารางให้สมบูรณ์

ตาราง  แสดงการเปรียบเทียบสมบัติของโลหะและอโลหะ

โลหะ

อโลหะ

1………………………………………
2……………………………………….
3………………………………………
4………………………………………
5………………………………………
6………………………………………

1…………………………………………
2…………………………………………
3…………………………………………
4………………………………………….
5…………………………………………
6………………………………………….

 

 


สัปดาห์ที่ 19 ระหว่างวันที่ 21 -25 กันยายน 2552

เป็นสัปดาห์สุดท้าย ที่นักเรียนจะต้องสอบปลายภาค วิชาวิทยาศาสตร์ สอบวันที่ 25 กันยายน 2552

download จุดประสงค์ออกข้อสอบปลายภาคเรียนที่ 1/2552

download จุดประสงค์ออกข้อสอบปลายภาคเรียนที่ 1/ 2552


สอน 1 ชั่วโมง เรื่อง แนะนำการเตรียมตัวสอบ อธิบายการดูจุดประสงค์ออกข้อสอบวิทยาศาศตร์





Untitled Document


แนะนำการเตรียมตัวสอบ และการดูจุดประสงค์ออกข้อสอบ
นักเรียนสามารถ
download จุดประสงค์ออกข้อสอบได้ ทั้ง File PDF และ File Word


สอน 2 ชัวโมง เรื่อง สารเนื้อผสม สารคอลลอยด์





Untitled Document

ใบความรู้

เรื่อง สารเนื้อผสม
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

               สารเนื้อผสม  หมายถึง  สารเนื้อผสม หมายถึง สารที่สังเกตเห็นเนื้อสารไม่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน   มีองค์ประกอบเป็นสารมากกว่า  1  ชนิด  และแสดงสมบัติของสารไม่เหมือนกันตลอดทุกส่วนของสาร  อาจเรียกว่า  สารผสม
                         สารผสม  หมายถึง  สารที่เกิดจากสารตั้งแต่  2  ชนิดมารวมกัน  โดยมีอัตราส่วนที่ไม่แน่นอน  ซึ่งผลที่ได้จากการรวมกันนี้        อาจจะได้สารใหม่ซึ่งมีสมบัติเป็นสารเนื้อเดียว  เช่น น้ำเกลือ  น้ำอัดลม  ทองเหลือง  นาก  เป็นต้น  หรือได้สารเนื้อผสม เช่น พริกกับเกลือ  น้ำกับแป้ง  ฝุ่นละอองในอากาศ  เป็นต้น
สมบัติของสารเนื้อผสม

  1. มีเนื้อสารที่ไม่เหมือนกับผสมอยู่
  2. มองเห็นความแตกต่างขององค์ประกอบของสาร    เนื่องจากเนื้อสารไม่รวมเป็น

                         เนื้อเดียวกัน

  1. สารเนื้อผสมอาจเป็นสารที่อยู่ในสถานะเดียวกันมารวมกัน  หรือต่างสถานะกัน

มารวมกันก็ได้  เช่น  ดินปนทราย  น้ำกับน้ำมัน  เป็นต้น
สารแขวนลอย  คือ ของผสมที่เกิดจากสาร  2  ชนิดมารวมกัน  โดยที่อนุภาคของสาร
ชนิดหนึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 10-4  เซนติเมตร  กระจายอยู่ในสารอีกชนิดหนึ่งที่เป็นตัวกลางสารแขวนลอยถ้ามองดูด้วยตาเปล่าจะมีลักษณะขุ่น  เนื่องจากโมเลกุลของสารที่แขวนลอยมีขนาดใหญ่หักเหแสงได้ไม่เท่ากัน  โมเลกุลเหล่านี้จะแขวนลอยอยู่ได้ไม่นาน

ใบงาน
เรื่อง  สารเนื้อผสม

----------------------------------------------------------------------------

คำชี้แจง  ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้

  1. จงบอกความเหมือน  และความแตกต่างระหว่างสารผสมกับสารเนื้อผสม

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

  1. ให้นักเรียนจัดจำแนกสารในตารางต่อไปนี้ว่าเป็นสารผสมที่เป็นเนื้อเดียว  หรือ

สารเนื้อผสมและให้บอกองค์ประกอบของสารนั้นด้วย

สาร

สารเนื้อเดียว

สารเนื้อผสม

องค์ประกอบของสาร

1. ทับทิมกรอบน้ำกะทิ

2. ทองเหลือง

3. ผงตะไบเหล็กผสม
ผงกำมะถัน

4. การบูรกับเกลือแกง

5. หมอก

6. น้ำเชื่อม

7. โคลน

8. น้ำอัดลม

9. วุ้น

10. น้ำส้มสายชู

ใบความรู้
เรื่อง  คอลลอยด์

---------------------------------------------------------------------------------

คอลลอยด์  หมายถึง  สารผสมที่ประกอบด้วยสาร 2 ชนิด        ซึ่งสารชนิดหนึ่งมีอนุภาค
เล็กกว่าสารแขวนลอย  คือ มีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 10-7 – 10-4  เซนติเมตร  แต่ใหญ่กว่าอนุภาคของสารละลาย  สามารถผ่านกระดาษกรองแต่ไม่สามารถผ่านกระดาษเซลโลเฟลได้ เรียกว่า
อนุภาคคอลลอยด์  ซึ่งอาจเป็นของแข็ง  ของเหลว  หรือก๊าซ  กระจายอยู่ในตัวกลางที่เป็นสารอีกชนิดหนึ่งที่อาจมีสถานะเป็นของแข็ง  ของเหลว  หรือก๊าซ  ได้เช่นกัน    และทำให้มองคล้ายเป็นสารเนื้อเดียว

ชื่อคอลลอยด์

อนุภาคคอลลอยด์

สารอีกชนิดหนึ่ง

หมอก

ละอองน้ำ(ของเหลว)

อากาศ(ก๊าซ)

ควันไฟ   ควันบุหรี่

ผงถ่าน (ของแข็ง)

อากาศ(ก๊าซ)

ฝุ่นละอองในอากาศ

ฝุ่นละออง (ของแข็ง)

อากาศ(ก๊าซ)

สีทาบ้าน

เม็ดสี(ของแข็ง)

น้ำ(ของเหลว)

ฟองอากาศในน้ำ

ฟองอากาศ(ก๊าซ)

น้ำ(ของเหลว)

                มีคอลลอยด์บางประเภทที่อนุภาคคอลลอยด์ไม่กระจายตัว เช่น น้ำมันพืชกับน้ำ  เมื่อเขย่าและตั้งทิ้งไว้สักพักหนึ่ง  น้ำกับน้ำมันพืชจะแยกจากกันเป็น  2  ชั้น โดยน้ำมันจะอยู่ข้างบนและน้ำจะอยู่ข้างล่าง  เรียกสารผสมนี้ว่า  อิมัลชัน
                เราสามารถทำให้อิมัลชันกลายเป็นสารผสมที่อยู่ตัวได้  โดยใช้สารที่สามผสมลงไป  เพื่อช่วยให้การผสมของสาร  2  สารดีขึ้น  เรียกสารที่ 3 นี้ว่า อิมัลซิไฟเออร์  หรือ อิมัลซิไฟอิง เอเจนต์ซึ่งมีหน้าที่ทำให้อนุภาคของคอลลอยด์แตกตัวมีขนาดเล็กลง  จึงอยู่ได้นาน เช่น    น้ำกับน้ำมันพืชไม่ผสมกัน  แต่ถ้าเติมน้ำสบู่ลงไปเล็กน้อย  น้ำกับน้ำมันพืชจะผสมกันได้  แสดงว่า น้ำสบู่เป็น

อิมัลซิไฟเออร์

                สารคอลลอยด์ในชีวิตประจำวัน
                มีสารคอลลอยด์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องในการดำรงชีวิตประจำวันของคนเรา  ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากการผสมสาร  เช่น  นม  น้ำสลัด  น้ำกะทิ  ควันบุหรี่  ฝุ่นละอองในอากาศ น้ำสบู่  ผงซักฟอก  แชมพูสระผม  คอลลอยด์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  และใช้ประโยชน์อย่างไร
สบู่หรือผงซักฟอก  ในการซักผ้าเราต้องการล้างไขมันและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าให้หลุดออกมากับน้ำที่แช่เสื้อผ้า   สบู่หรือผงซักฟอกจะทำหน้าที่เป็นอิมัลซิไฟเออร์

 

ใบงาน
เรื่อง  คอลลอยด์
---------------------------------------------------------------------------------------
 คำชี้แจง  จงเติมข้อความในตารางให้สมบูรณ์  และหาตัวอักษรเติมลงในช่องปริศนาคำไขว้
โดยใช้ข้อมูลตามที่ให้ไว้

  1. จากตารางให้นักเรียนระบุอนุภาค  และสารที่เป็นองค์ประกอบของคอลลอยด์

ชื่อคอลลอยด์

อนุภาคคอลลอยด์

สารอีกชนิดหนึ่ง

สีทาบ้าน

 

 

ฟองอากาศในน้ำ

 

 

น้ำสลัด

 

 

นมสด

 

 

  1. ให้นำตัวอักษรหน้าข้อความด้านขวามือ มาใส่หน้าข้อความด้านซ้ายมือ

ที่มีความสัมพันธ์สอดคล้อง กัน
……………1) สารที่ใช้ผสมลงไปเพื่อช่วยให้การผสมของสาร 2 ชนิด        ก. อิมัลชั่น
ดีขึ้น
……………2)  เป็นคอลลอยด์ที่เกิดจากอนุภาคของของแข็ง หรือ             ข. อิมัลซิไฟเออร์
ของเหลวกระจายตัวอยู่ในตัวกลางที่เป็นก๊าซ
…………….3) เป็นสารคอลลอยด์ที่ประกอบด้วยไขมันสัตว์ที่กระจาย         ค. หมอก
อยู่ในน้ำ
…………….4) คอลลอยด์ที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์                                           ง. เมฆ

จ.ควันบุหรี่
ฉ.น้ำนม

 


วิชาศิลปะ

วิชาศิลปะ

วิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์

สัปดาห์ที่ 1 18-22 พ.ค.2552







สัปดาห์ที่ 2 25-29 พ.ค.2552






















สัปดาห์ที่ 3 1-5 มิ.ย.2552



















สัปดาห์ที่ 4 8-12 มิ.ย.2552
















สัปดาห์ที่ 5 15-19 มิ.ย.2552
















สัปดาห์ที่ 6 22-26 มิ.ย.2552






















สัปดาห์ที่ 7 29-30 มิ.ย.52 1-3 ก.ค.2552






















สัปดาห์ที่ 8 6-10 ก.ค.2552




สัปดาห์ที่ 9 13-17 ก.ค.2552
















สัปดาห์ที่10 20-31 ก.ค.2552







สัปดาห์ที่11 3-7 ส.ค.2552













สัปดาห์ที่12 10-14 ส.ค.2552













สัปดาห์ที่13 17-21 ส.ค.2552










สัปดาห์ที่14 24-28 ส.ค.2552













สัปดาห์ที่15 31 ส.ค.52-4ก.ย.2552



















สัปดาห์ที่16 7-11ก.ย.2552



















วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม

วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม

7-11 ก.ย. 52 เรื่อง ร้อยละในชีวิตประจำวัน

ร้อยละในชีวิตประจำวัน

14-18 ก.ย. 52 เรื่อง เส้นมัธยฐานและเซนทรอยด์

เส้นมัธยฐานและเซนทรอยด์

21-25 ก.ย. 52 เรื่อง การสร้างมุม

การสร้างมุม

24-28 ส.ค. 52 เรื่อง การประยุกต์ของจำนวนเต็มและตัวเลข (1)

การประยุกต์ของจำนวนเต็มและตัวเลข (1)

31 ส.ค. 52- 4 ก.ย. 52 เรื่อง เรื่อง การประยุกต์ของจำนวนเต็มและตัวเลข (2)

เรื่อง การประยุกต์ของจำนวนเต็มและตัวเลข (2)

วิชาดนตรี

วิชาดนตรี

วิชาภาษาอังกฤษ

วิชาภาษาอังกฤษ

14-18/09/2009

Have got/Has got

1-4/09/2009

Verb to be

24-28/08/2009

There is / There are

7-11/09/2009

Present simple tense

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาไทย

วิชาภาษาไทย

24 - 28 สิงหาคม 2552 เรื่อง การเขียนจดหมาย

การเขียนจดหมาย

เรื่อง คำพ้อง

เรื่อง คำพ้อง

เรื่อง เพื่อนกัน

เรื่อง เพื่อนกัน

เรื่อง เสียงเพลงกับเสียงกรี๊ด

เสียงเพลงกับเสียงกรี๊ด

เรื่อง ภาษาพูด ถาษาเขียน

ภาษาพูด ภาษาเขียน

วิชาสังคม/พุทธศาสนา/คำสอน

วิชาสังคม/พุทธศาสนา/คำสอน

1กันยายน 2552 เรื่องพุทธประวัติ(ทดสอบ)

พุทธประวัติ

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาสังคมศึกษา

ภาคเรียนที่ 1 / 2552

17 ก.ย 52 ข้อสอบเรื่องภูมิศาสตร์

ข้อสอบเรื่องภูมิศาสตร์

17 ก.ย 52 ภูมิศาสตร์

เรื่องภูมิศาสตร์

19 ก.ย 52 แด่ผู้สอบตก

ผู้สอบตกคลิกที่นี่

19 ก.ย 52 ใบงานแผนที่

ใบงานแผนที่ประเทศไทย

21-22 กันยายน 2552 แบบฝึกหัดภูมิศาสตร์ ม.1

เรื่อง ภูมิประเทศภาคเหนือของไทย
คำชี้แจง ให้ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายสรุปในประเด็นคำถามต่อไปนี้
๑. จงเติมชื่อจังหวัดในภาคเหนือให้ครบทุกจังหวัด ภาคเหนือมีทั้งหมด ..... จังหวัด จงเรียงลำดับจากจังหวัดที่ใหญ่ที่สุด
....................................................................... ....................................................................... ....................................................................... ....................................................................... .......................................................................

๒. จงเขียนสรุปลักษณะภูมิประเทศในภาคเหนือ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
๓. แม่น้ำและภูเขาที่สำคัญในภาคเหนือได้แก่อะไรบ้าง ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................

เรื่อง ภูมิประเทศภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
คำชี้แจง ให้นักเรียนอภิปรายและทำกิจกรรมร่วมกันในหัวข้อที่กำหนดให้
๑. จงเติมชื่อจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ครบทุกจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีทั้งหมด ......... จังหวัด จงเรียงลำดับจากจังหวัดที่ใหญ่ที่สุด
............................................................ ............................................................ ............................................................ ............................................................ ............................................................ ............................................................

๒. จงเขียนสรุปลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
๓. แม่น้ำและภูเขาที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่อะไรบ้าง ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ภูมิศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภูมิศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มัธยมศึกษาปีที่ 2

วิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์

24 - 28 สิงหาคม 2552

ใบงาน

วิชาสังคม/พุทธศาสนา/คำสอน

วิชาสังคม/พุทธศาสนา/คำสอน

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม

วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม

วิชาคอมพิวเตอร์

วิชาคอมพิวเตอร์

1- 5 กุมภาพันธ์ 2553

การสร้างโฟล์เดอร์

8 - 12 กุมภาพันธ์ 2553

การสร้างไฮเปอร์ลิงค์

วิชาดนตรี

วิชาดนตรี

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาไทย

วิชาภาษาไทย

17-21 สิงหาคม 2552

คำนามราชาศัพท์

18 กันยายน 2552

กริยาราชาศัพท์

23 กันยายน 2552

บทเสภา

26 - 28 สิงหาคม 2552

การเขียนจดหมาย

7 - 11 กันยายน 2552

ประโยค

วิชาวิทยาศาสตร์

วิชาวิทยาศาสตร์

1-5 กันยายน 2552 เรื่อง การสะท้อนของแสง

การสะท้อนของแสง

วิชาศิลปะ

วิชาศิลปะ

วิชาสังคมศึกษา

วิชาสังคมศึกษา

วิชาภาษาอังกฤษ

1 กันยายน 2552 เรื่อง Present Perfect Tense

Present Perfect Tense

17-28 สิงหาคม 2552 เรื่อง Present Simple Tense,Present Continuous Tense and Present Perfect Tense

Present Perfect Tense

2 กันยายน 2552 เรื่อง Past simple tense

Past simple tense

28 สิงหาคม 2552 เรื่อง Present Simple Tense

Present Simple Tense

29 สิงหาคม 2552 เรื่อง การทำเป็นประโยคคำถาม

การทำเป็นประโยคคำถาม

3 กันยายน 2552 เรื่อง Nouns

Nouns

30 สิงหาคม 2552 เรื่อง Present Continuous Tense

Present Continuous Tense

31 สิงหาคม 2552 เรื่อง แบบฝึกหัด

แบบฝึกหัด

ภาษาอังกฤษ

เรื่อง Past Simple Tense

17 August - 5 September 2009

Question Tags

Question Tags

มัธยมศึกษาปีที่ 3

มัธยมศึกษาปีที่ 3

วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

วิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์

13 กรกฎาคม 2552

กราฟเส้นตรง

15 กย 2552 พื้นที่ผิวและปริมาตร

พื้นที่ผิวและปริมาตร
แบบฝึกหัด

วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม

วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม

วิชาคอมพิวเตอร์

วิชาคอมพิวเตอร์

1- 5 กุมภาพันธ์ 2553

การตกแต่งข้อความ

วิชาดนตรี

วิชาดนตรี

วิชาภาษาอังกฤษ

วิชาภาษาอังกฤษ

14-18 กันยายน 2552

แบบทดสอบ

ใบงาน เรื่อง present perfect tense

present perfect tense

21 - 25 กันยายน 52

Past Simple Tense

24-28 สิงหาคม 2552

เรื่อง Present perfect tense

7-11 กันยายน 2552

ใบงาน

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาไทย

วิชาภาษาไทย

1-5 กันยายน 2552 เรื่อง คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต

โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
งาน - ใบความรู้ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552
...........................................................................................................................................................................ลักษณะคำไทยที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต
1. คำไทยที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต มักมีตัวการันต์อยู่ด้วย เช่น พราหมณ์ จักร
ศาสตร์ กษัตริย์ เกณฑ์ เล่ห์ สวรรค์ อารมณ์
2. คำไทยที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤตมักมีหลายพยางค์ส่วนมากใช้เป็นคำนาม กริยาและ
วิเศษณ์ เช่น บิดามารดา ศีรษะ บุษบา ปรีดี ประเสริฐ
3. คำที่ประสมด้วยพยัญชนะต่อไปนี้ ฆ ญ ฌ ฏ ฎ ฒ ธ ภ ศ ษ ฤ
4. คำที่สะกดแตกต่างไปจากคำไทยแท้
5. คำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม้ไต่คู้ ไม่ใช่คำบาลี-สันสกฤต ยกเว้นบางคำที่ไทยมาเติม
วรรณยุกต์เอกภายหลัง เช่น พ่าห์ อาทิตย์ ทุกข์ เสน่ห์

ข้อแตกต่างระหว่างคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต
1. พยัญชนะ ภาษาบาลีใช้พยัญชนะ 33 ตัว ส่วนภาษาสันสกฤตใช้พยัญชนะ 35 ตัว พยัญชนะสันสกฤตเพิ่มจากภาษาบาลี 2 ตัว คือ ศ,ษ
2. สระ ภาษาบาลีใช้สระ 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ส่วนภาษาสันสกฤตใช้ 14 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ฤ ฤา ฦ ฦา ไอ เอา
3. ภาษาบาลี มี ฬ เช่น จุฬา เมาฬี นาฬิกา ส่วน สันสกฤตใช้ ฑ เช่น จุฑา ครุฑ กรีฑา
4. ภาษาบาลี ไม่นิยมใช้อักษรควบกล้ำ ภาษาสันสกฤตนิยมใช้อักษรควบกล้ำ เช่น
กีฬา (บาลี) กรีฑา (สันสกฤต)
จุฬา (บาลี) จุฑา (สันสกฤต)
ครุฬ (บาลี) ครุฑ (สันสกฤต)
5. บาลีไม่ใช้ รร ส่วนสันสกฤตใช้ รร เช่น ธรรม สวรรค์ ครรภ์
6. บาลีมีตัวสะกดตัวตามแน่นอนกว่าคำมาจากสันสกฤต

พยัญชนะบาลีและสันสกฤต
วรรค แถว1 แถว2 แถว3 แถว4 แถว5
วรรค กะ ก ข ค ฆ ง
วรรค จะ จ ฉ ช ฌ ญ
วรรค ฏะ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
วรรค ตะ ต ถ ท ธ น
วรรค ปะ ป ผ พ ภ ม
เศษวรรค ย ร ล ว (ศ,ษ) ส ห ฬ อ (นฤคหิต)

หลักเกณฑ์การใช้ตัวสะกดสำหรับคำบาลี
พยัญชนะวรรคแถวที่เป็นตัวสะกดได้คือ แถวที่ 1,3 และ 5
พยัญชนะวรรคแถวที่ 2 กับ 4 เป็นตัวสะกดไม่ได้
- พยัญชนะวรรคแถวที่ 1 สะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 1 หรือ 2 ตาม เช่น จักกะ อัตตะ สัจจะ มัจฉา ทุกข์ วัตถุ บุปผา
- พยัญชนะวรรคแถวที่ 3สะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 3 หรือ 4 ตาม เช่น อัคคี วัชชี พยัคฆ์ มัชฌิม สิทธิ ทุพภิกขภัย
- พยัญชนะวรรคแถวที่ 5 สะกด พยัญชนะทุกตัวในวรรคจะตามได้ ยกเว้น ง ตามตัวเองไม่ได้ เช่น สงค์ บัญชา เกณฑ์ นิมนต์ สุคนธ์ กินนร
- พยัญชนะเศษวรรคที่เป็นตัวสะกดโดยใช้ตัวเองตาม เช่น อัสสาสะ อัยยิกา วัลลา วัลลภ

ตัวอย่างคำเทียบบาลีและสันสกฤต
คำที่ไทยใช้ คำบาลี คำที่ไทยใช้ คำสันสกฤต
กิริยา กิริยา กริยา กฺริยา
กีฬา กีฬา กรีฑา กฺรีฑา
กัตติกา กตฺติกา กฤติกา กฺฤตฺติกา
กัณหะ,กัณหา กณฺห กฤษณะ,กฤษณา กฺฤษฺณ
กัญญา กญฺญา กันยา กนฺยา
กัป กปฺป กัลป์ กลฺป
กัม กมฺม กรรม กรฺม
การุญ การุญฺญ การุณย์ การุณฺย
กาสาวะ กาสาว กาษายะ กาษาย
กิตติ กิตฺติ กีรติ,เกียรติ,เกียรติ์ กีรติ
เกส,เกสา เกส เกศ,เกศา เกศ
ขณะ ขณ กษณะ กฺษณ
ขันธ์ ขนฺธ สกันธ์,สกนธ์ สกนฺธ
ขัย ขย กษัย กษย
ขีระ ขีร กษีระ,กษิระ,เกษียร กฺษีร
เขต เขตฺต เกษตร เกฺษตฺร
เขมะ เขม เกษม เกฺษม

ลักษณะของคำสมาส
1. ต้องเป็นคำมาจากภาษาบาลีสันสกฤตเท่านั้น เช่น พลการ ประวัติศาสตร์ รัฐมนตรี จริยศึกษา วิทยฐานะ
2.พยางค์สุดท้ายของคำหน้าประวิสรรชนีย์หรือใส่ตัวการันต์ไม่ได้ เช่น
ยุทธ์ + วิธี = ยุทธวิธี
ทัศน์ + คติ = ทัศนคติ
แพทย์ + สมาคม = แพทยสมาคม
พาณิชย์ + การ = พาณิชยการ
ศิลปะ + กรรม = ศิลปกรรม
หัตถะ + กรรม = หัตถกรรม
สาธารณะ + ประโยชน์สาธารณประโยชน์
3. ต้องอ่านให้มีเสียงสระเนื่องกันคือ ออกเสียงที่พยางค์สุดท้ายของคำหน้า
ธนบัตร อ่านว่า ทะ-นะ-บัด
ธาตุเจดีย์ อ่านว่า ทาด-ตุ-เจ-ดี
สวัสดิมงคล อ่านว่า สะ-หวัด-ดิ-มง-คน
ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประ-หวัด-ติ-สาด
อักษรศาสตร์ อ่านว่า อัก-สอ-ระ-สาด
กรณียกิจ อ่านว่า กะ-ระ-นี-ยะ-กิด
4.ต้องแปลศัพท์จากข้างหลังย้อนไปหาศัพท์ข้างหน้า เช่น
กากบาท แปลว่า ตีนกา
มหกรรม แปลว่า การฉลองครั้งยิ่งใหญ่
วิทยาธร แปลว่า ผู้มีวิชา
ปฐมวัย แปลว่า วัยที่แรก
ธรรมจารี แปลว่า ผู้ประพฤติธรรม
วิทยาทาน แปลว่า การให้ความรู้
พุทธศาสนา แปลว่า ศาสนาพุทธ
บางกรณีอาจต้องแปลจากหน้าไปหลังหรือจากหลังไปหน้า แต่ความหมายต้องไม่ต่างกัน เช่น
ทาสกรรมกร แปลว่า ทาสและกรรมกร
บุตรภรรยา แปลว่า บุตรและภรรยา
สมณพราหมณ์ แปลว่า สมณะและพราหมณ์
5.คำสมาสที่มีคำว่า ‘พระ’ นำหน้าศัพท์ที่มาจากบาลีและสันสกฤต(คำว่าพระแผลงมาจาก วรร)เช่น พระบาท พระธิดา พระกร พระนลาฎ พระพุทธ พระครู พระเคราะห์ พระชงฆ์ พระประธาน พระเดชพระคุณ พระรูป พระภูมิ ฯลฯ
6.คำสมาสบางคำที่ลงท้ายด้วย “กรรม” “ศาสตร์” “ภาพ” “ภัย” “วิทยา” “ลักษณ์” “ภัณฑ์” “บดี” “การ” “ธรรม” ฯลฯ เช่น กายกรรม เศรษฐศาสตร์ มิตรภาพ วาตภัย ชีววิทยา ฉันทลักษณ์ ศึกษาภัณฑ์ คหบดี
อรรถคดี พาณิชยการ คุณธรรม
7.คำประสม และ วลี ซึ่งมีลักษณะคล้ายคำสมาส แต่ไม่ใช่คำสมาส เช่น
เทพเจ้า เจ้า เป็นคำภาษาไทย
ผลไม้ ไม้ เป็นคำภาษาไทย
ราชวัง วัง เป็นคำภาษาไทย
พระขนง ขนง เป็นคำภาษาเขมร

ลักษณะคำไทยที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต
1.คำไทยที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต มักมี
ตัวการันต์อยู่ด้วย เช่น พราหมณ์ จักร์ ศาสตร์
กษัตริย์ เกณฑ์ เล่ห์ สวรรค์ อารมณ์
2.คำไทยที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤตมักมีหลาย
พยางค์ส่วนมากใช้เป็นคำนาม กริยาและ
วิเศษณ์ เช่น บิดามารดา ศีรษะ บุษบา ปรีดี
ประเสริฐ
3. คำที่ประสมด้วยพยัญชนะต่อไปนี้ ฆ ญ ฌ ฏ ฎ
ฒ ธ ภ ศ ษ ฤ
4. คำที่สะกดแตกต่างไปจากคำไทยแท้
5. คำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม้ไต่คู้ ไม่ใช่คำ
บาลี-สันสกฤต ยกเว้นบางคำที่ไทยมาเติม
วรรณยุกต์เอกภายหลัง เช่น พ่าห์ อาทิตย์
ทุกข์ เสน่ห์

ข้อแตกต่างระหว่างคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต
1.พยัญชนะ ภาษาบาลีใช้พยัญชนะ 33 ตัว ส่วน
ภาษาสันสกฤตใช้พยัญชนะ 35 ตัว พยัญชนะ
สันสกฤตเพิ่มจากภาษาบาลี 2 ตัว คือ ศ,ษ
2.สระ ภาษาบาลีใช้สระ 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ
อู เอ โอ ส่วนภาษาสันสกฤตใช้ 14 ตัว คือ อะ อา
อิ อี อุ อู เอ โอ ฤ ฤา ฦ ฦา ไอ เอา
3.ภาษาบาลี มี ฬ เช่น จุฬา เมาฬี นาฬิกา ส่วน สันสกฤตใช้ ฑ เช่น จุฑา ครุฑ กรีฑา
4.ภาษาบาลี ไม่นิยมใช้อักษรควบกล้ำ ภาษาสันสกฤตนิยมใช้อักษรควบกล้ำ เช่น
กีฬา (บาลี) กรีฑา (สันสกฤต)
จุฬา (บาลี) จุฑา (สันสกฤต)
ครุฬ (บาลี) ครุฑ (สันสกฤต)
5.บาลีไม่ใช้ รร ส่วนสันสกฤตใช้ รร เช่น ธรรม สวรรค์ ครรภ์
6.บาลีมีตัวสะกดตัวตามแน่นอนกว่าคำมาจากสันสกฤต

พยัญชนะบาลีและสันสกฤต
วรรค แถว1 แถว2 แถว3 แถว4 แถว5
วรรค กะ ก ข ค ฆ ง
วรรค จะ จ ฉ ช ฌ ญ
วรรค ฏะ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
วรรค ตะ ต ถ ท ธ น
วรรค ปะ ป ผ พ ภ ม
เศษวรรค ย ร ล ว (ศ,ษ) ส ห ฬ อ (นฤคหิต)

หลักเกณฑ์การใช้ตัวสะกดและตัวตามสำหรับคำบาลี
-พยัญชนะวรรคแถวที่เป็นตัวสะกดได้คือ แถวที่ 1,3 และ 5 พยัญชนะวรรคแถวที่ 2 กับ 4 เป็นตัวสะกดไม่ได้
- พยัญชนะวรรคแถวที่ 1 สะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 1 หรือ 2 ตาม เช่น จักกะ อัตตะ สัจจะ มัจฉา ทุกข์ วัตถุ บุปผา
- พยัญชนะวรรคแถวที่ 3สะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 3 หรือ 4 ตาม เช่น อัคคี วัชชี พยัคฆ์ มัชฌิม สิทธิ ทุพภิกขภัย
- พยัญชนะวรรคแถวที่ 5 สะกด พยัญชนะทุกตัวในวรรคจะตามได้ ยกเว้น ง ตามตัวเองไม่ได้ เช่น สงค์ บัญชา เกณฑ์ นิมนต์ สุคนธ์ กินนร
- พยัญชนะเศษวรรคที่เป็นตัวสะกดโดยใช้ตัวเองตาม เช่น อัสสาสะ อัยยิกา วัลลา วัลลภ

แบบทดสอบ
1. ข้อใดเป็นคำบาลีทั้งหมด
ก. อาชญา อาตมา ลัทธิ
ข. ภิกขุ บุปผา สิริ
ค. ทุกข์ มรรยาท อุตส่าห์
ง. ยุทธ กฤษณะ อัศจรรย์
2.ข้อใดเป็นบาลีทั้งหมด
ก. บาตร วัฒนา บุคคล
ข. สังข์ ปัญญา หัตถี
ค. วุฒิ ริษยา ปรารถนา
ง. ประมาท เกษตร พัสดุ

3.ข้อใดเป็นบาลีทั้งหมด
ก. ครุฑ เขต ศรัทธา
ข. วัตร ประดิษฐ์ อาจารย์
ค. สัญญา ปัจจุบัน นักขัต
ง. สถาน ศาลา บัตร
4. ข้อใดเป็นบาลีทั้งหมด
ก. ธัญญา วิทยา รัศมี
ข. ปัญหา กัณหา จักรวาล
ค.ปัญญา ฐานะ ถาวร
ง. สิกขา วัฒนา อัศจรรย์

5. ข้อใดเป็นภาษาสันสกฤตทั้งหมด
ก. สภาพ สมุทร ศักดิ์
ข. วุฒิ สตรี เขต
ค. บุคคล ธรรม ปรารถนา
ง. เศรษฐี อุตส่าห์ ปกติ
6. ข้อใดเป็นภาษาสันสกฤตทั้งหมด
ก. รักษ์ บุญ ศีรษะ
ข. ภาษา วัสดุ มิจฉา
ค. สุภาษิต กุศล ไมตรี
ง. วิญญู ศศิ เสถียร

แบบฝึกหัด
จงบอกคำที่กำหนดให้ว่ามาจากภาษาใด(บาลี-สันสกฤต)
๑. จริยา = บาลี
๒. ดัชนี
๓. จุฬา
๔. จรรยา
๕. นฤคหิต
๖. ปฐม
๗.วิชา
๘.วิทยุ
๙.พิสดาร
๑๐.วุฒิ
๑๑.รัตติ
๑๒.รังสี
๑๓.แพทย์
๑๔.ยุติ
๑๕.สถาปนา
๑๖.ประณต
๑๗.บุญ
๑๘.ปริญญา
๑๙.วิทยา ๒๐.ปรีชา

จงแยกคำที่กำหนดให้ต่อไปนี้ว่ามาจากภาษาใด
กิริยา กัณหา การุญ เกสา เขต จริยา จักขุ ฐาน
ดัชนี ตัณหา ธัมม ถาวร บุญ สิริ ปทุม ทิฐิ ภริยา
ปัจฉิม รัฐ สถูป เวช วิชา รังสี วิรุณ โมกข์
ราตรี ภรรยา รัศมี วัสดุ พิสดาร แพทย์ พรรษา
ฤดู ยักษ์ ประณต สถาพร ปถพี อิศวร ไอราวัณ
อินทร์ ศึกษา หัสดิน อัคนี อัปสร อาตมา อารยะ
ไพฑูรย์ วิทยุ สถาน ประถม

14-18 กันยายน 2552 เรื่อง การย่อความ

การย่อความ
หลักเกณฑ์ทั่วไปของการย่อความ
ย่อความที่สมบูรณ์มีลักษณะและมีวิธีการย่อดังนี้
1. มีแบบการขึ้นคำนำตามประเภทของข้อความ
2. ต้องเปลี่ยนสรรพนามบุรุษที่1 หรือ 2 เป็นบุรุษที่ 3
3. ต้องเปลี่ยนสำนวนโวหารเป็นของผู้ย่อเอง ห้ามยกข้อความเดิมมาโดยมิได้ดัดแปลงแก้ไขสำนวนเดิม ถ้าข้อความเดิมใช้ราชาศัพท์อย่างใดให้คงราชาศัพท์ไว้อย่างนั้น ถ้าข้อความเดิมเป็นร้อยกรองให้เปลี่ยนเป็นร้อยแก้ว
4. ใจความที่ย่อแล้ว ต้องมีชื่อเรื่อง ถ้าข้อความเดิมไม่มีชื่อเรื่อง ต้องคิดตั้งขึ้นเอง
5. ใจความที่ย่อแล้วควรเขียนติดต่อกันไป ไม่ต้องย่อหน้าตามข้อความเดิม เว้นแต่ข้อความเดิมมิได้มีความสัมพันธ์กัน แยกกันเป็นเรื่องๆอยู่แล้ว
6. ก่อนลงมือย่อ ต้องอ่านข้อความนั้นๆให้เข้าใจแจ่มแจ้ง แล้วหาประโยคใจความสำคัญ และประโยคประกอบของแต่ละย่อหน้า
7. นำประโยคใจความสำคัญและประโยคประกอบที่เด่นๆมาเรียบเรียงใหม่ให้ได้ใจความกลมกลืนกัน
8. ย่อความมีขนาดต่างๆกัน ตามความประสงค์ของผู้ย่อ ย่อความที่สั้นที่สุดเก็บแต่ประโยคใจความสำคัญ โดยทั่วไป นอกจากจะเก็บใจความดังกล่าวแล้วยังรวมใจความของประโยคประกอบที่เด่นๆไว้ด้วย

แบบการขึ้นคำนำย่อความ
การขึ้นคำนำย่อความ จะต้องบอกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อความนั้นว่าเป็นประเภทใด เรื่องอะไร ใครเขียน หรือเกี่ยวข้องกับผู้ใด ในโอกาสใด เมื่อไร เช่น

ข่าวเรื่อง.............จาก.....ความว่า.....

นิทานเรื่อง.....ของ.......ความว่า......

จดหมายประเภท..........ของ.........ถึง.........ลงวันที่..........ความว่า...........

ประกาศของ.......เรื่อง......แก่......เมื่อ......ความว่า..........

ปาฐกถาของ.........เรื่อง......แก่..... ที่.............เมื่อ............ความว่า..........

7-11 กันยายน 2552 เรื่อง คำราชาศัพท์

ราชาศัพท์
ราชาศัพท์ ตามรูปศัพท์ หมายถึง ถ้อยคำสำหรับพระราชา ปัจจุบัน หมายถึงถ้อยคำที่กำหนดไว้ใช้กับผู้ควรเคารพ ตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดิน พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ พระศาสดา พระสงฆ์ ข้าราชการ ตลอดจนบุคคลอื่นที่อยู่ในฐานะที่ควรเคารพ ใช้ในโอกาสต่างๆได้ทั้งโดยวาจาและลายลักษณ์อักษร
ข้อสังเกตการใช้คำราชาศัพท์
๑.คำที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว ไม่ต้องใช้ “ทรง” นำหน้า เช่น ประทับ ตรัส โปรด เสวย เสด็จ เสด็จพระราชดำเนิน เสด็จประพาส พระราชทาน ทอดพระเนตร แย้มพระโอษฐ์ สวรรคต สิ้นพระชนม์ มีพระราชปฏิสันถาร มีพระบรมราชโองการ มี
พระราชดำริ มีพระราชดำรัส เป็นพระราชโอรส เป็นพระประมุข เสด็จไปทรงเป็นประธาน
๒.ใช้ ทรง นำคำนามราชาศัพท์ เช่น ทรงพระอักษร ทรงพระดำเนิน ทรงพระพิโรธ ทรงพระประชวร
๓.ใช้ ทรง นำคำธรรมดา เช่นทรงธรรม ทรงบาตร ทรงศีล ทรงรถ ทรงยินดี ทรงดนตรี ทรงระนาด ทรงเรือใบ ทรงเป็นอาคันตุกะ
๔.การใช้ พระบรมมหาราช พระบรมราช และพระบรม ใช้นำหน้าคำนามที่มีความสำคัญเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินเพื่อแสดงเกียรติยศ ส่วนมากมาจากภาษาบาลี สันสกฤต เช่นพระบรมราโชวาท พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชโองการ พระบรมราโชบาย
๕.พระราช นำหน้านามที่มีความสำคัญรองลงมา เช่น พระราชทรัพย์ พระราชดำรัส พระราชพาหนะ
๖.หลวง ใช้ประกอบข้างท้ายคำไทยสามัญ เช่น ม้าหลวง รถหลวง
๗.ต้น เป็นอีกคำหนึ่งที่ประกอบท้ายคำไทยสามัญ เช่น เครื่องต้น ม้าต้น ช้างต้น

ตัวอย่างคำราชาศัพท์ที่ควรทราบ
คำสามัญ คำราชาศัพท์
กรรไกร พระแสงปนาค
กระพุ้งแก้ม พระกำโบล
กล้วยไข่ กล้วยกระ
นิ้วมือ นิ้วพระหัตถ์ พระองคุลี
ของกิน เครื่องเสวย
เครือตดหมูตดหมา เถาตูดหมูตูดหมา

ชั่วโมงหน้าสอบนะคะ เรื่องคำราชาศัพท์

จงกาเครื่องหมายผิด หรือถูกหน้าข้อความที่กำหนดให้
๑......เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พลับพลาพิธีแล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย
๒......พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานวุฒิสภา....
๓......สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารเสด็จออกแทนพระองค์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน
๔.......พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้...
๕.......พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
๖.......สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารเสด็จนำราชอาคันตุกะทั้งสองไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๗........สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงพระเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา
๘.......ทรงพระอักษร ทรงพระดำเนิน ทรงพระพิโรธ
๙......ทรงทอดพระเนตร ทรงเสด็จพระราชดำเนิน
๑๐.......ใส่บาตร-ตักบาตร
๑๑......อ้วน-ทรงพ่วงพี
๑๒......เอ็นดู-โปรด
๑๓........หอยอีรม-หอยนางรม
๑๔.....ใส่กุญแจ-ลั่นกุญแจ
๑๕....อาหารคาว-เครื่องคาว
๑๖....ขนมเทียน-ขนมบัวสาว
๑๗...เล่นกีฬา-ทรงกีฬา
๑๘...ขี้ไคล-พระเมโท
๑๙......ศพ-พระบรมศพ
๒๐.....เจ็ดอย่าง-เจ็ดประการ

วิชาวิทยาศาสตร์

วิชาวิทยาศาสตร์

1-5/ 06/ 2009 เรื่องกระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

เกรเกอร์ โยฮัน เมนเดล เป็น “บิดาแห่งพันธุศาสตร์

การทดลองของเมนเดล
เมนเดล อธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏในรุ่นลูก (F1)
• อันดับแรก- ผสมพันธุ์ถั่วลันเตาที่มีประวัติสูงทุกรุ่นกับต้นเตี้ยแคระ ผลปรากฏพบว่าได้รุ่นลูก (F1) ต้นสูงทุกต้น
• อันดับสอง- เอาเมล็ดของรุ่นลูก (F1) ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ภายในดอกเดียวกันมาเพาะเมล็ด ปรากฏว่าได้รุ่นหลาน (F2) เป็นต้นสูงมากกว่าต้นเตี้ยในอัตราส่วน 3:1
เมนเดล อธิบายผลการทดลองว่า
• ลักษณะต้นสูงที่ปรากฏในทุกรุ่น เรียกว่า “ลักษณะเด่น”
• ลักษณะต้นเตี้ยแคระที่มีโอกาสเกิดในบางรุ่น เรียกว่า “ลักษณะด้อย”

7 ลักษณะที่เมนเดลศึกษา

ลักษณะที่ศึกษา ลักษณะเด่น ลักษณะด้อย
1. รูปร่างของเมล็ด เรียบ ขรุขระ
2. สีของเมล็ด เหลือง เขียว
3. สีของดอก แดง ขาว
4. ตำแหน่งของดอก ที่ลำต้น ที่ปลายยอด
5. รูปร่างของฝัก อวบ คอด
6. สีของฝัก เขียว เหลือง
7. ความสูงของลำต้น สูง เตี้ย

กฎของเมนเดล

1.กฎแห่งการแยกตัว (Law of segregation) แอลลีนของยีนที่อยู่เป็นคู่กัน จะแยกตัวออกจากกันเมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์

2.กฎการจับคู่กันอย่างอิสระ ยีนมีความอิสระในการที่จะไปจับคู่กัน

วิธีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

1.ผ่านทางโครโมโซมร่างกาย

2. ผ่านทางโครโมโซมเพศ

ทดสอบหลังเรียน
1. ให้บอกกฎของเมนเดลว่ามีอะไรบ้าง
2. ให้บอกลักษณะทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางโครโมโซมเพศมา 1 ลักษณะ
3. ให้บอกลักษณะทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางโครโมโซมร่างกายมา 1 ลักษณะ

18-22 /05 /2009 เรื่องลักษณะทางพันธุกรรม

ลักษณะทางพันธุกรรม
ลักษณะทางพันธุกรรม คือ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมโดยยีนซึ่งสามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อไปได้โดยอาศัยเซลล์สืบพันธุ์ เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอด

ความแปรผันของลักษณะทางพันธุกรรม (genetic variation)
1. ลักษณะทางพันธุกรรมที่แปรผันไม่ต่อเนื่อง (discontinuous variation)
เป็นการแปรผันที่แยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาด คือ มีหรือไม่มี เช่น การมีลักยิ้มและการไม่มีลักยิ้ม ผมหยักและผมตรงหมู่เลือด คือหมู่ A, B, AB, O ถนัดซ้ายถนัดขวา
2. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันต่อเนื่อง (continuous variation)
เป็นการแปรผันที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้เด่นชัด เช่นลักษณะผิวของคนมีตั้งแต่ดำสนิท ดำปานกลาง ดำน้อยลงเรื่อยๆจนถึงผิวขาว

ทดสอบหลังเรียน
ให้บอกลักษณะทางพันธุกรรมที่แปรผันไม่ต่อเนื่องและลักษณะทางพันธุกรรมที่แปรผันต่อเนื่องมาอย่างละ 3 ข้อ

25-29 /05 /2009 เรื่องโครโมโซมและสารพันธุกรรม

โครโมโซมและสารพันธุกรรม

27-31/ 07/ 2009 เรื่องระบบนิเวศ

ระบบนิเวศ (Ecosystem)
หมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ในแหล่ง ที่อยู่อาศัย ณ ที่ใดที่หนึ่ง

สิ่งแวดล้อมอาจแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท
1. สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต (Abiotic Environment) หรือปัจจัยทางกายภาพ (Physical Factor) เช่น ดิน ก้อนหิน แสงแดด เป็นต้น
2. สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต (Biotic Environment) หรือปัจจัยทางชีวภาพ (Biotic Factor) เช่น ต้นไม้ สัตว์

ระบบนิเวศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. ระบบนิเวศบนบก (Terrestial Ecosystems)

2. ระบบนิเวศในน้ำ (Aquatic Ecosystems)

แบบฝึกหัด

1. คนจัดเป็นสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะเหตุใด
- คนจัดเป็นสิ่งแวดล้อม เพราะคนเป็นสิ่งมีชีวิต และถูกจัดเป็นพวกสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ
2. เพราะเหตุใดจึงจัดจุลินทรีย์เป็นสิ่งแวดล้อม จงยกตัวอย่างจุลินทรีย์ที่รู้จักมา 5 ชนิด
-เพราะจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง และมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในระบบนิเวศ นั่นคือ การย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ เช่น แบคทีเรีย รา ยีสต์ โปรโตซัว ไวรัส
3. สังเกตภาพ บอกได้หรือไม่ว่าอะไรบ้างเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต และอะไรบ้างเป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต
-สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต ได้แก่ มนุษย์ ต้นไม้ จุลินทรีย์
-สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต ได้แก่ ม้านั่ง ถนน จักรยาน
4. จงบอกสิ่งมีชีวิตในห้องเรียนมาให้มากที่สุด
-มนุษย์ ยุง ไวรัส แบคทีเรีย มด เชื้อรา เหา
5. ถ้านักเรียนไปอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่ห้องเรียน สิ่งแวดล้อมจะต่างไปจากเดิมหรือไม่อย่างไร
-ต่างไปจากเดิม เพราะสิ่งแวดล้อมอื่นที่อยู่นอกห้องเรียนจะแตกต่างจากในห้องเรียน เช่น สิ่งแวดล้อมในห้องเรียนมี คน โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น แต่สิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียน เช่น ในป่าจะมี ต้นไม้ หญ้า สัตว์ตัวใหญ่ เป็นต้น

8-12/ 06/ 2009 เรื่องโรคทางพันธุกรรม

โรคทางพันธุกรรม

1. ความผิดปกติของโครโมโซมร่างกาย แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1.1 การเพิ่มจำนวนโครโมโซม
• กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)
สาเหตุ : โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 โครโมโซม
อาการ : ศีรษะแบน ดั้งจมูกแบน ตาห่าง หางตาชี้ขึ้นบนปากปิดไม่สนิท นิ้วมือสั้นป้อม ปัญญาอ่อน

1.2 การขาดหายของโครโมโซม
• กลุ่มอาการคริดูชาต์ (Cri-du-chat syndrome)
สาเหตุ : แขนข้างสั้นของโครโมโซมคู่ที่ 5 หายไป
อาการ : ศีรษะเล็กกว่าปกติ หน้ากลม ใบหูต่ำกว่าปกติ ตาห่าง ปัญญาอ่อน เสียงร้องคล้ายแมว

2. ความผิดปกติของโครโมโซมเพศ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
2.1 การเพิ่มจำนวนโครโมโซม
• กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ (Klinefelter’s syndrome)
สาเหตุ : มีโครโมโซม X เกินมาจากปกติ (XXY, XXXY)
อาการ : พบในเพศชาย มีอัณฑะเล็ก เป็นหมัน สะโพกผาย หน้าอกโต เสียงแหลม แขนขายาวกว่าปกติ ปัญญาอ่อน

2.2 การลดจำนวนโครโมโซม
• กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Terner’s syndrome )
สาเหตุ : โครโมโซม X ขาดหายไป 1 โครโมโซม
อาการ : พบในเพศหญิง มีรูปร่างเตี้ย คอสั้นและมีพังพืดเป็นแผ่นกว้าง หน้าอกกว้าง หัวนมเล็กและอยู่ห่างกัน รังไข่ไม่เจริญ

การกลาย (Mutation)
• ปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนโครงสร้างของยีนไปจากเดิม
• เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
1. การกลายที่เซลล์ร่างกาย
• ลักษณะนี้จะไม่ ถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกหลาน
• เช่น การเกิดมะเร็ง เนื้องอก เป็นต้น
2. การกลายที่เซลล์สืบพันธุ์
• ลักษณะนี้จะถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกหลานได้

ทดสอบท้ายบทเรียน

___1. กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ a.โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 โครโมโซม
___2. กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ b. มีโครโมโซม X เกินมาจากปกติ
___3. กลุ่มอาการดาวน์ c. เลือดไหลไม่หยุด
___4. โรคฮีโมฟีเลีย d.โครโมโซม X หายไป 1 โครโมโซม
e. เม็ดเลือดแดงผิดปกติ

วิชาศิลปะ

วิชาศิลปะ

วิชาสังคม/พุทธศาสนา/คำสอน

วิชาสังคม/พุทธศาสนา/คำสอน

วิชาสังคมศึกษา

วิชาสังคมศึกษา

ลักษณะทางกายภาพของโลก

โดยครูจิตติมา สังข์อินทร์

แบบฝึก เรื่องความหมายทางภูมิศาสตร์

ลักษณะทางกายภาพของโลก

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

มัธยมศึกษาปีที่ 4

มัธยมศึกษาปีที่ 4

ภาษาอังกฤษ

วิชาภาษาอังกฤษ

August 13, 2009:Ability: Can, Could, Be able to

Have fun

August 17, 2009: Permission: Can, Could, May, Do you mind if

Enjoy learning

July 27, 2009- September 24, 2009: Eng 411101 Syllabus 2009 STUDENT VERSION

this is the outline

July-September, 2009: BWD

July-September, 2009: BWD

September 10, 2009 , Unit 35: Expectations:Be supposed to

This is the new Topic that you have to learn.

Keep it up my students.

September 10, 2009:Expectations: Be supposed to

have fun

September 14, 2009:Future Possibility: May, Might, Could

Have fun

September 17, 2009, Unit 36: Future possibility: May, Might, Could

This is for you all.

September 3-10, 2009-Using Song Activities to Advance English Vocabulary Knowledge

ใครๆก็ไม่รักผม
ทำอะไรก็ไม่เห็นดี ทำอะไรก็ผิดทั้งนั้น
ทำ annual ประจำทุกปี colorful ดูมีสีสัน

ดูใครๆก็ชอบว่ากัน ยังกะเราเป็นตัวที่วุ่นวาย
เส้น แถว line push ไส ผลัก ดัน rude หยาบคาย huge ใหญ่โต มากมาย

ทั้งๆที่เราทำดี ไม่เห็นมีใครเข้าใจ
Punch ชก knock ต่อย ทุบ ตี caring ห่วงใย ใส่ใจ

ไม่ยุติธรรมซะเลย เราไม่ดีตรงไหน
Mention กล่าวถึง thrown โยน bright สว่าง สดใส

ใครๆก็ไม่รักผม ขนาดพัดลมยังส่ายหน้าเลย
เมื่อคืน คือ overnight ไว้วางใจได้ dependable

เมื่อตะกี้ เพิ่งไปถามทรามเชย
Ready พร้อม พยายาม attempt

เมื่อตะกี้ เพิ่งไปถามทรามเชย
Fight ต่อสู้ customer ลูกค้า

เอ๋ยเอยเธอก็ไม่รักผม เอ๋ยเอยเธอก็ไม่รักผม
ข้างหน้า ahead jaw กราม ข้างหน้า the front queue คิว

ค่ำคืนนี้แหงนมองบนฟ้า อยากสบตาเจ้าดาวสักหน่อย
Camp ตั้งค่าย shopper ลูกค้า ลดราคา ขาย sale hit ตี

แต่ทำไมเจ้าดาวดวงน้อย เจ้ากลับลอยล้อยลอยไปไกล
แต่ multi-colored หลากสี aggressive ก้าวร้าว รุนแรง

หลบตากันไม่เคยใส่ใจ amid กลาง curse คำสาปแช่ง

เจ้าใยทำตาริบหรี่ เจ้าใยทำตาริบหรี่
จุด ตำแหน่ง คือ spot การเปลี่ยนแปลง คือ changing

ใครๆก็ไม่รักผม ขนาดพัดลมยังส่ายหน้าเลย
Refer อ้างถึง กล่าวถึง หนึ่งปีครั้งคือ once a year

เมื่อตะกี้ เพิ่งไปถามทรามเชย
Replace แทน compliment ชมเชย
เมื่อตะกี้ เพิ่งไปถามทรามเชย
Loud เสียงดัง just เล็กน้อย pass เลย

เอ๋ยเอยเธอก็ไม่รักผม เอ๋ยเอยเธอก็ไม่รักผม
ไม่เลย not at all fast เร็ว ไม่เลย not at all fast เร็ว

เรียกแมวน้อยเมี้ยวเมียวเหมี่ยวเหมียว อีกประเดี๋ยวเจ้าแมวก็มา
เรียก salemen พนักงานขาย ไม่สนใจ indifferent

แต่ทำไมเมื่อแมวมาหา สบตาแล้วก็เมินหน้าไป
แต่ entrance ทางเข้า การเข้า เจ้า hole, held จัดขึ้น ทำขึ้น

เจ้าเดินหนีๆไปตั้งไกล ร้องดังไม่เอาไม่เอา
เจ้า form เรียงแถว จัดขึ้น loud ดัง passage

ร้องดังไม่เอาไม่เอา
เรื่องราว loud ดัง passage เรื่องราว

ใครๆก็ไม่รักผม ขนาดพัดลมยังส่ายหน้าเลย
เมื่อคืน คือ overnight ไว้วางใจได้ dependable

เมื่อตะกี้ เพิ่งไปถามทรามเชย
Ready พร้อม พยายาม attempt

เมื่อตะกี้ เพิ่งไปถามทรามเชย
Fight ต่อสู้ customer ลูกค้า

เอ๋ยเอยเธอก็ไม่รักผม เอ๋ยเอยเธอก็ไม่รักผม
ข้างหน้า ahead jaw กราม ข้างหน้า the front queue คิว

ค่ำคืนนี้แหงนมองบนฟ้า อยากสบตาเจ้าดาวสักหน่อย
Camp ตั้งค่าย shopper ลูกค้า ลดราคา ขาย sale hit ตี

แต่ทำไมเจ้าดาวดวงน้อย เจ้ากลับลอยล้อยลอยไปไกล
แต่ multi-colored หลากสี aggressive ก้าวร้าว รุนแรง

หลบตากันไม่เคยใส่ใจ amid กลาง curse คำสาปแช่ง

เจ้าใยทำตาริบหรี่ เจ้าใยทำตาริบหรี่
จุด ตำแหน่ง คือ spot การเปลี่ยนแปลง คือ changing

ใครๆก็ไม่รักผม ขนาดพัดลมยังส่ายหน้าเลย
Refer อ้างถึง กล่าวถึง หนึ่งปีครั้งคือ once a year

เมื่อตะกี้ เพิ่งไปถามทรามเชย
Replace แทน compliment ชมเชย
เมื่อตะกี้ เพิ่งไปถามทรามเชย
Loud เสียงดัง just เล็กน้อย pass เลย

เอ๋ยเอยเธอก็ไม่รักผม เอ๋ยเอยเธอก็ไม่รักผม
ไม่เลย not at all fast เร็ว ไม่เลย not at all fast เร็ว

ฝนตกที่หน้าต่าง

Raining ฝนตก window คือ หน้าต่าง
Miss คิดถึง some บ้าง come across เจอ
Lunar จันทร์ seal แมวน้ำ
Encounter ได้เจอ เธอ donkey ลา
Single คนเดียว differ คือ แตกต่าง
Crony เกลอ side ข้าง joyous คือสุขใจ
Unknown ไม่รู้ own ฉันเอง none ไม่มีใคร
Find, found เจอ down ลง times ที
May อาจจะ who ใคร that นั้น best แสนดี
Escape, flee หนี คง mourn เศร้าใจ
Obese อ้วนพลี likely ก็เป็นได้
Suspect สงสัย knowledge ความรู้
Only เพียง เธอ tender ให้ bit หน่อย
Wait for รอคอย treatment คือรักษา
Extreme ยิ่งนัก (มาก) quarrel โต้เถียง glance มอง fellow เกลอ
Heart, core คือ หัวใจ

บุณบ่สมอ้าย

บุญบ่สมอ้าย คึดไปอดดวงแด พ่อฮักแท้แต่ว่าอ้ายบ่โสด
(whenever...อ้าย...เมื่อไหร่ก็ตาม...แต่) (yet คือแม้ แม้กระนั้น)(fresh สด)
โอ้สวรรค์ให้รางวัลหรือทำโทษ ถึงได้กำหนดให้มาฮักแฟนเฟิน
(venom พิษ) (benefit เป็นประโยชน์) (คางคก คือ toad) (กระบวนการ process)
ฟังเมื่อเขาเอิ้น อ้ายเป็นพ่อพี่นาง ต้องยิ้มค้าง ตกหลุมกลางทางเดิน
(through โดย ทาง ผ่าน) (อาหาร nutrition) (ทำให้เชื่อง คือ domesticate)
อ้ายกับเขา ฮักกันมาแต่นานเนิ่น
(bun, burnt เผ่า) ความตึงเครียดคือ Stress
คงบาปเหลือเกิน หากน้องจะเดินไปแย่งมา
ตั้ง แต่เกิด Innate develop ไง พัฒนา

ลูกไร้เดียงสาภรรยาก็น่าฮัก
เครื่องยนต์ Engine no without ปราศจาก
น้องบ่อยากเป็นผู้ทำให้ร้างรา
Lake ทะเลสาบ divorce การร้างรา
หย่าร้าง

September 7, 2009: Modals:Necessity: Have(got)to, must, Don't have to, must not, can't

This unit is about necessity and You can learn on Powerpoint

September, 2009:The differences between written and spoken langu

The differences between written and spoken language

Teble1. Analysis of Content for Implementation in Teaching

Teble1. Analysis of Content for Implementation in Teaching

วิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน

วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน

รู้จักเมตริกซ์ 1

รู้จักเมตริกซ์1

ทดสอบความรู้ 9-15 กันยายน 2552

ทดสอบความรู้

สรุปเนื้อหาเมตริกซ์

http://www.mahathai.ac.th/files/mathM4.pdfเนื้อหาสรุป

วิชาคอมพิวเตอร์

วิชาคอมพิวเตอร์

24-28 สิงหาคม 2552

การสร้างลิงค์

31-4 กันยายน 2552

การทำลิงค์

7-11 กันยายน 2552

การสร้างฟอร์ม

วิชาชีววิทยา

วิชาชีววิทยา

21-26 sep09

cell

21-26 sep09

celldivision

วิชาดนตรี

วิชาดนตรี

วิชาฟิสิกส์

วิชาฟิสิกส์

สัปดาห์ที่ 8

เรื่อง ความร้อน

14-19 กันยายน 2552

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาไทย

วิชาภาษาไทย

๑ ต.ค. ๕๒


๑๕ - ๑๘ กันยายน ๒๕๕๒ ***การใช้คำบุพบท

๒๓ ก.ย. ๕๒ ****เสียงในภาษาไทย

๒๘ - ๓๐ ก.ย.๕๒ *****ผังมโนภาพ

๕ ต.ค.๕๒


๗ ต.ค. ๕๒ การเขียนนิทานมีคติสอนใจ

วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน

วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน

31-8 กันยายน 2552

ปิโตรเลียม

วิชาศิลปะ

วิชาศิลปะ

วิชาสังคมศึกษา

วิชาสังคมศึกษา

วันที่ 24 –29 ส.ค. 2552 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย

การบ้าน

วันที่ 31 ส.ค.-5 ก.ย. 2552 เรือง กฎหมายอาญา


กฎหมายอาญา

การบ้าน

วันที่ 7-12 ก.ย. 2552 เรือง กฎหมายแพ่ง


กฎหมายแพ่ง

การบ้าน

วันที่ 14-19 ก.ย. 2552 เรือง บัตรประจำตัวประชาชน


บัตรประจำตัวประชาชน

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาเคมี

วิชาเคมี

มัธยมศึกษาปีที่ 5

มัธยมศึกษาปีที่ 5

วิชาสังคมศึกษา

วิชาสังคมศึกษา

14-18 กันยายน 2552

เนื้อหา

21 - 25 กันยายน 2552

เนื้อหา

24 - 28 สิงหาคม 2552

เนื้อหา

31 - 4 กันยานน 2552

เนื้อหา

7-11 กันยายน 2552

เนื้อหา

วิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์

5-18 กันยายน 2552

เอกสารการเรียน

วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน

วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน

กฎการนับเบื้องต้น

กฎการนับเบื้องต้น

ความน่าจะเป็น

ความน่าจะเป็น

วิชาคอมพิวเตอร์

วิชาคอมพิวเตอร์

24-28 สิงหาคม 2552

การสร้างแบบสอบถาม

31-4 กันยายน 2552

การสร้างฟอร์ม

7-11 กันยายน 2552

การสร้างรายงาน

วิชาชีววิทยา

วิชาชีววิทยา

21-26 Sep 09


skeleton

วิชาดนตรี

วิชาดนตรี

วิชาฟิสิกส์

วิชาฟิสิกส์

12-7 กันยายน2552

14-19 กันยายน 2552

เรื่องความร้อน

วิชาภาษาอังกฤษ

วิชาภาษาอังกฤษ

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาไทย

วิชาภาษาไทย

7-12 กันยายน 2552 บทความเรื่องโคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเป็นเสมียน

“ความนิยมเป็นเสมียน” เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้โดยใช้พระนามแฝง อัศวพาหุ

ยิ่งไปกว่านั้น ผมเพิ่งจะรู้ว่า บทพระราชนิพนธ์เรื่อง “โคลนติดล้อ” ที่ประกอบไปด้วยบทสำคัญจำนวน 12 บทนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้บางบท เช่น “ความนิยมเป็นเสมียน” เป็นหนังสือเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องนี้ต้องขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างยิ่ง ที่นำบทพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่าของ รัชกาลที่ 6 มาให้แง่คิดกับนักเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นไปเป็นเสมียน ดั่งเช่นบทพระราชนิพนธ์

พระราชนิพนธ์เรื่อง "โคลนติดล้อ"

ในการกระทำความติดต่อซึ่งกันและกัน ในหมู่นานาประเทศนั้น บางทีก็เหลือที่จะแก้ไขป้องกันมิให้เครื่องกีดขวางต่าง ๆ มาติดล้อแห่งความเจริญของชาติได้ ของกีดขวางเหล่านี้ ในชั้นต้นก็ดูไม่สู้จะสลักสำคัญอะไรนัก แต่ครั้นเวลาล่วงไป ก็กลับกลายเป็นของใหญ่โตขึ้นทุกที จนถึงวันหนึ่งเราจึ่งรู้สึกว่าแทบจะทนทานไม่ได้
ธรรมดารถซึ่งขับเร็วไปในถนนซึ่งมีโคลน โคลนนั้นก็ย่อมกระเด็นเปรอะเปื้อนรถเป็นธรรมดา และบางทีก็เป็นอันตรายได้โดยเหตุที่ม้าพลาดหรือล้มลง แต่ล้อแห่งรถนั้นในเวลาที่ถึงที่หยุดแล้ว จะมีโคลนก้อนใหญ่ๆ ติดอยู่ก็หาไม่ เพราะว่าโคลนซึ่งติดล้อในระหว่างที่เดินทางนั้นได้หลุดกระเด็นไปเสียแล้ว ด้วยอำนาจความเร็วแห่งรถนั้น ส่วนรถที่ขับช้า ๆ ไปในถนนซึ่งมีโคลนทางเดียวกัน ย่อมไม่สู้จะเปรอะเปื้อนหรือเป็นอันตรายด้วยเหตุที่ม้าพลาดหรือล้มนั้นจริง แต่ล้อแห่งรถนั้นย่อมจะเต็มไปด้วยโคลนอันใหญ่และเหนียวเตอะตัง ซึ่งนอกจากแลดูไม่เป็นที่จำเริญตาแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องกีดขวางและทำให้ล้อเคลื่อนช้าลงได้

ข้อนี้ย่อมได้แก่ประเทศซึ่งดำเนินไปสู่ความเจริญ หรือซึ่งโดยมากชอบเรียกกันว่า "ความศิวิไลซ์" ยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่าย คือ ญี่ปุ่นเขาได้ดำเนินขึ้นสู่ความเจริญด้วยความรวดเร็วยิ่งนัก ประเทศญี่ปุ่นมีรอยโคลนเปรอะเปื้อนอยู่เป็นอันมาก แต่เราต้องยอมว่าล้อของเขาไม่ใคร่จะมีก้อนโคลนติด

ส่วนประเทศสยามของเรานั้นเล่าเป็นอย่างไรบ้าง ?

เราได้ดำเนินขึ้นสู่ความเจริญด้วยความระวังระไว เพราะว่าเราเห็นควรที่จะใช้สติและความไตร่ตรองดูโดยรอบคอบ และถึงแม้เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น ความเจริญของเรานั้นช้าก็จริงอยู่ แต่ดูเราไม่สู้จะเปรอะเปื้อนมากนัก และตัวรถของเราก็นับได้ว่ายังสะอาดดีอยู่

ส่วนล้อของเรานั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

ล้อของเรานั้นหรือมีก้อนโคลนติดกรังไปทั้งล้อ ! รถของเรายังเคลื่อนไปได้จริง แต่ก้อนโคลนเหล่านั้นช่างกีดขวางเสียจริง ๆ เพราะฉะนั้นวันจะมาถึงเข้าวันหนึ่ง ซึ่งเราจะรู้สึกว่า ถึงแม้เราจะต้องเดินเร็วจริงๆ เพื่อให้รอดอันตราย เราก็จะไม่สามารถไปเร็วได้เสียแล้ว

เจ้าของรถที่เขามีสติปัญญา เมื่อได้เห็นโคลนติดล้อของเขามากมายเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาจะต้องขวนขวายจัดการเปลื้องโคลนออกเสียจากล้อ ก่อนที่เขาจะเริ่มออกเดินทางต่อไปในที่อันสำคัญไม่ใช่หรือ ?

เราทั้งหลายควรจะลืมตาของเรา และพิจารณาดูก้อนโคลนต่าง ๆ ซึ่งติดอยู่กับล้อแห่งความเจริญของชาติเรา เราจะเห็นได้ว่าโคลนเหล่านี้ บางก้อนได้ติดมานานแล้ว และเป็นการลำบากที่จะเปลื้องออกให้เกลี้ยงได้ในคราวเดียว แต่ถ้าประกอบด้วยวิริยภาพและความบากบั่น เราก็สามารถที่จะชำระโคลนนั้นออกได้หมดในเวลาอันควรเหมือนกัน ของย่อมมีอยู่ บางอย่างที่เราจะเปลี่ยนแปลงได้ทันใดตามความพอใจ เพราะไม่เกี่ยวข้องแก่ผู้ใดนอกจากตัวเราเอง แต่ย่อมมีของบางอย่างเหมือนกัน ซึ่งยากจะเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยเหตุว่ามีผู้อื่นเขามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย

เราควรจะพิจารณาในสิ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวเราเองก่อน และในการพิจารณานี้เราจะได้เห็นของอัศจรรย์ต่าง ๆ มาก ซึ่งจะทำให้เรานึกพิศวงว่าเหตุใดเราจึงคงมีหรือคงทำสิ่ง
นั้น ๆ อยู่

1 - 5 กันยายน 2552 เรื่อง วรรณคดีไทยสมัยธนบุรี

วรรณคดีสมัยธนบุรี
ลักษณะวรรณคดีสมัยธนบุรี
เนื่องจากวรรณคดีสมัยธนบุรีได้รับอิทธิพลโดยตรงจากวรรณคดีสมัยอยุธยาตามที่กล่าวมาแล้ว วรรณคดีสมัยธนบุรีจึงคล้ายคลึงกับวรรณคดีสมัยอยุธยาตอนปลายในลักษณะสำคัญต่อไปนี้
๑. แต่งด้วยร้อยกรองทั้งหมดเช่นเดียวกัน โดยใช้คำประพันธ์ทุกประเภท คือ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย
๒. มีธรรมเนียมในการแต่งเช่นเดียวกัน เช่น ขึ้นต้นด้วยบทไหว้หรือบทประณาม มีการบรรยายและพรรณนาอย่างเข้าแบบ ทั้งบทชมต่างๆและบทพรรณนาอารมณ์ความรู้สึก มุ่งความไพเราะในการประพันธ์มากกว่าเนื้อหาสาระและแนวความคิด
๓.เนื้อเรื่องมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ศาสนาและคำสอน เรื่องเล่าสำหรับอ่านและบทแสดงนิราศและบทสดุดี
วรรณคดีที่สำคัญในสมัยกรุงธนบุรี มีดังนี้
๑. อิเหนาคำฉันท์
๒.ลิลิตเพชรมงกุฎ

วรรณคดีที่สำคัญในสมัยรชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีดังนี้
๑. สามก๊ก (เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นผู้อำนวยการแปลเรียบเรียง)
๒. ราชาธิราช
๓. กากีคำกลอน
๔. ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี
๕. โคลงพยุหยาตราเพชรพวง
๖. ลิลิตศรีวิชัยชาดก
๗. สมบัติอมรินทร์คำกลอน
๘. โคลงสุภาษิต
๙. โคลงและร่ายจารึกเรื่องสร้างภูเขาทองที่วัดราชคฤห์

กวี
วรรณคดี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ๑. บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ๔ ตอน คือ ตอนพระมงกุฎประลองศร ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด พระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัทจนถึง ตอนผูกผมทศกัณฐ์กับนางมณโฑ พระภิกษุอินท์และพระยาราชสุภาวดี ๒. กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ นายสวนมหาดเล็ก ๓. โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลวงสรวิชิต (เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ) ๔. อิเหนาคำฉันท์
๕. ลิลิตเพชรมงกุฎ พระยามหานุภาพ ๖. นิราศเมืองกวางตุ้ง
๗. เพลงยาว

๑. บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ๔ ตอน
ผู้แต่ง ปรากฏในบานแผนกฉบับตัวเขียนว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระราชนิพนธ์
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงถือกำเนิดเป็นบุตรจีนไหหลำ ชื่อไหฮองที่ขุนพัฒน์นายอากรบ่อนเบี้ย พระราชมารดาเป็นไทย ชื่อนกเอี้ยง
เมื่อ พ.ศ.๒๒๗๗ ที่กรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระนามว่า สิน
เมื่อทรงพระชนมายุได้ ๙ พรรษา ทรงศึกษาหนังสือไทยและขอมในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาศน์ (วัดคลัง)
พระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสามพิหาร ทรงลาสิกขาแล้วได้เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ในระยะนี้ได้ทรงศึกษาวิชาเพลงอาวุธ ตำราพิชัยสงครามและภาษาต่างประเทศที่ จีน ญวน และแขก เป็นต้น
เมื่อพระชนมายุครบ ได้ทรงผนวช ณ วัดโกษาวาศน์ ๓ พรรษา
เมื่อทรงลาสิกขาแล้วทรงเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กรายงานที่กรมมหาดไทย และศาลหลวงกรมวังในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ
ครั้งเสด็จไปชำระความที่เมืองตากมีความชอบ ทรงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตากแล้วเลื่อนเป็นพระยาตาก ตำแหน่งเจ้าเมืองตาก
ต่อมาตำแหน่งเจ้าเมืองกำแพงเพชรว่างลง สมเด็จพระเจ้าเอกทัศมีพระบรมราชโองการให้พระองค์เสด็จลงมากรุงศรีอยุธยา
เพื่อโปรดเกล้าฯ ตั้งเป็นพระยาวชิรปราการเจ้าเมืองกำแพงเพชร เผอิญเกิดศึกพม่า ต้องทรงช่วยป้องกันพระนคร
ต่อมาเกิดท้อพระทัย เพราะพระเจ้าแผ่นดินไม่เข้มแข็ง ประกอบกับถูกตำหนิโทษกรณีพระยาเพชรบุรีต้องข้าศึกถึงแก่อนิจกรรมในที่รบ พระองค์จึงทรงรวบรวมกำลังไทยจีนประมาณ ๕๐๐ คน ตีฝ่าพม่าไปทางตะวันออก จนได้ตั้งพระองค์เป็นใหญ่อยู่ที่จันทบุรี
ขณะที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อทรงรวบรวมกำลังได้แล้วพระองค์ได้ทัพมาขับไล่พม่าที่ตั้งกองควบคุมกรุงศรีอยุธยา
ทรงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ สถาปนาเมืองธนบุรีใน พ.ศ.๒๓๑๐ เมื่อเสวยราชย์แล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องทรงตรากตรำพระวรกาย
เสด็จกรีธาทัพไปปราบยุคเข็ญภายในและต่อสู้ขับไล่ข้าศึกภายนอกแทบไม่มีเวลาว่างเว้น แม้กระนั้นทรงพระวิริยะอุตสาหะ
ทำนุบำรุงฟื้นฟูบ้านเมืองทั้งในด้านศานา ศิลปวัฒนธรรมและขวัญของประชาชน ให้คืนคงบริบูรณ์เช่นสมัยกรุงศรีอยุธยา
โปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชและสวางคบุรีมาจำลองไว้ ณ กรุงธนบุรี ทรงนำคณะละครผู้หญิงมาจากนครศรีธรรมราช
ทรงฟื้นฟูละครในของหลวงและทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ในรัชสมัยของพระองค์อาณาเขตของประเทศแผ่ขยายไปถึงเชียงใหม่
ทรงได้นำพระแก้วมาจากเวียงจันทน์ และโปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานไว้ที่วัดแจ้งในเขตพระราชฐาน
ในโอกาสสำคัญก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีมหรสพรวมถึงละครในสมโภช นับเป็นการบำรุงรักษาศิลปของชาติและได้บำรุงขวัญของประชาชนพร้อมกันไปด้วย

ในบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ ทรงฝักใฝ่ในการปฏิบัติธรรมมากและเป็นเหตุให้พระสติฟั่นเฟือน สำคัญพระองค์ว่าสำเร็จมรรคผล
พระยาสวรรค์ตั้งตัวเป็นใหญ่ยึดกรุงธนบุรีไว้ได้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกบังคับให้เสด็จออกผนวชที่วัดแจ้ง
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกลับจากปราบกัมพูชาเข้ามาระงับยุคเข็ญ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕
ประวัติ ในบานแผนกมีบอกวันเวลาที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้หน้าต้นที่เล่มว่า วันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้นค่ำหนึ่ง จุลศักราช ๑๑๓๒ ปีขาล โทศก
พระราชนิพนธ์ทรงแต่งชั้นต้นเป็นปฐมยังทรามยังพอดีอยู่ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๑๓ ซึ่งเป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลของพระองค์
ฉบับที่เหลือมาจนทุกวันนี้ เป็นตัวเขียนชุบเส้นทอง บอกเวลาเขียนไว้ว่า วันอาทิตย์ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๑๔๒ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๒๓
จากข้อความในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีและพระราชวิจารณ์
ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเล่าเรื่องหนังสือรามเกียรติ์ ซึ่งธนิต อยู่โพธิ์ เรียบเรียง
ปรากฏว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จกลับจากราชการสงครามเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อเดือน ๔ ปลาย พ.ศ. ๒๓๑๒
ทรงนำเจ้านครกับครอบครัวพร้อมทั้งคณะละครผู้หญิงมายังกรุงธนบุรีและในครั้งนั้นอาจได้บทละครจากนครศรีธรรมราชเข้ามาด้วย
ต่อมาในเดือน ๖ พ.ศ.๒๓๑๓ นั้นเอง ได้มีใบบอกรายงานเรื่องเจ้าพระฝางประพฤติมิชอบตั้งตัวเป็นใหญ่
เมื่อทรงทราบก็รับสั่งให้เตรียมการสงครามและเสด็จกรีธาทัพไปปราบเจ้าพระฝาง ณ เมืองสวางคบุรี เมื่อเดือน ๘ พ.ศ. ๒๓๑๓
หากพิจารณากำหนดเวลาที่ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ตามบานแผนกที่ว่า วันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๑๓
ระยะเวลาที่ทรงว่างราชการสงครามสำหรับทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ก็เพียง ๑ เดือน
และการที่ทรงพระอุตสาหะทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นในครั้งนี้
อาจมีมูลเหตุบางส่วนจากการได้คณะละครผู้หญิงและบทละครเมืองนครศรีธรรมราชมาก็เป็นได้
พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์อาจได้ใช้เล่นละครหลวงในงานสมโภชครั้งสำคัญๆ ตลอดสมัยกรุงธนบุรี
บทละครเรื่องรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔
เรื่องรามเกียรติ์ของไทยได้ต้นเค้ามาจากเรื่องรามายณะของอินเดีย
เรื่องรามเกียรติ์คงเข้ามาแพร่หลายในหมู่คนไทยนับแต่สมัยสุโขทัยแล้ว
เพราะปรากฏคำว่า ถ้ำพระราม ในจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและพระนามของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้
ก็ตั้งขึ้นตามพระนามของพระรามซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารนั่นเอง เรื่องรามเกียรติ์มีอิทธิพลต่อนาฏศิลป์และวรรณคดีของไทยเป็นอันมาก
เรื่องนี้ผูกขึ้นเป็นบทแสดงหนัง ละครและโขน และแต่งขึ้นสำหรับอ่านโดยตรงมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เช่น

๑. รามเกียรติ์บทพากย์ แต่งด้วยกาพย์ ใช้สำหรับพากย์หนัง สันนิษฐานว่าแต่งระหว่างรัชกาลสมเด็จพระเพทราชากับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
บทพากย์เรื่องรามเกียรติ์เหลืออยู่เป็นบางตอน สำหรับตอนนางลอยสันนิษฐานว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงนำมาแปลงใหม่และทรงใช้เป็นบทพากย์โขน
๒. รามเกียรติ์บทละคร แต่งด้วยกลอนบทละคร มีเรื่องตั้งแต่ พระรามประชุมพล ถึง องคตสื่อสาร
๓. ราชาพิลาปคำฉันท์ แต่งด้วยฉันท์ ปรากฏบางตอนในจินดามณีของพระโหราธิบดีสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
๔. โคลงพาลีสอนน้องและโคลงทศรถสอนพระราม แต่งด้วยโคลงสี่สุภาพ เชื่อกันมาว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เนื่องจากเรื่องรามเกียรติ์เป็นที่นิยมแพร่หลายทั้งในด้านเนื้อเรื่องและบทการแสดงมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหารชทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ขึ้น
จึงแสดงให้เห็นประจักษ์ถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับถ่ายทอดมาจากกรุงศรีอยุธยา

ทำนองแต่ง แต่งเป็นกลอนบทละคร
ความมุ่งหมาย เพื่อใช้เป็นบทสำหรับเล่นละครใน
เรื่องย่อ เนื้อเรื่องมี ๔ ตอนดังนี้
๑. พระมงกุฎประลองศร พระมงกุฎ พระลบ และนางสีดาอาศัยอยู่กับพระฤาษีวัชมฤค
พระฤาษีประสิทธ์ประสาทวิชาการและถวายธนูศิลป์วิเศษแก่สองกุมาร
วันหนึ่งพระมงกุฎแผลงศรอันเรืองฤทธิ์เกิดเสียงกึกก้องไปทั่ว นางสีดาหวนระลึกถึงพระรามแล้วทรงพระกรรแสง
พระลบจึงทราบว่าพระรามเป็นพระบิดา พระรามทรงได้ยินเสียงกัมปนาท รับสั่งให้ประกอบพิธีอัศวเมธ ปล่อยม้าอุปการ
มีพระบัญชาให้พระพรต พระสัตรุด และหนุมานคุมกองทัพตามไป หนุมานเสียทีพระมงกุฎ พระพรตต้องเสด็จออกรบจับพระมงกุฎได้
นำมาถวายพระรามเพื่อลงโทษแต่พระลบลอบมาแก้ไขช่วยพาหนีไปได้ก่อน จบลงตอนพระรามทรงกรีธาทัพไปจับพระกุมารทั้งสอง
๒. หนุมานเกี้ยวนางวานริน ถึงท้าวมาลีวราชเสด็จไปสนามรบ
๓. ท้าวมาลีวราชว่าความ
๔. ทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด พระลักษมณ์ต้องหอกกบิลพัทถึงผูกผมทศกัณฐ์
เรื่องตอน ๒-๓-๔ มีความต่อเนื่องกัน หนุมาน ติดตามวิรุณจำบัง พบ นางวานริน ซึ่งเป็นนางฟ้าถูกสาปได้นางเป็นภรรยา
นางวานรินพ้นคำสาปชี้ทางให้หนุมานได้ตามไปประหารวิรุณจำบัง ทศกัณฐ์ ให้เสนาไปทูลเชิญ ท้าวมาลีวราช มาหวังจะให้เข้าข้างตน
ท้าวมาลีวราชว่าความ พิพากษาให้ทศกัณฐ์ คืนนางสีดาแก่ พระราม ทศกัณฐ์ขัดขืน ท้าวมาลีวราชจึงสาปแช่งทศกัณฐ์และอวยพรพระราม
ทศกัณฐ์ทำพิธีปลุกเสกหอก กบิลพัท ของบิดาที่เชิงเขาพระสุเมรุ ทำพิธีเผารูปปั้นเทวดาเพื่อให้ตาย เพราะแค้นที่เทวดาช่วยเป็นพยานให้พระราม
ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ เทพบุตรพาลี ไปทำลายพิธีตามบัญชาของ พระอิศวร ทศกัณฐ์เข้าใจว่า พิเภก มีส่วนรู้เห็น จึงยกทัพไปหมายประหารพิเภก
แต่พระลักษมณ์ รับเคราะห์ถูกหอกกบิลพัทของทศกัณฐ์ พิเภกทูลพระรามให้ใช้พระรามไปหาต้นสังกรณีตรีชวาที่ยอดเขาพระสุเมรุมาแก้
หนุมานหักยอดปราสาทของทศกัณฐ์ เข้าไปผูกผมทศกัณฐ์ติดกับ นางมณโฑ ทศกัณฐ์เชิญ พระฤาษีโคบุตร อาจารย์ของตนมาแก้แต่แก้ไม่ได้
พระฤาษีแนะให้นางมณโฑตบเศียรทศกัณฐ์สามทีตามคำสาปของหนุมาน ผมของทศกัณฐ์กับนางมณโฑจึงหลุดจากกัน
จบลงตอน พระวิษณุกรรม ลงมาสร้างยอดปราสาทให้แก่ทศกัณฐ์

พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีศิลปทางวรรณคดีด้อยกว่าบทพระราชนิพนธ์เรื่องเดียวกันของรัชกาลที่ ๑
และรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บทละครเรื่องรามเกียรติ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีลักษณะพิเศษเฉพาะคือ
ถึงแม้จะใช้คำรวบรัดและลีลารวดเร็วเป็นส่วนมาก อันแสดงพระราชอัธยาศัยเปิดเผยตรงไปตรงมา ตัดสินพระทัยฉับไว เข้มแข็งเฉียบขาด
แต่บางตอนก็ใช้ถ้อยคำสำนวนเหมาะสมแก่เรื่อง ตอนใดเป็นบทรักก็ใช้ถ้อยคำอ่อนโยน
ตอนใดเป็นบทสั่งสอนก็ใช้ศัพท์ทางธรรมลึกซึ้งแสดงถึงความใฝ่พระทัยในธรรมชั้นสูงของพระองค์
เป็นที่น่าสังเกตว่าบทพระราชนิพนธ์ถึงแม้โดยทั่วไป จะใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารแข็งกร้าวและลีลารวดเร็ว แต่ก็แทรกความขบขันไว้
ในด้านเนื้อเรื่อง บทพระราชนิพนธ์ทั้ง ๔ ตอน มีความสนุกเพลิดเพลินน่าตื่นเต้นและได้แสดงถึงคติธรรมในด้านต่างๆ เช่น
ความกตัญญูของลูกต่อแม่ ซึ่งพระมงกุฎและพระลบแสดงต่อนางสีดา ความเที่ยงธรรมปราศจากอคติของท้าวมาลีวราช
การปฏิบัติธรรมขั้นสูงซึ่งวัชมฤคฤาษีสอนแก่ทศกัณฐ์ ตลอดจนความกล้าหาญเก่งกล้าสามารถของพระมงกุฎ พระลบ และหนุมานด้วย

. ๒. กฤษณาสอนน้องคำฉันท์
ผู้แต่ง ปรากฏนามผู้แต่งในตอนท้ายของเรื่องว่าพระยาราชสุภาวดีและพระภิกษุอินท์เป็นผู้แต่ง สันนิษฐานว่า พระยาราชสุภาวดีอาจแต่งตอนต้น
พระภิกษุอินท์แต่งตอนปลาย หรือพระภิกษุอินท์แต่งทั้งหมดตามคำอาราธนาของพระยาราชสุภาวดี
พระยาราชสุภาวดีเป็นข้าราชการในสมัยกรุงธนบุรี ในคราวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เสด็จยาตราทัพไปจัดการเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๒ โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอเจ้านราสุริยวงศ์
ครองเมืองนครศรีธรรมราชแทนเจ้านคร ซึ่งมีรับสั่งให้นำตัวพร้อมกับครอบครัวมาอยู่ที่กรุงธนบุรี
ครั้งนั้นทรงแต่งตั้งให้พระยาราชสุภาวดีอยู่ช่วยราชการ ตำแหน่งเสนาบดีหลวงที่เมืองนครศรีธรรมราชด้วย
แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเกิดศึกพม่าทางกรุงธนบุรี พระยาราชสุภาวดีได้มาช่วยงานพระราชสงคราม
เมื่อเจ้านราสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ. ๒๓๑๙ ได้โปรดเกล้าฯให้พระนครกลับไปครองเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม
และมีรับสั่งให้พระยาราชสุภาวดีย้ายมาประจำราชการที่กรุงธนบุรี
รวมเวลาที่พระยาราชสุภาวดีรับราชการอยูที่เมืองนครศรีธรรมราช ๗ ปี

พระภิกษุอินท์จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งที่เมืองนครศรีธรรมราช คงเป็นสมณะที่ทรงความรู้และเชี่ยวชาญการกวีมีชื่อเสียงผู้หนึ่ง
ส่วนประวัตินอกจากนี้ไม่ปรากฏ
ประวัติ สันนิษฐานว่าพระยาราชสุภาวดีและพระภิกษุอินท์แต่งกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๑๒ - ๒๓๑๙
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระยาราชสุภาวดีอยู่ช่วยราชการที่เมืองนครศรีธรรมราช
กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ได้เค้าเรื่อง มาจากมหากาพย์มหาภารตะของอินเดีย
นางกฤษณาในเรื่องนี้มีชื่อว่า เทราปที เป็นธิดาท้าวทรุบถแห่งปัญจาลนคร นางได้เข้าพิธีสยุมพรกับอรชุน
ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์หนึ่งในปาณฑพทั้ง ๕ ซึ่งยิงธนูชนะจึงได้นาง เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๕ ซึ่งได้แก่ ยุธิษเฐียร ภีมเสน อรชุน นกุล สหเทพ
พานางไปเฝ้านางกุนตีพระมารดา นางกุนตีเข้าใจว่าโอรสได้ลาภสำคัญมาจึงรับสั่งให้ใช้ร่วมกัน
นางกฤษณาจึงได้เป็นชายาแห่งกษัตริย์ทั้ง ๕ โดยผลัดเปลี่ยนไปปรนนิบัติพระสวามีองค์ละ ๒ วัน
เรื่องกฤษณาสอนน้องได้เค้ามาจากมหาภารตะตอนวนบรรพ ซึ่งเป็นตอนที่กษัตริย์ปาณฑพทั้ง ๕ แพ้สกาแก่ทุรโยธน์
ต้องออกไปประทับป่า มีนางกฤษณาโดยเสด็จด้วย ครั้งนั้นพระกฤษณะซึ่งเป็นสหายรักของอรชุน
พานางสัตยภามามเหสีเสด็จมาเยี่ยมปาณฑพทั้ง ๕ นางสัตยภามา คือ นางจิรประภาในกฤษณาสอนน้องคำฉันท์
เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง นางสัตยภามาได้ถามนางกฤษณาถึงข้อปฏิบัติที่ทำให้นางสามารถครองใจพระสวามีทั้ง ๕
นางกฤษณาจึงชี้แจงให้ทราบอย่างแจ่มแจ้ง

เรื่องนี้กวีสมัยกรุงศรีอยุธยาคงได้แต่งไว้เป็นภาษาไทยแล้ว แต่ต้นฉบับชำรุดลบเลือนไป
พระยาราชสุภาวดีได้แต่งซ่อมขึ้นใหม่จากของเดิมและได้อาราธนาพระภิกษุอินท์ช่วยแต่งต่อจนจบบริบูรณ์
ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ทรงนิพนธ์เรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ขึ้นอีก โดยอาจทรงดัดแปลงแก้ไขจากฉบับสมัยธนบุรี
เพราะถ้อยคำสำนวนหลายแห่งคล้ายคลึงกันมาก บางแห่งเหมือนกันทั้งวรรค บางตอนต่างกันเฉพาะลักษณะคำประพันธ์
แต่มีคำและความอย่างเดียวกัน คำฉันท์เรื่องนี้พิมพ์ขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

ทำนองแต่ง แต่งเป็นฉันท์และกาพย์
ความมุ่งมาย เพื่อเป็นสุภาษิตเตือนใจสตรี
เรื่องย่อ ท้าวพรหมทัตแห่งกรุงพาราณสีมีราชธิดา ๒ องค์คือ กฤษณา และ จันทรประภา (จิรประภา)
เมื่อพระบิดาจัดพิธีสยุมพรให้นางกฤษณาเลือกภัสดาได้ ๕ องค์ แต่นางจันทรประภาเลือกเพียงองค์เดียว
นางกฤษณาปฏิบัติรับใช้ภัสดาได้ดี มีความรักใคร่ต่อกันมั่นคง ส่วนนางจันทรประภาบกพร่องในหน้าที่ของภรรยาจึงไม่มีความสุขกับสามี
แต่นางเข้าใจว่านางกฤษณามีเวทย์มนตร์ผูกใจชายจึงมาขอเรียนบ้าง นางกฤษณาได้ชี้แจงความจริงว่า
การที่สามีจะรักใคร่นั้นอยู่ที่รู้จักหน้าที่ของแม่เรือนและอยู่ในโอวาทของสามี เป็นต้น นางจันทรประภานำคำสอนของนางกฤษณาไปปฏิบัติ
สวามีก็เปลี่ยนมารักใคร่และมีความสุขเช่นเดียวกับนางกฤษณา
กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ฉบับกรุงธนบุรีไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย อาจเป็นเพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ทรงนิพนธ์เรื่องเดียวกันนี้ใหม่ มีความไพเราะคมคายกว่า แต่อย่างไรก็ดี กฤษณาสอนน้องฉบับกรุงธนบุรีมีคุณค่าแก่การยกย่อง
เพราะช่วยรักษาวรรณกรรมซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยามิให้เสื่อมสูญ
มิฉะนั้นแล้วกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตอาจไม่เกิดขึ้นได้

๓. โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ผู้แต่ง ปรากฏในโคลงบทแรกว่านายสวนมหาดเล็กเป็นผู้แต่ง
นายสวนมหาดเล็กรับราชตำแหน่งมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ประวัติ ปรากฏในโคลงบทแรกว่า แต่งเมื่อวันอังคารขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๙ ปี เถาะ จุลศักราช ๑๑๓๓ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๑๔
เป็นปีที่ ๔ แห่งรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ทำนองแต่ง แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ
ความมุ่งหมาย สันนิษฐานว่าแต่งทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเพื่อสดุดีพระบารมีของพระองค์
เรื่องย่อ เนื้อหาเป็นโคลง ๘๕ บท เริ่มต้นบอกชื่อผู้แต่ง วันเวลาที่แต่ง ต่อจากนันชมปราสาทราชวัง ป้อมปราการ รี้พล โรงอาวุธ โรงม้า
ท้องพระคลัง โรงพระโอสถ นางสนมกำนัล ตลอดจนความสมบูรณ์พูนสุขของประชาชน
แล้วบรรยายเหตุการณ์ของบ้านเมืองทำนองประวัติศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๑๔ เช่น
การปราบยุคเข็ญภายในการรรบกับอริราชศัตรูภายนอก การทำนุบำรุงหัวเมืองต่างๆ ประเทศใกล้เคียงโดยอ้อมเป็นข้ามขัณฑสีมา
ตอนท้ายขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครอง อภิบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนี้ มีลักษณะดีเด่นทั้งทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์
ทั้งนี้เพราะใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารเรียบง่าย เข้าใจง่ายและให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ถูกต้อง
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงยกย่องไว้ในคำนำฉบับพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕

โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรีเรื่องนี้ ปรากฏว่านายสวนมหาดเล็กเป็นผู้แต่ง
สังเกตตามสำนวนเข้าใจว่าแต่งถวาย เป็นหนังสือที่นับถือกันมาว่าแต่งดี ยกย่องว่าเป็นโคลงตำราเรื่องหนึ่ง
ครั้นมาถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่องพระราชวิจารณ์
ทรงค้นหนังสือเก่าสอบเรื่องพงศาวดารครั้งกรุงธนบุรี ได้ข้อสำคัญในโคลงยอพระเกียรติของนายสวนเรื่องนี้หลายเรื่อง
ดูเหมือนได้ทรงอ้างไว้ในหนังสือพระราชวิจารณ์ ทรงสรรเสริญโคลงเรื่องนี้ว่ามีประโยชน์ในทางความรู้โบราณคดีด้วย

๔. อิเหนาคำฉันท์
ผู้แต่ง ปรากฏท้ายเรื่องว่า หลวงสรวิชิต แต่งเสร็จเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีกุน จุลศักราช ๑๑๔๑ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๒๒ เป็นปีที่ ๑๒
รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
หลวงสรวิชิตผู้นี้ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพระคลัง ในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นามเดิมว่าหน
เป็นบุตรเจ้าพระยาบดินทร์สุรินทร์ฦาชัย(บุญมี) กับท่านผู้หญิงเจริญ
หลวงสรวิชิตรับราชการในสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ตำแหน่งนายด่านเมืองอุทัยธานี
เคยไปราชการในสงครามในบังคับบัญชาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชดำรงพระยศ
เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปตีเขมรแล้วรีบยกทัพกลับ เนื่องจากทราบข่าวจลาจลในกรุงธนบุรี
หลวงสรวิชิตแสดงความภักดีโดยให้คนนำหนังสือลับแจ้งกิจราชการให้ทราบถึงด่านจารึก
และออกไปต้อนรับถึงทุ่งแสนแสบ เพื่อเชิญเข้ามาแก้ไขเหตุการณ์ในพระนคร
ภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกครองราชสมบัติแล้ว ทรงปรารภถึงความจงรักภักดี
ความเข้มแข็งในราชการสงครามและความสามารถทางกวีนิพนธ์ของหลวงสรวิชิต
จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาพิพัฒนโกษาและเจ้าพระยาคลัง เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า
นอกจากความสามารถในการรบและการปฏิบัติราชการแผ่นดินในตำแหน่งเสนาบดีผู้ใหญ่แล้ว เจ้าพระยาพระคลัง(หน)
ยังเชี่ยวชาญในการกวีทั้งร้อยกรองและร้อยแก้วอย่างเยี่ยมยอด กวีนิพนธ์ของเจ้าพระยาพระคลัง(หน) เท่าที่ปรากฏหลักฐานมีดังนี้

เจ้าพระยาพระคลัง(หน) มีบุตรธิดาหลายคน ที่ปรากฏชื่อเสียงคือ เจ้าจอมพุ่มในรัชกาลที่ ๒ เจ้าจอมมารดานิ่ม ในรัชกาลที่ ๒
พระมารดาสมเด็จฯกรมพระยาเดชาดิศร นายเกตและนายพัดซึ่งเป็นกวีและครูพิณพาทย์
เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ถึงแก่อสัญกรรม พ.ศ. ๒๓๔๘ ในรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นสกุลบุญ - หลง
ประวัติ หลวงสรวิชิตแต่งเรื่องอิเหนาคำฉันท์ โดยดำเนินเรื่องตามบทละครเรื่องอิเหนาหรืออิเหนาเล็กของเจ้าฟ้ามงกุฎ
พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณ ฉบับปีที่ ๒๐ ต่อมากรมศิลปากรได้มอบหมายให้นายหรีด เรืองฤทธิ์เปรียญ
ตรวจชำระและทำเชิงอรรถธิบาย พิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒

ทำนองแต่ง แต่งเป็นฉันท์และกาพย์
ความมุ่งหมาย เพื่อแสดงความสามารถในการแต่งฉันท์และรักษาเรื่องอิเหนา
ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายมาแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
เรื่องย่อ จับตอนตั้งแต่ อิเหนา เผาเมืองดาหา แล้วลอบนำ บุษบา ไปซ่อนไว้ในถ้ำ พร่ำงอนง้อขอความรักจากนาง
แต่บุษบาไม่ยอมคืนดี อิเหนาจึงแสร้งทำเป็นโศกเศร้า พระพี่เลี้ยงไม่ทราบอุบายจึงเกลี้ยกล่อมให้บุษบา
โอนอ่อนผ่อนปรนแก่อิเหนา เพื่อจะได้มีโอกาสกลับบ้านเมือง อิเหนาจึงได้เชยชมนางบุษบาสมใจ ทางฝ่ายเมืองดาหา
เมื่อไฟดับแล้ว ท้าวดาหา ทรงทราบว่าบุษบาถูกลักพาไป ทรงคาดคะเนว่าอิเหนาคงเป็นตัวการ แต่มิได้ตรัสแก่ผู้ใด เมื่อ จรกา
รู้ว่าบุษบาหายไปก็โกรธ เตรียมยกกองทัพออกติดตาม ล่าสำ พี่ชายเตือนว่าผู้ลอบนำนางไปคงเป็นอิเหนา
จรกาบังเกิดความยำเกรงยิ่งนักแต่ฝืนยกทัพต่อไป จนพบรี้พลของ สังคามาระตา จรกาถามข่าวถึงอิเหนา
สังคามาระตาแกล้งตอบว่ากำลังไปล่าเนื้อ จรกาเล่าถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้น สังคามาระตาแสร้งพลอยทำเป็นเสียใจ
แล้วสั่งพี่เลี้ยงไปตามอิเหนา ในระหว่างนั้นอิเหนาฝันว่านกอินทรีมาจิกนัยน์ตาข้างขวาไปจึงสังหรณ์ใจว่าจะต้องพรากจากนาง พอทราบว่าระตูทั้งสองมาหาก็คิดไปแก้สงสัยในเมือง ขณะอิเหนาฟังเรื่องที่จรกาเล่าก็แสร้งทำเป็นโกรธ
เพราะรู้ทีว่าจรกาลอบสังเกตอยู่ พอนึกถึงความฝันอิเหนาก็เลยร้องไห้ออกมาด้วยความจริงใจ

อิเหนาคำฉันท์มีเนื้อเรื่องพ้องกับบทละครเรื่องอิเหนา พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ามงกุฎ และไม่ละเอียดลออเท่า
พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะในกระบวนความพรรณนา และลักษณะฉันท์ จะเห็นว่าอิเหนาคำฉันท์จะมีความไพเราะคมคายไม่น้อย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานให้เห็นความนิยมยกย่องเรื่องอิเหนาที่สืบเนื่องมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย

๕. ลิลิตเพชรมงกุฎ
ผู้แต่ง ปรากฏในโคลงสุดท้ายของเรื่องว่าหลวงสรวิชิตแต่ง
ประวัติ สันนิษฐานว่าแต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๒๒ ปรากฏข้อความในร่ายบทนำเรื่องว่า เรื่องนี้ได้ต้นเค้ามาจากปกรณัมเวตาล ของอินเดียโบราณ
เรื่องเวตาลเดิมชื่อว่าเวตาลปัญจวึศติ ซึ่งรวมนิทานไว้ ๒๕ เรื่อง ศิวทาสกวีอินเดียแต่งไว้เป็นภาษาสันสกฤต
ต่อมาโสมเทวะได้นำมารวมไว้ในกถาสริตสาครประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เรื่องนี้มีผู้ถอดออกเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษา เซอร์ริชาร์ด ฟรานซิส
เบอร์ตันชาวอังกกฤษได้เก็บความมาเรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษ แต่ไม่ครบ ๒๕ เรื่อง พระราชวรศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
ทรงใช้ฉบับของเบอร์ตันเป็นหลักในการนิพนธ์เรื่องนี้เป็นร้อยแก้วให้ชื่อว่านิทานเวตาล ซึ่งมีนิทานเพียง ๑๐ เรื่อง
ตรงกับของเบอร์ตันเฉพาะบางเรื่อง สำหรับเรื่องเพชรมงกุฎตรงกับเรื่องวัชรมงกุฎ
ซึ่งเป็นนิทานเรื่องที่ ๑ ในนิทานเวตาล พระนิพนธ์ของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
หลวงสรวิชิตอาจได้เรื่องเพชรมงกุฎมาจากนิทานเวตาลปัญจวึศติของศิวทาสโดยตรง หรือจากฉบับอื่นที่ถอดไว้เป็นภาษาอินเดีย
ลิลิตเรื่องนี้พิมพ์ครั้งแรกในงานพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอ พระองศ์เจ้านภางค์นิพัทธพงษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙
กรมศิลปากรตรวจชำระต้นฉบับ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒
เรื่องย่อ เริ่มต้นนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดำเนินเรื่องตาม นิทานเวตาล ว่า วิกรมาทิตย์ เสด็จประพาสป่า จับได้ตัวเวตาลมาเป็นพาหนะ
เวตาลทูลขอเล่านิทานถวาย ถ้าทรงตอบปัญหาได้ยอมเป็นข้าตลอดชีวิต ถ้าทรงตอบไม่ได้จะขอพระเศียร
เวตาลเริ่มนำนิทานเรื่อง เพชรมงกุฎ มาเล่าว่า ครั้งหนึ่งท้าวรัตนนฤเบศร แห่งเมืองศรีบุรี มเหสีทรงพระนามว่า ประภาพักตร์
มีพระโอรสทรงพระนามว่า เพชรมงกุฎ ซึ่งมีพระสิริรูปงดงามมาก เมื่อชนมายุ ๑๖ พรรษา
เสด็จประพาสป่า ทรงติดตามกวางเผือกไปกับ พุฒศรี พระพี่เลี้ยง พวกรี้พลตามเสด็จไม่ทัน
พระเพชรมงกุฎและพุฒศรีหลงทางอยู่กลางป่า พระเพชรมงกุฎ ทอดพระเนตรภรรยาของชายผู้หนึ่ง
ก็พอพระทัยตรัสขอร้องพุฒศรีออกอุบายล่อหญิงนั้นมาหาโดยมิได้ฟังคำคัดค้านของพุฒศรี
เมื่อได้ร่วมประเวณีกับหญิงนั้นแล้วเดินทางต่อไปจนถึงเมืองกรรณบุรี ได้ทอดพระเนตรนางประทุมดี พระราชธิดา พระเจ้ากรุงกรรณ
เจ้าหญิงทรงทำปริศนาเป็นนัยให้ทราบว่าพระนางเป็นใครและแสดงความพอพระทัยพระเพชรมงกุฎด้วย
เมื่อพระเพชรมงกุฎทรงทราบความในปริศนาจากพุฒศรี ทรงปลอมเป็นพรานไปอาศัยอยู่กับยายเฒ่าส่งดอกไม้ในวัง
เจ้าชายทรงลอบส่งพระธำมรงค์ไปกับดอกไม้ เจ้าหญิงได้ทอดพระเนตรก็ทรงทราบว่าเจ้าชายเป็นเชื้อกษัตริย์จึงทรงทำปริศนา
พุฒศรีไขว่าพระนางให้รออีก ๓ วัน ต่อมาทำปริศนาอีก พุฒศรีก็ทูลแนะนำให้เจ้าชายแต่งองค์อย่างกษัตริย์
ลอบเข้าไปหาเจ้าหญิงทางบัญชรซึ่งเจ้าหญิงจะหย่อนสาแหรกลงมารับ สองพระองค์ได้สมสู่อยู่ด้วยกันหลายวัน
ต่อมาเจ้าชายทรงนึกถึงพระพี่เลี้ยงตรัสเล่าความฉลาดของพระพี่เลี้ยงให้เจ้าหญิงทราบ
เจ้าหญิงเกรงว่า พุฒศรีจะหาทางให้เจ้าชายกลับเมืองได้ จึงออกอุบายหวังจะประหารพุฒศรี โดยฝากอาหารเจือยาพิษไปให้
ครั้นเจ้าชายทราบความจริงก็ชวนพระพี่เลี้ยงหนี แต่พระพี่เลี้ยงทูลแนะให้กลับไปอยู่กับพระนางเช่นเคย
แล้วให้ลอบเปลื้องเครื่องประดับของพระนางมาสิ่งหนึ่งและให้หยิกพระนางไว้เป็นแผลสามแห่ง
พุฒศรีออกอุบายปลอมเป็นดาบสบอกว่าเจ้าหญิงเป็นยักษ์ จะทำร้ายตนจึงใช้ตรีแทงไว้ ๓ แผล และได้เครื่องประดับนางไว้เป็นค่าไถ่ชีวิต
พระเจ้ากรุงกรรณหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงขับไล่พระราชธิดาออกจากเมือง เจ้าชายและพุฒศรีได้โอกาสจึงรับนางกลับบ้านเมือง
พระเจ้ากรุงกรรณทรงทราบว่าถูกอุบายก็เสียพระทัยเสด็จสวรรคต
เรื่องจบลงตอนท้าววิกรมาทิตย์ ทรงตอบปัญหาเวตาลได้ว่าบุคคลในเรื่องที่ต้องรับบาป คือ
พระเจ้ากรุงกรรณเอง เวตาลจึงยอมรับเป็นข้ารับใช้ต่อไป

ลิลิตเพชรมงกุฎเป็นวรรณคดีเรื่องแรกที่มีต้นเค้าแตกต่างไปจากวรรณคดีอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดียโบราณ
วรรณคดีไทยส่วนมากได้เค้าโครงเรื่องมาจากชาดกทางพุทธศาสนา มหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ
ส่วนลิลิตเพชรมงกุฎได้เค้าเรื่องมาจากเวตาลปัญจวึศติ
ลิลิตเพชรมงกุฎถึงแม้จะไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเช่นลิลิตพระลอ ลิลิตยวนพ่ายและลิลิตตะเลงพ่ายก็จริง
แต่เป็นกวีนิพนธ์ที่มีความดีเด่นไม่น้อย ใช้ถ้อยคำสำนวนนิ่มวล เรียบง่าย เลียนท่วงทำนองลิลิตพระลอได้อย่างใกล้เคียง
แต่บางแห่งมีลักษณะพิเศษของตนเอง ประการสำคัญที่สุดก็คือ เป็นวรรณคดีเรื่องแรกที่มีเนื้อความและคติของเรื่อง
ผิดแผกไปจากวรรณคดีส่วนมากที่ได้อิทธิพลจากอินเดีย

๖. นิราศเมืองกวางตุ้ง
ผู้แต่ง ปรากฏข้อความในเรื่องว่าพระยามหานุภาพแต่ง พระยามหานุภาพเป็นข้าราชการในสมัยกรุงธนบุรี
รับราชการสืบต่อมาถึงรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้บรรดาศักดิ์เป็นพระยามหานุภาพในรัชกาลนี้
พระยามหานุภาพมีงานประพันธ์ซึ่งในรัชกาลที่๑ อีกเรื่องหนึ่งคือ เพลงยาว

ประวัติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงส่งคณะราชทูตไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าเขียนหลงแห่งกรุงปักกิ่ง
เมื่อ วันอาทิตย์ เดือน ๗ แรม ๑๑ ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช ๑๔๓ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๒๔ โดยมีพระยาศรีธรรมาธิราช เป็นราชทูต
เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทรรณเรศ (ทองจัน) พระเจ้าหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะดำรงพระยศเป็นหลวงนายฤทธิ์
นายเวรมหาดเล็กเป็นอุปทูตนำพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงปักกิ่ง พร้อมกับสินค้าที่จะจำหน่าย ณ เมืองกวางตุ้ง
แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อของใช้ในราชการกลับมา ครั้งนั้นพระยามหานุภาพอยู่ในกลุ่มข้าราชการที่จัดการเกี่ยวกับสินค้า
จึงเดินทางไปแค่เมืองกวางตุ้ง ส่วนคณะราชทูตเดินทางต่อไปจนถึงปักกิ่ง นายมหานุภาพคงได้แต่งนิราศเรื่องนี้ในระยะเวลานั้น
นิราศเรื่องนี้มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า นิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน

ทำนองแต่ง แต่งเป็นกลอนนิราศ
ความมุ่งหมาย เพื่อบรรยายเหตุการณ์และสิ่งที่ได้พบเห็นในการเดินทาง
เรื่องย่อ กล่าวถึงการเดินทางทางเรือ ซึ่งคนจีนเป็นพนักงานรวม ๑๑ ลำ ออกจากกรุงธนบุรี ผ่านปากน้ำเจ้าพระยา เขาสามร้อยยอด เมืองพุทไธมาศ
ป่าสัก เมืองญวน เกาะมะเกา (หมาเก๊า) ถึงเมืองกวางตุ้ง ระหว่างเดินทางประสบคลื่นลมแรงพนักงานบนเรือต้องทำพิธีบวงสรวงเทพเจ้าเนืองๆ
ได้พบปลาวาฬ บรรยายถึงหญิงค้าประเวณีชาวเรือเมืองกวางตุ้งและธรรมเนียมห่อท้าวของหญิงจีน ภูมิฐานบ้านเรือนของเมืองกวางตุ้ง
การนำพระราชสาส์นเครื่องบรรณาการ การเดินทางเรือต่อไปยังปักกิ่ง การจำหน่ายสินค้าของหลวงที่กวางตุ้ง
การเดินทางกลับและสรรเสริญพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
นิราศเมืองกวางตุ้งเป็นวรรณคดีสมัยธนบุรีเรื่องสุดท้าย มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากบันทึกเรื่องความสัมพันธ์ทางพระราชไมตรี
ระหว่างไทยกับจีน และแบบธรรมเนียมการทูตไว้อย่างชัดเจน เป็นเครื่องยืนยันความถูกต้องของเอกสารด้านประวัติศาสตร์สมัยนั้นได้อีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ยังได้บรรยายถึงสภาพบ้านเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน และประเพณีปฏิบัติของชาวเรือทะเล
ในด้านวรรณคดีนิราศ เรื่องนี้ใช้ถ้อยคำสำนวนและลีลาของกลอนเรียบๆ เข้าใจง่าย กระบวนพรรณาละเอียดลออ
เป็นนิราศเรื่องแรกของไทยที่ใช้ฉากต่างประเทศบรรยายการเดินทางทางทะเลจากประสบการณ์ของกวีเอง
และไม่เน้นการคร่ำครวญถึงหญิงคนรักตามธรรมเนียมนิราศที่มีมาในสมัยก่อน
๗.เพลงยาว
ผู้แต่ง พระยามหานุภาพ
ประวัติ พระยามหานุภาพแต่งเพลงยาว ๓ บท ขณะมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยามหานุภาพในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
หอสมุดแห่งชาติได้รวบรวมและจัดพิมพ์เพลงยาวนี้ในหนังสือชุมนุมเพลงยาวสมัยโบราณ

ทำนองแต่ง แต่งเป็นกลอนเพลง
ความมุ่งหมาย เพื่อแสดงความรักและให้คติในการครองตนแก่หญิง
เรื่องย่อ เพลงยาว ๒ บทมีใจความเกี่ยวกับความรักหญิง อีก ๑ บท เป็นข้อปฏิบัติในการครองตนทำนองสุภาษิตสอนหญิง

14-19 กันยายน 2552 วรรณคดีเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย

โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สาระภาษาไทย วิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 / 2552
ครูเนตรนภา วงศ์ชารี

ลิลิตตะเลงพ่าย
ผู้แต่ง

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์ร่วมกับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ (พระองค์เจ้ากปิษฐาขัตติยกุมาร)
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทรฺ และเป็นเชื้อพระวงศ์พระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีสมณศักดิ์สูงสุดในทางพระพุทธศาสนา พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าวาสุกรี เป็นพระเจ้าลูกยาเธอองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและเจ้าจอมมารดาจุ้ย

พระองค์เจ้าวาสุกรี ประสูติ ณ วันเสาร์ เดือนอ้าย ขึ้น 5 ค่ำ ปีจอ จุลศักราช 1152 ตรงกับวันที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2333 เมื่อมีพระชันษาได้ 12 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ประทับอยู่ ณ วัดพระเชตุพน และทรงศึกษาอยู่ในสำนักของสมเด็จพระวันรัต พระองค์ได้ผนวชเป็นพระภิกษุในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และในรัชกาลนี้ได้โปรดให้พระองค์เจ้าวาสุกรีได้ทรงกรมเป็นครั้งแรก เป็น "กรมหมื่นนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัติยวงศ์" ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้กรมหมื่นนุชิตชิโนรสฯทรงบังคับัญชาวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯเสมอพระราชาคณะ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อนกรมหมื่นนุชิตชิโนรสฯ เป็น กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสศรีสุคตขัติยวงศ์บรมพงศาธิบดี จักรีบรมนาถ ปฐมพันธุมหาชวรางกูร
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส นอกจากจะทรงพระเกียรติคุณในทางคติธรรมแล้ว ยังทรงพระเกียรติคุณในทางคดีโลกด้วย คือ ได้รับการยกย่องว่า ทรงเป็นรัตนกวีพระองค์หนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ ได้ทรงนิพนธ์หนังสือทั้งร้อยแก้วร้อยกรองไว้หลายเล่ม เช่น
1. สรรสิทธคำฉันท์
2. สมุทรโฆษคำฉันท์ตอนปลาย
3. กฤษณาสอนน้องคำฉันท
4. ฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้างพัง
5. ตำราฉันท์มาตราพฤติ
6. ตำราฉันท์วรรณพฤติ
7. กาพย์ขับไม้กล่อมช้างพัง
8. กลอนเพลงยาวเจ้าพระ
9. ลิลิตตะเลงพ่าย
10.ลิลิตกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคและสถลมารค
11.โคลงดั้นเรื่องการปฏิสังขรณ์วักพระเชตุพน
12.ร่ายทำขวัญนาค
13.ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์
14.พระปฐมสมโพธิกถา
15.โคลงฉันท์เบ็ดเตล็ด เช่น โคลงฤาษีดัดตน โคลงกลบท ในจารึกพระเชตุพน

ลักษณะการแต่ง
แต่งด้วยลิลิตสุภาพ ซึ่งประกอบด้วยร่ายสุภาพ โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสี่สุภาพ แต่งสลับกันไป จำนวน ๔๓๙ บท โดยได้แบบอย่างการแต่งมาจากลิลิตยวนพ่าย ที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น
เรื่องลิลิตตะเลงพ่ายแต่งด้วยคำประพันธ์ประเภท ร่ายสุภาพ โคลงสี่สุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสองสุภาพ

ลักษณะบังคับของร่ายสุภาพ ร่ายสุภาพบทหนึ่งมีตั้งแต่ 5 วรรคขึ้นไป และตอนท้ายต้องจบด้วยโคลงสองสุภาพ ร่ายสุภาพแต่ละวรรคกำหนดให้มี 5 คำ เมื่อรวมกับโคลงสองสุภาพแล้วจะได้แผนผังดังนี้

๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ฯลฯ

๐ ๐ ๐ ๐ (ต่อไปเป็นโคลงสองสุภาพ) ๐ ๐ ๐ อ ท ๐ อ ๐ ๐ ท อ ท ๐ ๐ (๐ ๐)

สำหรับสัมผัสบังคับของร่ายสุภาพ กำหนดให้คำสุดท้ายของวรรคหน้าส่งสัมผัสไปยังคำที่ 1 หรือที่ 2 หรือที่ 3 เพียงดำใดคำหนึ่งในวรรคถัดไป การส่งสัมผัสเป็นไปเช่นนี้จนกระทั่งจบด้วยโคลงสองสุภาพ ส่วนสัมผัสในซึ่งเป็นสัมผัสที่ไม่บังคับในร่ายสุภาพใช้ไดทั้งสัมผัสพยัญชนะและสัมผัสสระ แต่นิยมสัมผัสพยัญชนะมากกว่า

ตัวอย่างร่ายสุภาพ.............

เสร็จเสาวนีย์สั่งสนม เนืองบังคมคำราช พระบาทบทันนิทรา จวนเวลาล่วงสาง พื้นนภางค์เผือดดาว แสงเงินขาวขอบฟ้า แสงทองจ้าจับเมฆ........ฯลฯ..........ขอลาองค์ท่านไท้ ไปเผด็จดัสกรให้ เหือดเสี้ยนศึกสยาม สิ้นนา

ลิลิตเปรียบได้กับงานเขียนมหากาฬ จัดเป็นวรรณคดีประเภทเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์
แบ่งออกเป็น 12 ตอนดังนี้

ตอนที่ 1 เริ่มบทกวี
ตอนที่ 2 เหตุการณ์ที่เมืองมอญ
ตอนที่ 3 พระมหาอุปราชายกทัพเข้าเมืองกาญจนบุรี
ตอนที่ 4 สมเด็จพระนเรศวรปรารภเรื่องตีเมืองเขมร
ตอนที่ 5 สมเด็จพระนเรศวรเตรียมการสู้ศึกมอญ
ตอนที่ 6 พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ
ตอนที่ 7 พระมหาอุปราทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าปะทะทัพหน้าของไทย
ตอนที่ 8 พระนเรศวรทรงปรึกษายุทธวิธีเอาชนะข้าศึก
ตอนที่ 9 ทัพหลวงเคลื่อนพล ช้างทรงพระนเรศวรและพระเอกาทศรถฝ่าเข้าไปในกองทัพข้าศึก
ตอนที่ 10 ยุทธหัตถี และชัยชนะของไทย
ตอนที่ 11 พระนเศวรทรงสร้างสถูปและปูนบำเหน็จทหาร
ตอนที่ 12 สมเด็จพระวันรัตขอพระราชทานอภัยโทษ
จุดมุ่งหมายการแต่ง
เพื่อสดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในสงครามยุทธหัตถี

เนื้อเรื่องย่อ
เริ่มต้นชมบุญบารมีและพระบรมดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วดำเนินความตามประวัติศาสตร์ว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุรงทรงทราบว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชา เสด็จสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรได้ครองราชย์สมบัติ พระองค์จึงตรัสปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่ากรุงศรีอยุธยาผลัดเปลี่ยนกษัตริย์ สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จเอกาทศรถพระพี่น้องทั้งสองอาจรบพุ่งชิงความเป็นใหญ่กันยังไม่รู้เหตุผลประการใด ควรส่งทัพไปเหยียบดินแดนไทยเป็นการเตือนสงครามไว้ก่อนถ้าเหตุการณ์เมืองไทยไม่ปกติสุขก็ให้โจมตีทันทีขุนนางทั้งหลายก็เห็นชอบตามพระราชดารีนั้นพระจ้าหงสาวดีจังตรัสให้พระมาหาอุปราชเตรียมทัพร่วมกับพระมหาราช เจ้านครเชียงใหม่แต่พระมหาอุปราชกราบทูทลพระบิดาว่าโหรทายว่าชันษาของพระองค์ร้ายนัก สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่าพระมหาธรรมราชาไม่เสียแรงมีโอรสล้วนแต่เชี่ยวชาญกล้าหาญในศึกมิเคยย่อท้อการสงคราม ไม่เคยพักให้พระราชบิดาใช้เลยต้องห้ามเสียอีก และ หวาดกลัวพระราชอาญาของพระบอดายิ่งนัก จึ้งเตรียมจัดทัพหลวงและทัพหัวเมืองต่างๆ เพื่อยกมาตีไทย ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเตรีมทัพจะไป ตีกัมพูชา เป็นการแก้แค้นที่ถือโอกาสรุกรานไทยหลายครั้งระหว่างที่ไทยติดศึกกับพม่าพอสมเด็จพระนเรศวรทรงทราบข่าวศึกก็ทรงถอนกำลังไปสู้รบกับพม่าทันที ทัพหน้ายกล่วงหน้าไปตั้งที่ตำบลหนองสาหร่าย ฝ่ายพระมาหาอุปราชาทรงคุมทัพมากับพระเจ้าเชียงใหม่ รี้พล 5 แสน เข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ทรงชมไม้ ชมนก ชมเขา และคร่าครวญถึงพระสนมกำนัลมาตลอดจนผ่านไทรโยคลำกระเพิน และเข้ายึดเมืองกาญจนบุรีได้โดยสะดวก ต่อจากนั้นก็เคลื่อนพลผ่านพนมทวนเกิดลางร้ายลมเวรัมภาพัดฉัตรหัก ทรงตั้งค่ายหลวงที่ตําบลตระพังตรุ ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเคลื่อนพยุหยาตราทางชลมารค ไปขึ้นบกที่ปากโมก บังเกิดศุภนิมิต ต่อจากนั้นทรงกรีฑาทัพทางบกไปตั้งค่ายที่ตำบลหนองสาหร่ายเมื่อทรงทราบว่าพม่าส่งทหารมาลาดตะเวน ทรงแน่พระทัยว่าพม่าจะต้องโจมตีประเทศไทยจึงรับสั่งให้ทัพหน้าเข้าปะทะข้าศึกแล้วล่าถอยเพื่อลวงข้าศึกให้ประมาทแล้วสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงนําทัพหลวงออกมาช่วย ช้างพระที่นั่งลองเชือกตกมันกลับเขาไปในหมู่ข้าศึกแม่ทัพนายกองตามไม่ทัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชตรัสท้าพระมหาอุปราชากรำยุทธหัตถีจนมีชัยชนะ พระมหาอุปราชาขาดคอช้าง สมเด็จพระเอกาทศรถกระทำยุทะหัตถีมีชัยชนะแก่มังจาชโร เมื่อกองทัพพม่าแตกพ่ายไปแล้วสมเด็จพระนเรศวรมาหาราชรับสั่งให้สร้างสถูปเจดีย์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระมหาอุปราชา เสด็จแล้วจึงเลิกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

คุณธรรมที่ได้รับจากเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย

1 .ความรอบคอบไม่ประมาท ในเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายนี้เราจะเห็นคุณธรรมของพระนเรศวรได้อย่างเด่นชัดและสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากที่สุดคือ ความรอบคอบ ไม่ประมาท

ดั่งโคลงสี่สุภาพตอนหนึ่งกล่าวว่า

พระห่วงแต่ศึกเสี้ยน อัสดง
เกรงกระลับก่อรงค์ รั่วหล้า
คือใครจักคุมคง ควรคู่ เข็ญแฮ
อาจประกันกรุงถ้า ทัพข้อยคืนถึง

หลังจากที่พม่ายกกองทัพเข้ามาพระองค์ก็ทรงสั่งให้พ่ายพลทหารไปทำลายสะพานเพื่อว่าเมื่อฝ่ายไทยชนะศึกสงคราม พ่ายพลทหารของฝ่ายพม่าก็จะตกเป็นเชลยของไทยทั้งหมด นั่นแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีทัศนคติที่กว้างไกล ซึ่งมีผลมาจากความรอบคอบไม่ประมาท

2 .การเป็นคนรู้จักการวางแผน
จากการที่เราได้รับการศึกษาเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงตอนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเปลี่ยนแผนการรบเป็นรับศึกพม่าแทนไปตีเขมร พระองค์ได้ทรงจัดการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไม่รอช้า ทรงแต่งตั้งให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นแม่ทัพหน้าและพระราชฤทธานนท์เป็นปลัดทัพหน้าตามด้วยแผนการอื่นๆอีกมากมายเพื่อทำการรับมือ และพร้อมที่จะต่อสู้กับข้าศึกศัตรูทางฝ่ายพม่า ยกตัวอย่างโคลงสี่สุภาพที่แสดงให้เราเห็นถึงการรู้จักการวางแผนของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระพึงพิเคราะห์ผู้ ภักดี ท่านนา
คือพระยาจักรี กาจแกล้ว
พระตรัสแด่มนตรี มอบมิ่ง เมืองเฮย
กูไกลกรุงแก้ว เกลือกช้าคลาคืน

เมื่อเราเห็นถึงคุณธรรมทางด้านการวางแผนแล้วเราก็ควรเอาเยี่ยงอย่างเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ มีแบบแผน ซึ่งจากคุณธรรมข้อนี้ก็อาจช่วยเปลี่ยนแปลงให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ให้กลายเป็นบุคคลที่มีคุณภาพชีวิตทางด้านการวางแผนในการดำเนินชีวิตก็เป็นได้ถ้าเรารู้จักการวางแผนให้กับตัวเราเอง

3. การเป็นคนรู้จกความกตัญญูกตเวที
จากบทการรำพึงของพระมหาอุปราชาถึงพระราชบิดานั้น แสดงให้เราเห็นอย่างเด่นชัดเลยทีเดียวว่าพระมหาอุปราชาทรงมีความห่วงใย อาทร ถึงพระราชบิดาในระหว่างที่ทรงออกรบ ซึ่งแสดงให้เราเห็นถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อพระราชบิดา โดยพระองค์ได้ทรงถ่ายทออดความนึกคิด และรำพึงกับตัวเอง ดั่งโคลงสี่สุภาพที่กล่าวไว้ว่า
ณรงค์นเรศด้าว ดัสกร
ใครจักอาจออกรอน รบสู้
เสียดายแผ่นดินมอญ มอด ม้วยแฮ
เหตุบ่มีมือผู้ อื่นต้านทานเข็ญ

ซึ่งเมื่อแปลจะมีความหมายว่า เมื่อยามที่สงครามขึ้นใครเล่าจะออกไปรบแทนท่านพ่อ จากโคลงนี้ไม่ได้แสดงให้เราเห็นถึงความกตัญญูที่มีต่อพระราชบิดาของพระมหาอุปราชาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความกตัญญู ความ จงรัก ภักดี ต่อชาติบ้านเมืองอีก

4. การเป็นคนช่างสังเกตและมีไหวพริบ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถทางด้านการมีความสติปัญญาและมีไหวพริบเป็นเลิศ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะทรงมีคุณธรรมทางด้านการเป็นคนช่างสังเกตและมีไหวพริบ ด้วยเหตุนี้ทำให้พระองค์ทรงสามารถแก้ไขสถานการณ์อันคับขันในช่วงที่ตกอยู่ในวงล้อมของพม่าได้ ซึ่งฉากที่แสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงมีคุณธรรมทางด้านนี้คือ

โดยแขวงขวาทิศท้าว ทฤษฎี แลนา
บัด ธ เห็นขุนกรี หนึ่งไสร้
เถลิงฉัตรจัตุรพิรีย์ เรียงคั่ง ขู่เฮย
หนแห่งฉายาไม้ ข่อยชี้เฌอนาม
ปิ่นสยามยลแท้ท่าน คะเนนึก อยู่นา
ถวิลว่าขุนศึกสำ- นักโน้น
ทวยทับเทียบพันลึก แลหลาก หลายแฮ
ครบเครื่องอุปโภคโพ้น เพ่งเพี้ยงพิศวง

สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้วิธีการสังเกตหาฉัตร5ชั้นของพระมหาอุปราชา ทำให้พระองค์ทรงทราบว่าใครเป็นพระมหาอุปราชาทั้งๆที่มีทหารฝ่ายข้าศึกร่ายล้อมพระองค์จนรอบ แต่ด้วยความมีไหวพริบพระองค์จึงตรัสท้ารบเสียก่อนเพราะถ้าพระองค์ไม่ทรงตรัสท้ารบเสียก่อนพระองค์อาจทรงถูกฝ่ายข้าศึกรุมโจมตีก็เป็นได้ ดังนั้นเมื่อเราเห็นคุณธรรมของพระองค์ด้านนี้แล้วก็ควรยึดถือและนำไปปฏิบัติตามเพราะสิ่งดีๆเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลดีต่อตนเอง และต่อประเทศชาติได้

5. ความซื่อสัตย์
จากเนื้อเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่าบรรดาขุนกรีและทหารมากมายทั้งฝ่ายพม่าและฝ่ายไทยมีความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี ต่อประเทศชาติของตนมากเพราะจากการที่ศึกษาเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายเรายังไม่เห็นเลยว่าบรรดาทหารฝ่ายใดจะทรยศต่อชาติบ้านเมืองของตน ซึ่งก็แสดงให้เราเห็นว่าความซื่อสัตย์ในเราองเล็กๆน้อยๆก็ทำให้เราสามารถซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ๆได้ซึ่งจากเรื่องนี้ความซื่อสัตย์เล็กๆน้อยๆของบรรดาทหารส่งผลให้ชาติบ้านเมืองเกิดความเป็นปึกแผ่นมั่นคงได้
เราก็เช่นเดียวกัน....ถ้าเรารู้จักมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองดั่งเช่นบรรดาขุนกรี ทหารก็อาจนำมาซึ่งความเจริญและความมั่นคงในชีวิตก็เป็นได้ซึ่งสิ่งนี้อาจส่งผลประโยชน์ต่อตนเอง ต่อครอบครัวและชาติบ้านเมือง
6. การมีวาทศิลป์ในการพูด
จากเรื่องนี้มีบุคคลถึงสองท่านด้วยกันที่แสดงให้เราเห็นถึงพระปรีชาสามารถทางด้านการมีวาทศิลป์ในการพูด ท่านแรกคือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในโคลงสี่สุภาพที่ว่า

พระพี่พระผู้ผ่าน ภพอุต-ดมเอย
ไป่ชอบเชษฐ์ยืนหยุด ร่มไม้
เชิญการร่วมคชยุทธ์ เผยอเกียรติ ไว้แฮ
สืบว่าสองเราไซร้ สุดสิ้นฤามี

เราจะเห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงใช้วาจาที่ไพเราะมีความสุภาพน่าฟังต่อพระมหาอุปราชาซึ่งเป็นพี่เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประทับอยู่ทางฝ่ายพม่า
ท่านที่สองคือ สมเด็จพระวันรัต เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงมาขอพระราชทานอภัยโทษจากพระนเรศวร ให้กับบรรดาทหารที่ตามเสด็จพระนเรศวรในการรบไม่ทัน ซึ่งอยู่ในโคลงสี่สุภาพที่ว่า
พระตรีโลกนาถแผ้ว เผด็จมาร
เฉกพระราชสมภาร พี่น้อง
เสด็จไร้พิริยะราญ อรินาศ ลงนา
เสนอพระยศยินก้อง เกียรติก้องทุกภาย

การมีวาทศิลป์ในการพูดของสมเด็จพระวันรัตครั้งนี้ทำให้บรรดาขุนกรี ทหารได้รับการพ้นโทษดังนั้นจากคุณธรรมข้อนี้ทำให้เราได้ข้อคิดที่ว่า การพูดดีเป็นศรีแก่ตัวเมื่อเราทราบเช่นนี้แล้วเราทุกคนก่อนที่จะพูดอะไรต้องคิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูด

ข้อคิดจากเรื่อง
1. ลิลิตตะเลงพ่ายสะท้อนให้เห็นความรักชาติ ความเสียสละ ความกล้าหาญ ของบรรพบุรุษ ซึ่งคนไทยควรภาคภูมิใจ
2. แผ่นดินไทยต้องผ่านการทำศึกสงครามอย่างมากมายกว่าที่จะมารวมกันเป็นปึกแผ่นอย่างปัจจุบันนี้
3. พระราชภารกิจของกษัตริย์ไทยในสมัยก่อน คือการปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขและรบเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย
4. เป็นวรรณคดีชั้นสูงของชาติซึ่งถือได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของวรรณคดีอื่นๆ
4. ให้คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์หลายประการ เช่น การเล่นคำ
การแทรกบทนิราศคร่ำครวญ การใช้โวหารต่างๆ
การพรรณนาฉากที่ทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมและเกิดความรู้สึกคล้อยตาม
5. ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และลักษณะผู้ฟังที่ดี
6. ปลุกใจให้คนไทยรักและเทิดทูนแผ่นดินไทยจนพร้อมที่จะเสียสละเพื่อบ้านเมือง

*********จะอ่านสักร้อยเทียวก็เท่านั้น หากแค่เสี่ยววินาทีไม่มีความตั้งใจ*********

21-25 กันยายน 2552 บทละครพูดคำฉันท์ เรื่อง มัทนะพาธา

บทละครพูดคำฉันท์
เรื่อง มัทนะพาธา
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๔๖๗

พระราชนิพนธ์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ.๒๔๒๔ - ๒๔๖๘)

--------------------------------------------------------------------------------

พระราชนิพนธ์เรื่องมัทนะพาธา เป็นบทละครพูดคำฉันท์ ๕ องก์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ วรรณคดีสโมสรได้ยกย่องไว้ในประกาศนียบัตร ซึ่งคณะกรรมการวรรณคดีสโมสรได้ทูลเกล้าฯ ถวายองค์ผู้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครคำฉันท์เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงพิษร้ายอันเนื่องมาจากความรักตรงตาม
ความหมายของชื่อเรื่องกล่าวคือ สุเทษณ์เทพผู้ทรงฤทธานุภาพหลงรักมัทนาเทพธิดา แต่มัทนาไม่รักตอบ สุเทษณ์ผิดหวังและโกรธ ถึงกับสาปมัทนา ให้ไปเป็นดอกไม้ในโลกมนุษย์ เดือนหนึ่งเมื่อถึงวันเพ็ญจึงกลายร่างเป็นมนุษย์ที่สาวและสวยได้วันหนึ่ง ต่อเมื่อใดได้พบรัก
โดยมีความรักกับบุรุษเพศ จึงจะเป็นมนุษย์ตลอดไป

มายาวัน
"เทวะอันไม้งามสรรพ มีลักษณ์ต้องกับ พระองค์ดำรัสนั้นมี
ในนันทะโนทยานศรี องค์พระศจี ธโปรดเป็นยอดมาลา
เห็นมีแต่ในฟากฟ้า ในแดนคนหา ไม้นี้มิได้แห่งไหน"

แล้วมายาวันก็ได้ชี้แจงถึงดอกไม้ซึ่งมีนามว่ากุพฺชะกะ

"ไม้เรียกผะกากุพฺ ชะกะสีอรุณแสง
ปานแก้มแฉล้มแดง ดรณี ณ ยามอาย
ดอกใหญ่และเกสร สุวคนธะมากมาย
อยู่ทนบวางวาย มธุรสขจรไกล"

เมื่อมาอยู่ในโลกมนุษย์ มัทนามีรักเป็นครั้งแรกกับท้าวชัยเสน กษัตริย์จันทรวงศ์
ผู้ครองราชย์นครหัสตินาปุระซึ่งมีมเหสีอยู่แล้ว "ความเจ็บหรือเดือนร้อนแห่งความรัก" จึงเกิดขึ้นหลังจากท้ายชัยเสนพามัทนามาอยู่ในวัง เพราะมเหสีหึงหวง ถึงขนาดปั้นเรื่องเท็จใส่ร้ายจนท้ายชัยเสนหลงเชื่อ ทั้งๆ ที่ท้าวชัยเสนไม่ได้รักมเหสีเลย หากอภิเษกสมรสด้วยความจำเป็นจากการดำเนินนโยบายการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม
มัทนาวอนขอให้สุเทษณ์ช่วยเหลือให้ตนได้ครองรักกับท้าวชัยเสนดังเดิม แต่
สุเทษณ์รักมัทนาอยู่แล้ว ย่อมต้องการให้มัทนารับรักตนยิ่งกว่าจะได้คืนดีกับท้าวชัยเสน
ผลก็คือ มัทนายืนกรานปฏิเสธรักของสุเทษณ์เหมือนดังที่เคยปฏิเสธมาแล้ว สุเทษณ์จึง
สาปมัทนาให้กลายเป็นดอกกุหลาบตลอดไป ผลที่สุดมัทนาก็เลยกลายเป็นดอกกุหลาบ
ดอกไม้ที่ทั้งงามทั้งหอม แถมมีหนาม ดอกกุหลาบก็ได้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของ
มนุษย์ชาติตลอดมา

10 กันยายน 2552 เรื่อง โคลงกลอนของครูเทพ

โคลงกลอนของครูเทพ

14 กันยายน 2552 เรื่อง โคลงกลอนของครูเทพ

โคลงกลอนของครูเทพ

17 กันยายน 2552 เรื่อง บทละครพูดคำฉันท์

บทละครพูดคำฉันท์

21 กันยายน 2552 เรื่อง บทร้อยกรอง

บทร้อยกรอง

24 กันยายน 2552 เรื่อง คำราชาศัพท์

คำราชาศัพท์

3 กันยายน 2552 เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย

ลิลิตตะเลงพ่าย

31 สิงหาคม 2552 เรื่อง โคลนติดล้อ

7 กันยายน 2552 เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย

ลิลิตตะเลงพ่าย

วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน

วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน

วิชาศิลปะ

วิชาศิลปะ

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาเคมี

วิชาเคมี

มัธยมศึกษาปีที่ 6

มัธยมศึกษาปีที่ 6

วิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน

วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน

24 - 29 สิงหาคม 2552

ใบความรู้
ใบงาน
เฉลย

31 - 5 กันยายน 2552

ใบงาน

7 - 12 กันยายน 2552

ใบความรู้
ใบงาน

วิชาคอมพิวเตอร์

วิชาคอมพิวเตอร์

1-6 มิ.ย. 2552 เรื่อง การระบายสี


## การระบายสีโดยการใช้ Brush Tool ##

Brush Tool เป็นเครื่องมือสำหรับวาดภาพระบายสี Brush Tool มีลักษณะคล้ายกับ Pencil Tool แต่จะแตกต่าง

กันตรงที่ Brush Tool วาดภาพออกมาเป็น Fill ส่วน Pencil Tool วาดภาพออกมาเป็น Stroke โดยมีวิธีการใช้งานดังนี้



##การระบายสี Stroke โดยการใช้ Ink Bottle Tool ##

Ink Bottle Tool เป็นเครื่องมือสำหรับเทสีให้เส้นขอบหรือเรียกว่า Stroke โดยมีวิธีการใช้งานดังนี้



## การระบายสี Fill โดยการใช้ Paint Bucket Tool ##

Paint Bucket Tool เป็นเครื่องมือเทสีให้พื้นรูปหรือเรียกว่า Fill มีวิธีการใช้งานดังนี้



## การใช้ Eyedropper Tool ##

Eyedropper Tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ดูดสีของของวัตถุต่างๆ ทั้งในและนอก Stage เพื่อนำมาเก็บไว้ใช้งานต่อไป

มีวิธีการใช้งานดังนี้



##การกำหนดสีโดยใช้พาเนล Color Mixer และพาเนล Color Swatches ##

Color Mixer เป็นพาเนลที่ใช้ในการผสมสีและการไล่สตามที่ต้องการซึ่งมีรายละเอียดดังนี้







Color Swatches เป็นเสมือนจานสีให้เลือกเปลี่ยนสี่ Stroke และ Fill นอกจากนี้ ยังสามารถจัดการเก็บค่าสีต่างๆตามที่ต้องการ





| การสร้างชิ้นงานใหม่ | การใช้เครืองมือวาดภาพ|

แบบฝึกหัด

10-15 สิงหาคม 2552 เรือง เสียง


เสียง(Sound)

13-18 กรกฏาคม 2552 เรื่องTimeline-layer


Timeline-layer




แบบฝึกหัด

17-22 สิงหาคม 2552 เรือง การเขียนคำสั่ง Action script เบื้องต้น




การเขียนคำสั่ง Action script เบื้องต้น




18-23 พ.ค. 2552 หน่วยที่1 Macromedia Flash 8 คือ ?


รู้จักกับโปรแกรม Macromedia Flash 8

โปรแกรม Macromedia Flash 8 เป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับงานด้านกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว ตลอดจนมัลติมีเดียสำหรับเว็บ โดยลักษณะเด่นของภาพเคลื่อนไหวที่ได้จากโปรแกรม Flash คือไฟล์ที่มีขนาดเล็ก รวมทั้งคุณสมบัติในการสร้างภาพกราฟิกแบบเวคเตอร์ ทำให้ภาพมีความคมชัดสามารถ ย่อ – ขยาย ขนาดได้ โดยยังคงความสวยงามเหมือนเดิม แทนที่จะเก็บข้อมูลเป็นจุดสีเหมือนกราฟิกแบบบิทแมพ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการโต้ตอบ (Interactive) กับผู้ใช้ซึ่งอาศัยการสร้างรูปภาพโดยใช้ลายเส้น ผู้ใช้สามารถนำแฟ้มข้อมูลภาพที่มีอยู่เข้ามาใช้งาน รวมถึงสามารถควบคุมการทำงานโดยการใช้คำสั่งควบคุม (ActionScript)
ความต้องการระบบของโปรแกรม Macromedia Flash 8
โปรแกรม Macromedia Flash 8 มีความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะนำมาใช้ในการงานแสดงผล ดังนี้
1. เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลกลางระดับ Intel Pentium 800 MHz หรือสูงกว่า
2. ระบบปฏิบัติการ Windows 2000 / XP หรือสูงกว่า
3. หน่วยความจำ (RAM) อย่างต่ำ 256 MB (แนะนำให้ใช้ 1 GB)
4. เนื้อที่ของฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 710 MB
5. จอภาพที่ใช้แสดงผลที่ความละเอียด 1024 x 768 pixels หรือสูงกว่า
6. การ์ดจอแสดงความละเอียดสี 16 Bit เป็นอย่างน้อย แต่สำหรับการแสดงกราฟิกสีที่มีความละเอียดสูงควรเป็น 32 Bit
7. ไดรฟ์ CD-ROM สำหรับติดตั้งโปรแกรมหรือค้นหาไฟล์ต่าง ๆ

แบบฝึกหัดที่ 1

20-25 กรกฏาคม 2552 เรื่องการสร้างภาพเคลื่อนไหว (Animation)


การสร้างภาพเคลื่อนไหว (Animation)

22-27มิถุนายน 2552 เรือง การจัดเรียงวัตถุ


การจัดเรียงวัตถุ

แบบฝึกหัด

24-29 สิงหาคม เรือง การเผยแพร่ผลงาน(Publish)


การเผยแพร่ผลงาน(Publish)

25-30 พ.ค. 2552 เรื่อง การสร้างชิ้นงานใหม่

## การสร้างชิ้นงานใหม่ ##

เมื่อเรียกใช้โปรแกรม Flash จะพบหน้าจอให้เลือก สามารถคลิกใช้โดยคลิกส่วนที่ต้องการ ดังนี้

การเรียกใช้โปรแกรม

##ส่วนประกอบของโปรแกรม Macromedia Flash 8 ##

องค์ ประกอบของ Flash 8 ในส่วนต่าง ๆ ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการสร้างชิ้นงานจึงจำเป็นต้องทราบถึงหน้าที่และ ความสำคัญของส่วนต่าง ๆดังรูป

องค์ประกอบของโปรแกรม

## การกำหนดขนาดของชิ้นงาน ##



##การย่อ - ขยายมุมมองของสเตจ ##



## การปรับแต่งการแสดงผลของหน้าจอให้กลับสู่ค่าเริ่มต้น ##



## นามสกุลของ Flash ##



นามสกุลของ Flash จะสร้างนามสกุลหลัก ๆ 2 อย่าง คือ

1. *.fla คือไฟล์ที่เกิดจากการบันทึกชิ้นงานใน Flash ที่เกิดจากการบันทึกไฟล์ต้นฉบับ ซึ่งสามารถนำมาแก้ไขชิ้นงานได้

2. *.swf คือไฟล์สร้างขึ้นหลักจากการแสดงผลออกมา สามารถเปิดดูการแสดงผลได้โดยไม่ต้องเปิดโปรแกรม Flash สำหรับการนำไปใช้และเผยแพร่

หมาย เหตุ : เมื่อมีการ Publish เพื่อเผยแพร่งานทางเว็บ จะได้ไฟล์ที่มีนามสกุล *.html เพิ่มขึ้นมาด้วย เพื่อแสดงภาพเคลื่อนไหวผ่านเว็บ



การใช้เครืองมือวาดภาพ

27-1 สิงหาคม 2552 เรื่อง การสร้างภาพเคลื่อนไหว(Animation)ต่อ


การสร้างภาพเคลื่อนไหว(Animation)

แบบฝึกหัด

29-4 กรกฏาคม 2552 การสร้างข้อความ


การสร้างข้อความ

แบบฝึกหัด

31-12 กันยายน สร้างชิ้นงานAnimation (งานกลุ่ม) ***new***





สร้างชิ้นงานAnimation 30 คะแนน


1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน

2. เสนอเรื่องที่ทำผลงาน ด้อย Story Board

(เสนอด้วย Powerpint และ ส่งรูปเล่มด้วย วันที่ 1 กันยายน 2552)

3. สร้างผลงานด้วยโปรแกรม Flash 1 เรื่อง มีองค์ประกอบ ทังภาพ เสียง และกาเคลื่อนไหว

4. ส่งผลงาน วันที่ 15 กันยายน 2552

8-13 มิ.ย. 2552 เรื่อง เครื่องมือตกแต่ง



##เครื่องมือตกแต่ง##

การวาดภาพใน Flash นั้นเมื่อวาดรูปด้วยเครื่องมือต่างๆ ก็จะได้รูปทรง Shape ซึ่งประกอบด้วย Stroke และ Fill

1. เส้นขอบ Stroke : เป็นโครงร่างของรูป

2. ส่วนที่เป็นพื้นรูป Fill :พื้นที่ภายในเส้นของ



## การกำหนดรายละเอียดของรูปที่วาด ##

ใน Property Inspector มีรายละเอียดให้เรากำหนดดังนี้

##การใช้งาน Selection Tool ##



Selection Tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเลือกและการปรับแต่งรูปทรงการปรับแต่งเส้นหรือวัตถุรูปทรงต่าง ๆ



สามารถใช้ Selection Tool โดยวิธีการคลิกเมาส์ลากจุดต่าง ๆ บนเส้นโดยการสังเกตจากสัญลักษณ์
ของตัวชี้เมาส์ดังนี้



คลิกที่ขอบของวัตถุและลากจะเป็นการปรับแต่งลักษณะของวัตถุซึ่งโดยปกติจะเป็นการ ปรับแต่ง

ในลักษณะรูปทรงโค้ง หากเราต้องการปรับแต่ง ให้เป็นรูปทรงเหลี่ยมให้กดปุ่ม Alt ค้างเอาไว้



การทำให้เป็นเส้นโค้งโดยการใช้ Selection Tool



## การเลือกวัตถุโดยการใช้ Selection Tool ##

ปกติ เวลาที่ทำการเลือกออบเจ็กต์โดยเครื่องมือ Selection Tool สามารถเลือกได้ 1 ออบเจ็กต์โดยการคลิกเมาส์และหากต้องการเลือกออบเจ็กต์มากกว่า 1 ออบเจ็กต์ให้กด Shift พร้อม กับการคลิกเลือกออบเจ็กต์ที่ต้องการเลือกต่อไปหากดับเบิ้ลคลิกที่ออบเจ็กต์ ที่มีทั้ง Stroke และ Fill จะเป็นการเลือกทั้ง Stroke และ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการสะดวกในการเลือกออบเจ็กต์ที่มีทั้ง Stroke และ Fill ในครั้งเดียว



## การจัดกลุ่มโดยการใช้ Selection Tool ##

การ Group ออบเจ็กต์เป็นการรวมออบเจ็กต์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน หากต้องการนำออบเจ็กต์ที่มีสี Fill หรือ Stroke
แตกต่างกันมาซ้อนกันโดยไม่ให้ ออบเจ็กต์ตัดกันต้องใช้คำสั่ง Modify > Grou เพื่อรวมออบเจ็กต์เข้าไว้ด้วยกันหรือกด Ctrl + G



เมื่อ รวมทำการ Groupวัตถุไปแล้วต้องการแก้ไขวัตถุต่าง ๆ นั้นสามารถทำได้โดยการ UnGroupวัตถุให้กลับมาเป็นอย่างเดิมอีกครั้งโดยคลิกที่วัตถุที่ต้องการแยกกลุ่มแล้ว

เลือกคำสั่ง Modify > Ungroup หรือกด + +

##การใช้งาน Subselection Tool ##

Subselection Tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเปลี่ยนรูปร่างวัตถุและปรับแต่งวัตถุ ซึ่งจะกระทำที่เส้นขอบของวัตถุ โดยมีวิธีการใช้งานดังนี้



##การใช้งาน Free Transform Tool ##

Free Transform Tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบิดวัตถุ หมุนวัตถุ ปรับความเอียงของวัตถุ ขยายขนาดของวัตถุ โดยที่ Free Transform Tool นี้จะรวมความสามารถหลายอย่างไว้ในเครื่องมือเดียวซึ่งสามารถใช้งานได้โดยการ คลิกเมาส์ไปที่วัตถุ จากนั้นทำการปรับเปลี่ยนหรือบิดหมุนวัตถุตามที่ต้องการโดยมีวิธีดังต่อไป นี้





##การใช้งาน Lasso Tool ##

Lasso Tool เป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถเลือกพื้นที่ Selection ได้อย่างอิสระและรวดเร็ว มีความยืดหยุ่น โดยสามารถใช้งานได้ดังนี้





##การลบส่วนที่ไม่ต้องการโดยการใช้ Eraser Tool ##

Eraser Tool เป็นเครื่องมือลบเส้น Stroke หรือสีพื้น Fill มีวิธีการใช้งานดังนี้


วิชาชีววิทยา

วิชาชีววิทยา

วิชาดนตรี

วิชาดนตรี

วิชาฟิสิกส์

วิชาฟิสิกส์

14-19 กันยายน 2552

เรื่องไฟฟ้ากระแส

7-12 กันยายน 2552

ไฟฟ้ากระแส

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาอังกฤษสื่อสาร

วิชาภาษาไทย

วิชาภาษาไทย

1-5 กันยายน 2552 คำทับศัพท์

รายการคำทับศัพท์รวบรวมจากการสะกดตามราชบัณฑิตยสถาน
A
acre = เอเคอร์ acrylic = อะคริลิก ActiveX = แอ็กทิฟเอกซ์ address = แอดเดรส

air = แอร์ airbrush = แอร์บรัช airfoil = แอร์ฟอยล์ alcohol = แอลกอฮอล์

ALGOL = (ภาษา)อัลกอล algorithm = อัลกอริทึม alkali = แอลคาไล alkaline = แอลคาไลน์
almond = อัลมอนด์ alpha = แอลฟา alpine = แอลป์ aluminium = อะลูมิเนียม
ameba = อะมีบา amethyst = แอเมทิสต์ ampere = แอมแปร์ amplitude = แอมพลิจูด

analog = แอนะล็อก analogue = แอนะล็อก and = แอนด์ angstrom = อังสตรอม
ANSI = แอนซี anti- = แอนติ- antibody = แอนติบอดี applet = แอปเพล็ต

arabic = อารบิก arc = อาร์ก Archie = อาร์ชี argument = อาร์กิวเมนต์

arm = อาร์ม armature = อาร์มาเจอร์ art = อาร์ต artwork = อาร์ตเวิร์ก
ASCII = แอสกี asphalt = แอสฟัลต์ assembly = แอสเซมบลี asynchronous = อะซิงโครนัส
Atlantic = แอตแลนติก auto- = ออโต- automata = ออโตมาตา azimuth = แอซิมัท
B
bacteria = แบคทีเรีย ball = บอล ballet = บัลเลต์ balloon = บอลลูน, บัลลูน
band = แบนด์' bandwidth = แบนด์วิดท์ bank = แบงก์ bar = บาร์
barrel = บาร์เรล base = เบส BASIC = (ภาษา)เบสิก battery = แบตเตอรี่
bearing = แบริง bel = เบล beta = บีตา bias = ไบแอส

binary = ไบนารี bio = ไบโอ bit = บิต blackjack = แบล็กแจ็ก

block = บล็อก board = บอร์ด body = บอดี bonus = โบนัส

boolean = บูลีน brake = เบรก bridge = บริดจ์ bridgeware = บริดจ์แวร์
broadband = บรอดแบนด์ browser = เบราว์เซอร์ buffer = บัฟเฟอร์ bus = บัส
byte = ไบต์

C
cable = เคเบิล cache = แคช CAD/CAM = แคด/แคม caffeine = คาเฟอีน, แคฟเฟอีน, กาเฟอีน
cake = เค้ก calcium = แคลเซียม calculus = แคลคูลัส calorie = แคลอรี

canyon = แคนยอน capsule = แคปซูล carbon = คาร์บอน carbon dioxide = คาร์บอนไดออกไซด์
carbon monoxide = คาร์บอนมอนอกไซด์ carbonate = คาร์บอเนต carburetor = คาร์บูเรเตอร์ carburettor = คาร์บูเรเตอร์
card = การ์ด Cartesian = คาร์ทีเซียน cartoon = การ์ตูน catabolism = แคแทบอลิซึม
catalog = แค็ตตาล็อก catalogue = แค็ตตาล็อก catenary = แคทีนารี cathode = แคโทด
Catholic = คาทอลิก CD-ROM = ซีดีรอม cell = เซลล์ celluloid = เซลลูลอยด์
celsius = เซลเซียส cement = ซีเมนต์ center = เซนเตอร์, เซ็นเตอร์ centre = เซนเตอร์, เซ็นเตอร์
ceramic = เซรามิก cetane = ซีเทน chalk = ชอล์ก channel = แชนเนล

charge = ชาร์จ chassis = แชสซี check = เช็ก cheque = เช็ค

chip = ชิป chlorine = คลอรีน chloroform = คลอโรฟอร์ม chlorophyll = คลอโรฟิลล์
chocolate = ช็อกโกแลต, ช็อกโกเลต choke = โช้ก chord = คอร์ด chorus = คอรัส
chromosome = โครโมโซม class = คลาส classic = คลาสสิก click = คลิก
clinic = คลินิก clipboard = คลิปบอร์ด clone = โคลน club = คลับ

cluster = คลัสเตอร์ clutch = คลัตช์ coax = โคแอกซ์ COBOL = (ภาษา)โคบอล

coccus = ค็อกคัส cocktail = ค็อกเทล code = โค้ด CODEC = โคเดก

coil = คอยล์ column = คอลัมน์ coma = โคม่า commando = คอมมานโด
communist = คอมมิวนิสต์ commutator = คอมมิวเทเตอร์ compact = คอมแพกต์ compile = คอมไพล์

compiler = คอมไพเลอร์ complement = คอมพลีเมนต์ compressor = คอมเพรสเซอร์ computer = คอมพิวเตอร์
concert = คอนเสิร์ต conchoid = คอนคอยด์ concrete = คอนกรีต condenser = คอนเดนเซอร์
condominium = คอนโดมิเนียม cone = โคน consul = กงสุล content = คอนเทนต์
contour = คอนทัวร์ convex = คอนเวกซ์ cookie = คุกกี้ coordinate = โคออร์ดิเนต
copy = ก๊อปปี้ coroutine = โครูทีน cosec = โคเซก cosecant = โคซีแคนต์
coset = โคเซต cosine = โคไซน์ cosmic = คอสมิก cotangent = โคแทนเจนต์
counter = เคาน์เตอร์ course = คอร์ส covariant = โคแวเรียนต์ credit = เครดิต
cubic = คิวบิก cursor = เคอร์เซอร์ cyber = ไซเบอร์ cybernetic = ไซเบอร์เนติก
cybernetics = ไซเบอร์เนติกส์ cyberspace = ไซเบอร์สเปซ cycle = ไซเกิล cyclone = ไซโคลน
D
daemon = ดีมอน day = เดย์ debit = เดบิต decibel = เดซิเบล

DECT = เดกต์ degree = ดีกรี delta = เดลตา dendrogram = เดนโดรแกรม
depression = ดีเปรสชัน deque = เดก desktop = เดสก์ท็อป detagram = เดทาแกรม
determinant = ดีเทอร์มิแนนต์ diaphragm = ไดอะแฟรม diesel = ดีเซล digital = ดิจิทัล
diode = ไดโอด dipole = ไดโพล director = ไดเรกเตอร์ directrix = ไดเรกทริกซ์

disassembler = ดิสแอสเซมเบลอร์ disc = ดิสก์ discriminant = ดิสคริมิแนนต์ disk = ดิสก์
divergence = ไดเวอร์เจนซ์ dollar = ดอลลาร์ domain = โดเมน down = ดาวน์
download = ดาวน์โหลด DOS = ดอส drive = ไดร์ฟ drum = ดรัม
dummy = ดัมมี dynamo = ไดนาโม

E
e-commerce = อีคอมเมิร์ซ electone = อิเล็กโทน electrolyte = อิเล็กโทรไลต์ electron = อิเล็กตรอน
electronics = อิเล็กทรอนิกส์ email = อีเมล emitter = อิมิตเตอร์ entity = เอนทิตี
entropy = เอนโทรปี enzyme = เอนไซม์ erlang = เออร์แลง espresso = เอสเพรสโซ
Ethernet = อีเทอร์เน็ต Eudora = ยูดอรา exosphere = เอกโซสเฟียร์ extranet = เอกซ์ทราเน็ต

F
factor = แฟกเตอร์ factorial = แฟกทอเรียล FAX = แฟกซ์ fiber = ไฟเบอร์

fiberglass = ไฟเบอร์กลาสส์ fiberphone = ไฟเบอร์โฟน fibre = ไฟเบอร์ FIFO = ไฟโฟ
film = ฟิล์ม firewall = ไฟร์วอลล์ firmware = เฟิร์มแวร์ flat = แฟลต
flip-flop = ฟลิปฟล็อป fluorine = ฟลูออรีน folder = โฟลเดอร์ form = ฟอร์ม

FORTRAN = (ภาษา) ฟอร์แทรน Fourier = ฟูเรียร์ frame = เฟรม freeware = ฟรีแวร์
function = ฟังก์ชัน fuse = ฟิวส์

G
gadolinium = แกโดลิเนียม galaxy = กาแล็กซี galactose = กาแล็กโทส gamma = แกมมา
gas = แก๊ส gasolene = แกโซลีน gateway = เกตเวย์ gauze = (ผ้า) ก๊อซ
gear = เกียร์ gigabyte = จิกะไบต์, กิกะไบต์ golf = กอล์ฟ Gopher = โกเฟอร์
gradient = เกรเดียนต์ graph = กราฟ graphic = กราฟิก graphics = กราฟิกส์
graphite = แกรไฟต์ gray = เกรย์ groupware = กรุ๊ปแวร์ glucose = กลูโคส

H
haemoglobin = เฮโมโกลบิน harddisk = ฮาร์ดดิสก์ hardware = ฮาร์ดแวร์ harmonic = ฮาร์มอนิก
hash = แฮช heap = ฮีป heapsort = ฮีปซอร์ต helicopter = เฮลิคอปเตอร์
helix = ฮีลิกซ์ hertz = เฮิรตซ์ hi-fi = ไฮไฟ hippopotamus = ฮิปโปโปเตมัส
histogram = ฮิสโทแกรม hockey = ฮอกกี้ hologram = ฮอโลแกรม holography = ฮอโลกราฟี
home page = โฮมเพจ homographic = โฮโมกราฟิก Hot Java = ฮ็อตจาวา hormone = ฮอร์โมน
hotel = โฮเต็ล HTML = เอชทีเอ็มแอล hub = ฮับ hydraulic = ไฮดรอลิก

hydrogen = ไฮโดรเจน hyperbola = ไฮเพอร์โบลา
I
image = อิมเมจ impulse = อิมพัลส์ indicatrix = อินดิเคทริกต์ infrared = อินฟราเรด
input = อินพุต integral = อินทิกรัล internet = อินเทอร์เน็ต interpreter = อินเตอร์พรีเตอร์
intranet = อินทราเน็ต ion = ไอออน ISO = ไอโซ, ไอเอสโอ
J
jack = แจ็ก jackpot = แจ็กพอต Java = จาวา JavaScript = จาวาสคริปต์

jeans = ยีนส์ JPEG = เจเพ็ก jubilee = จูบิลี

K
kick-down = คิกดาวน์ kilobaud = กิโลบอด kilobit = กิโลบิต kilobyte = กิโลไบต์
kilocycle = กิโลไซเกิล kilohertz = กิโลเฮิร์ต knock = น็อก

L
LAN = แลน laptop = แล็ปท็อป laser = เลเซอร์ latch = แลตช์

latitude = ละติจูด lens = เลนส์ lift = ลิฟต์ limit = ลิมิต

link = ลิงก์ lipstick = ลิปสติก liquor = ลิเคอร์ lithium = ลิเทียม

load = โหลด lock = ล็อก locket = ล็อกเกต log = ล็อก

logarithm = ลอการิทึม lottery = ลอตเตอรี่
M
macro = แมโคร major = เมเจอร์ manifold = แมนิโฟลด์ manometer = แมนอมิเตอร์

matrix = เมทริกซ์, แมทริกซ์ megahertz = เมกะเฮิรตซ์ meter = มิเตอร์ (เครื่องมือวัด), เมตร (หน่วยวัดความยาว) micro = ไมโคร
microcomputer = ไมโครคอมพิวเตอร์ microfiche = ไมโครฟิช microfilm = ไมโครฟิล์ม micrometer = ไมโครมิเตอร์
micron = ไมครอน microphone = ไมโครโฟน microprocessor = ไมโครโพรเซสเซอร์ microwave = ไมโครเวฟ
minimax = มินิแมกซ์ minor = ไมเนอร์ model = โมเดล modem = โมเด็ม
modular = มอดุลาร์ module = มอดูล modulo = มอดุโล modulus = มอดุลัส
moment = โมเมนต์ momentum = โมเมนตัม monitor = มอนิเตอร์ mosaic = โมเสก
motor = มอเตอร์ mouse = เมาส์ multiprocessor = มัลติโพรเซสเซอร์ multiprogramming = มัลติโปรแกรมมิง
mummy = มัมมี่ mustard = มัสตาร์ด
N
netball = เนตบอล Netscape = เน็ตสเคป network = เน็ตเวิร์ก nightclub = ไนต์คลับ
normal = นอร์แมล note = โน้ต notebook = โน้ตบุ๊ก notepad = โน้ตแพด
nucleic = นิวคลีอิก nucleus = นิวเคลียส
O
oasis = โอเอซิส object = อ็อบเจกต์ octane = ออกเทน offset = ออฟเซต
Olympic = โอลิมปิค (กีฬา) [1], โอลิมปิก (วิชาการ) [2] ounce = ออนซ์ output = เอาต์พุต oxidation = ออกซิเดชัน
oxygen = ออกซิเจน

P
PAD = แพด panel = แพเนล parabola = พาราโบลา parameter = พารามิเตอร์
parsec = พาร์เซก peg = เป๊ก percent = เปอร์เซ็นต์ percentile = เปอร์เซ็นไทล์
petroleum = ปิโตรเลียม phase = เฟส photocell = โฟโตเซลล์ photon = โฟตอน
pickup truck = รถพิกอัป picnic = ปิกนิก pinphone = พินโฟน plasma = พลาสมา
plastic = พลาสติก platform = แพลตฟอร์ม platinum = แพลทินัม plotter = พล็อตเตอร์
plug = ปลั๊ก polarization = โพลาไรเซชัน polymer = พอลิเมอร์ portal = พอร์ทัล
postcard = โปสต์การ์ด POTS = พ็อตส์ pound = ปอนด์ predicate = เพรดิเคต
prism = ปริซึม profile = โพรไฟล์ program = โปรแกรม programmer = โปรแกรมเมอร์
projection = โพรเจกชัน projective = โพรเจกทิฟ prolog = โปรล็อก proof = ปรู๊ฟ
Protestant = โปรเตสแตนต์ protocol = โพรโทคอล protractor = โปรแทรกเตอร์, โพรแทรกเตอร์ pulse = พัลส์
pump = ปั๊ม punk = พังก์ pyramid = พีระมิด

Q
quartz = ควอตซ์ queue = คิว quicksort = ควิกซอร์ต quota = โควตา

R
racket = แร็กเกต radar = เรดาร์ radian = เรเดียน RAM = แรม

raster = แรสเตอร์ ream = รีม reduction = รีดักชัน reflex = รีเฟล็กซ์
register = เรจิสเตอร์ relay = รีเลย์ resin = เรซิน ROM = รอม

Roman Catholic = โรมันคาทอลิก routine = รูทีน rule = รูล
S
saccharin = แซ็กคาริน sauce = ซอส save = เซฟ scalar = สเกลาร์
scale = สเกล screw = สกรู script = สคริปต์ SCSI = สกัสซี

segment = เซกเมนต์ serum = เซรุ่ม set = เซต shareware = แชร์แวร์
shirt = เชิ้ต shock = ช็อก silicone = ซิลิโคน simplex = ซิมเพลกซ์
simulation = ซิมูเลชัน sine = ไซน์ slide = สไลด์ slum = สลัม
socket = ซ็อกเก็ต software = ซอฟต์แวร์ space = สเปซ spaghetti = สปาเกตตี
spin = สปิน spoiler = สปอยเลอร์ spring = สปริง start = สตาร์ต
starter = สตาร์ตเตอร์ steak = สเต๊ก stream = สตรีม stuff = สตัฟฟ์
subroutine = ซับรูทีน super = ซูเปอร์ superior = ซุพีเรียร์ switch = สวิตช์
synchronous = ซิงโครนัส
T
tangent = แทนเจนต์ tape = เทป taxi = แท็กซี่ technique = เทคนิค
technology = เทคโนโลยี telex = เทเลกซ์ Telnet = เทลเน็ต tennis = เทนนิส
tensor = เทนเซอร์ tent = เต็นท์ thermometer = เทอร์มอมิเตอร์, เทอร์โมมิเตอร์ thermostat = เทอร์มอสแตต
titanium = ไทเทเนียม toffee = ทอฟฟี่ token = โทเค็น tonsil = ทอนซิล
topology = โทโพโลยี torque = ทอร์ก tractor = แทรกเตอร์ transistor = ทรานซิสเตอร์
type = ไทป์ typhoon = ไต้ฝุ่น
U
ultraviolet = อัลตราไวโอเลต unit = ยูนิต unitary = ยูนิแทรี Unix = ยูนิกซ์
upload = อัปโหลด USENET = ยูสเน็ต

V
vaccine = วัคซีน valve = วาล์ว variant = แวเรียนต์ vector = เวกเตอร์

venturi = เวนจูริ video = วีดีโอ virus = ไวรัส vitamin = วิตามิน

volley ball = วอลเลย์บอล
W
ware = แวร์ watt = วัตต์ wave = เวฟ web = เว็บ

web browser = เว็บเบราว์เซอร์ web page = เว็บเพจ web site = เว็บไซต์ whisky = วิสกี้
window = วินโดว์ Windows = วินโดวส์ World Wide Web, WWW = เวิลด์ไวด์เว็บ

X-Z
x-ray = เอกซเรย์ yacht = เรือยอช (อ่านว่า ยอช) yeast = ยีสต์ zigzag = ซิกแซ็ก
zone = โซน zoom = ซูม

14-19 กันยายน 2552 การพูดโต้แย้ง การแสดงทรรศนะ

การโต้แย้ง
คำว่า โต้แย้ง คือการแสดงทรรศนะที่แตกต่างกันระหว่างบุคคล ๒ ฝ่าย โดยแต่และฝ่ายพยายามใช้เหตุผลเพื่อสนับสนุนทรรศนะของตนและคัดค้านทรรศนะของอีกฝ่าย แบ่งเนื้อหาได้ดังนี้
โครงสร้างของการโต้แย้ง ในการพิจารณาจะอาศัยกระบวนการใช้เหตุผลซึ่งประกอบด้วยข้อสรุป และเหตุผลนั่นเอง
หัวข้อและเนื้อหาของการโต้แย้ง เนื่องจากการโต้แย้งแต่ละครั้งนั้นจะต้องกำหนดกันว่าจะโต้แย้งกันในหัวข้อใด และมีประเด็นใดบ้างที่จะนำมาพิจารณาบ้าง
กระบวนการโต้แย้ง ก่อนอื่นผู้โต้แย้งต้องมีพื้นความรู้ดีพอเกี่ยวกับหัวข้อที่นำมาโต้แย้งเสียก่อน และต้องมีความสามารถในการเรียบเรียง รวมทั้งเสนอได้อย่างแจ่มชัด ซึ่ง กระบวนการโต้แย้งมี ๔ กระบวนการ ดังนี้
๑. การตั้งประเด็นในการโต้แย้ง ประเด็นในการโต้แย้ง หมายถึง คำถามที่ก่อให้เกิดการโต้แย้งกัน ซึ่งประเด็นในการโต้แย้งยังแบ่งออกได้ ๓ ประเภทคือ
๑.๑ การโต้แย้งเกี่ยวกับนโยบายหรือข้อเสนอเพื่อให้เปลี่ยนแปลงสภาพเดิม โดยปกติการโต้แย้งประเภทนี้จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งเสนอทรรศนะของตนเพื่อให้บุคคลอื่นพิจารณายอมรับ โดยผู้โต้แย้งก็จะชี้ให้เห็นว่าทรรศนะของเขานั้นมีข้อเสียหายหรือมีข้อบกพร่องนั้น เมื่อผู้แสดงทรรศนะเริ่มต้นได้เสนอหลักการในการเปลี่ยนแปลงก็ต้องบอกว่าข้อเสนอ หรือหลักการที่นำมาอาจใช้ได้เฉพาะทางทฤษฎีเท่านั้น มิอาจนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้
๑.๒ การโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริง มีประเด็นสำคัญคือ เมื่อผู้แสดงทรรศนะนั้นกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่อ้างถึง ผู้โต้แย้งก็ต้องถามว่าสิ่งที่อ้างถึงคือข้อเท็จจริงหาได้มีอยู่จริงในที่ที่อ้างถึงนั้นหรือไม่ และถ้าตรวจสอบว่ามีอยู่จริง ผู้โต้แย้งก็ต้องถามว่าจะมีวิธีการตรวจสอบได้แน่นอนอย่างไร และวิธีการตรวจสอบนั้นเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้หรือมิฉะนั้นก็ตอบไปในทางว่า ได้มีการตรวจสอบแล้วแต่ไม่ปรากฏว่าสิ่งที่อ้างถึงนั้นเป็นจริงเช่นที่อ้างเลย
๑.๓ การโต้แย้งเกี่ยวกับคุณค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก และมีความรู้สึกส่วนตัวรวมอยู่ด้วย

การนิยามคำและกลุ่มคำสำคัญที่อยู่ในประเด็นของการโต้แย้ง
หมายถึง การกำหนดความหมายของคำและกลุ่มคำนั้นให้รัดกุมและแจ่มชัดลงไปว่า ผู้นิยามมุ่งประสงค์ที่จะให้ขอบเขตความหมายของคำ และกลุ่มคำนั้นๆครอบคลุม หรือบ่งชี้ถึงอะไรบ้าง เพื่อจะได้ไม่โต้แย้งกันคนละทาง
การค้นหาและเรียบเรียงข้อสนับสนุนทรรศนะของตน เนื่องจากทรรศนะที่มีข้อสนับสนุนแน่นแฟ้นจะเป็นทรรศนะที่น่าเชื่อถือ ซึ่งข้อสนับสนุนอาจมาจากข้อมูลต่าง ๆที่เกี่ยวข้องและตรงประเด็น อาจค้นหามาจากข้อเท็จจริง สถิติ หลักฐาน จากการอ่าน การฟัง สัมภาษณ์ และการสังเกตด้วยตนเอง สำหรับการเรียบเรียงข้อสนับสนุนทรรศนะนั้น ต้องให้ผู้อ่าน หรือผู้ฟังเข้าใจทรรศนะของเราอย่างแจ่มแจ้ง และต้องบอกที่มาของข้อมูลหรือข้อเท็จจริงนั้นด้วยตามความจริง
การชี้ให้เห็นจุดอ่อนและความผิดพลาดของทรรศนะของฝ่ายตรงกันข้าม โดยปกติ จุดอ่อนของทรรศนะของบุคคล จะอยู่ที่
๑. การนิยามคำสำคัญโดยปกติ นิยามที่ดีจะต้องรัดกุมและแจ่มแจ้ง แต่บางทีเราก็พบว่ามีผู้นิยามวกวน ซึ่งในการโต้แย้ง ถ้าผู้โต้แย้งจับจุดอ่อนของการนิยามได้ ก็ต้องชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ว่านิยามมีจุดอ่อนอย่างไร ควรนิยามอย่างไร จึงจะถูกความจริงมากที่สุด
๒. ปริมาณและความถูกต้องของข้อมูล ทรรศนะใดก็ตามที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ผิดพลาดหรือข้อมูลนั้นน้อยเกินไป ทรรศนะนั้นก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ
๓. สมมติฐานและวิธีการอนุมาน เนื่องจากข้อสรุปของทรรศนะใดๆ ก็ตาม ที่เป็นการอนุมานด้วยวิธี นิรนัยจะสืบเนื่องมาจากสมมติฐานหรือหลักทั่วไปที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งในการโต้แย้งผู้โต้แย้งก็ควรพิจารณาว่าสมมติฐานนั้นถูกต้องหมดหรือเปล่า ถ้าไม่ถูกต้องหมดก็โต้แย้งได้โดยง่ายเลย ส่วนวิธีการอนุมานด้วยวิธีนิรนัย หมายถึง กระบวนการหาข้อสรุปจากสมมติฐานที่มีอยู่นั้น กล่าวคือ การโต้แย้ง ก็คือ ผู้โต้แย้งต้องดูจุดอ่อนของการอนุมานว่ามีข้อผิดพลาดตรงไหนที่สามารถผิดหลักความจริง ผู้โต้แย้งก็เอาจุดผิดพลาดตรงนั้นมาโต้แย้ง
การวินิจฉัยเพื่อตัดสินข้อโต้แย้ง ว่าฝ่ายใดควรจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่นั้น อาจทำได้
๒ วิธีคือ
๑. พิจารณาเฉพาะเนื้อหาสาระที่แต่ละฝ่ายได้นำมาโต้แย้งกัน
๒. วินิจฉัยโดยใช้ดุลพินิจของตน พร้อมกับพิจารณาคำโต้แย้งของทั้งสองฝ่ายโดยละเอียด
ข้อควรระวังในการโต้แย้ง มีดังนี้
๑. ผู้โต้แย้งควรหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์
๒. ผู้โต้แย้งควรมีมารยาทในการใช้ภาษา ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา
๓. ผู้โต้แย้งควรรู้จักเลือกประเด็น ว่าประเด็นใดอาจโต้แย้งกันได้อย่างไม่สร้างสรรค์ ประเด็นใดเมื่อโต้แย้งกันไปแล้วจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ หรือประเด็นใดไม่มีทางในการโต้แย้งได้เลย

การแสดงทรรศนะ
คำว่า ทรรศนะ นั้นหมายถึง ความเห็นที่ประกอบด้วยเหตุผล ซึ่งเนื้อหาของการแสดงทรรศนะที่ควรรู้มีดังนี้
โครงสร้างของทรรศนะ มีส่วนสำคัญ ๓ ส่วน ดังนี้
๑. ที่มา คือ ส่วนที่เป็นเรื่องราวต่างๆอันทำให้เกิดการแสดงทรรศนะ ส่วนนี้จะช่วยให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจและพร้อมที่จะรับทรรศนะนั้นต่อไป
๒. ข้อสนับสนุน คือ ข้อเท็จจริง หลักการ รวมทั้งทรรศนะและมติของผู้อื่นที่ผู้แสดงทรรศนะนำมาใช้ เพื่อประกอบกันให้เป็นเหตุผลสนับสนุนข้อสรุปของตน
๓. ข้อสรุป คือ สารที่สำคัญที่สุดของทรรศนะ อาจเป็นข้อเสนอแนะ ข้อวินิจฉัย ข้อสันนิษฐาน หรือการประเมินค่า ที่เจ้าของทรรศนะต้องการให้ผู้อื่นพิจารณายอมรับหรือนำไปปฏิบัติ
ความแตกต่างระหว่างทรรศนะของบุคคล ทรรศนะของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปได้หลายแนว ความหลากหลายมีเหตุมาจากสิ่งสำคัญ ๒ ประการคือ
๑. คุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์ หมายถึง คุณสมบัติที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด เช่น ไหวพริบ เชาวน์ ปฏิภาณ ความฉลาด
๒. อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ส่งเสริมและสนับสนุนคุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้บุคคลมีความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อรวมทั้งค่านิยมแตกต่างกัน
ประเภทของทรรศนะ แบ่งออกได้ ๓ ประเภท ดังนี้
๑. ทรรศนะเชิงข้อเท็จจริง จะเป็นทรรศนะที่กล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังเป็นเรื่องที่สังคมถกเถียงกันอยู่ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่ การแสดงทรรศนะแบบนี้จึงเป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น
๒. ทรรศนะเชิงคุณค่า เป็นทรรศนะที่ประเมินว่า สิ่งใดดี สิ่งใดด้อย สิ่งใดเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นวัตถุ บุคคล นโยบายหรือแม้แต่ทรรศนะก็ได้
๓. ทรรศนะเชิงนโยบาย เป็นทรรศนะที่ชี้บ่งว่าควรทำอะไร อย่างไร ต่อไปในอนาคต หรือควรจะปรับปรุงแก้ไขสิ่งใดไปในทางใด อย่างไร และสิ่งที่จะนำเสนอนั้นมีขั้นตอนอย่างไร มีเป้าหมายอย่างไร

ลักษณะของภาษาที่ใช้ในการแสดงทรรศนะ การเรียบเรียงเช่นเดียวกับการใช้ภาษาโดยทั่วไปคือถ้อยคำกะทัดรัด มีความหมายแจ่มชัด เรียงลำดับเนื้อความไม่สับสนวกวน ใช้ภาษาถูกต้องกับระดับของการสื่อสาร และใช้สำนวนที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มดังนี้
- ใช้คำหรือกลุ่มคำที่แสดงเป็นเจ้าของทรรศนะ ซึ่งอาจเป็นคำสรรพนามประกอบกับคำกริยา หรือกลุ่มคำกริยาที่ชี้ชัดว่าเป็นข้อสรุปของการแสดงทรรศนะ ตัวอย่างเช่น ดิฉันเห็น ว่า โรงเรียนมีโครงการส่งเสริมความถนัดของนักเรียนอยู่แล้ว
- ใช้คำหรือกลุ่มคำกริยา ช่วยในข้อสรุปเพื่อชี้ให้เห็นว่าเป็นการแสดงทรรศนะ เช่น น่า น่าจะ คง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น เรื่องนี้ น่า ส่งต่อให้องค์การที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ
- ใช้คำหรือกลุ่มคำอื่นๆ ที่สื่อความหมายไปในทางแสดงทรรศนะ อาจเป็นการประเมินค่า แสดงความเชื่อมั่น คาดคะเน ตัวอย่างเช่น เป็นไปได้ยาก ที่จะประสบโชคสองครั้งสองคราเช่นนี้อีก

ปัจจัยที่ส่งเสริมการแสดงทรรศนะ มี ๒ ประการคือ
๑. ปัจจัยภายนอก อาทิ สื่อ ผู้รับสาร บรรยากาศแวดล้อม
๒. ปัจจัยภายใน อาทิ ความสามารถในการใช้ภาษา ทั้งวัจนภาษา และอวัจนภาษา ความเชื่อมั่นในตนเอง ความรู้และประสบการณ์
การประเมินค่าทรรศนะ แนวทางในการประเมินค่าทรรศนะมีดังนี้
๑. ประโยชน์และลักษณะสร้างสรรค์ ทรรศนะที่ดีต้องก่อให้เกิดประโยชน์และมีคุณค่าในทางสร้างสรรค์
๒. ความน่าเชื่อถือและความสมเหตุสมผล ทรรศนะที่ดีจะต้องมีความน่าเชื่อถือและความสมเหตุสมผล จะต้องมีน้ำหนักมากพอ
๓. ความเหมาะสมกับผู้รับสารและกาลเทศะ ทรรศนะใดๆก็ตามที่ถูกนำเสนอจะต้องถูกกับกาลเทศะคือมีความพอเหมาะพอดี เหมาะแก่เนื้อที่หรือเวลาที่มีอยู่ เหมาะแก่การนำเสนอสาธารณชนหรือเปล่า
๔. การใช้ภาษา ทรรศนะที่ดีจะต้องมีภาษาที่แจ่มแจ้งชัดเจน เหมาะแก่การสื่อสาร

21-25 กันยายน 2552 การใช้ภาษาในการสื่อสาร

การสื่อสารและภาษา

1. การสื่อสาร
1.1 การสื่อสาร คือ การติดต่อกัน
1.2 องค์ประกอบของการสื่อสาร คือ ผู้รับสาร สาร สื่อ ภาษา กาลเทศะและสิ่งแวดล้อม
- สื่อ หมายถึง เครื่องมือ เช่น เครื่องพิมพ์กระดาษ
- สาร หมายถึง คำพูดเช่น คำพูดในบทละคร
2. ภาษา
2.1 วัจนภาษา (ภาษาคำพูด) ได้แก่ การพูดและการเขียน เช่น
- จึงอวยพรสอนสั่งสารพัน ให้กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงกันจนบรรลัย
- อยากจะบอกว่ารักสักเท่าฟ้า หมดภาษาจะพิสูจน์พูดรักได้
- คำว่ารักเธอคือที่ฉันมี แปลว่าฉันจะอยู่ตรงนี้ใกล้ใกล้เธอ
2.2 อวัจนภาษา ( ภาษาท่าทาง)ได้แก่ ดวงตา สีหน้า น้ำเสียง เช่น
- แกดีใจจนหลั่งถั่งน้ำตา ลูบหลังลูบหน้าด้วยปรานี
- พอสบพักตร์เณรพยักทันใด ด้วยน้ำใจผูกพันกระสันหา
- พลายแก้วเห็นแล้วก็ยินดี ชี้บอกทองประศรีไปทันใด

การฟังและการพูด
1. การฟัง
1.1 ลักษณะการฟังที่มีประสิทธิภาพ
- จับประเด็นได้ = จับใจความสำคัญได้ , สรุปได้
- ตีความได้ = การถอดความและตีความได้
- วิเคราะห์ได้ = การแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร
- ประเมินค่าได้ = ตัดสินคุณค่าได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี
1.2 มารยาทในการฟัง
ลักษณะในการฟังที่ดีควรมีดังนี้
- ขณะฟัง ไม่ควรนั่งกระซิบกระซาบกับคนข้างๆ
2. การพูด
2.1 การพูดที่เกิดผล คือ พูดแล้วคนฟังคล้อยตาม
2.2 มารยาทในการพูด เช่น ไม่กล่าวร้ายพาดพิงถึงคนอื่นโดยที่คนนั้นไม่มีโอกาสกล่าวแก้ตัวได้
3. การทักทายและการสนทนา
3.1 การทักทาย
- ไหว้อย่างไทย พนมมือ ปลายนิ้วจรดคางหรือใต้จมูก ก้มศีรษะพองาม
- กล่าวคำว่า "สวัสดี "
- ทักในสิ่งที่คนฟังสบายใจ
3.2 การสนทนา
ข้อควรกระทำในการสนทนา
- ดูคนฟัง คือ การที่ดูคนที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วย
- ดูสถานการณ์ คือ ดูว่าสถานการณ์ใดเหมาะสมควรหรือไม่ควร
- แนะนำตัว คือ การบอกบอกชื่อให้คนที่เราคุยด้วยทราบแต่ไม่ควรแนะนำแบบโอ้อวด
- คุยกับคนเพิ่งรู้จัก เราควรพูดเรื่องทั่วไป
- บนโต๊ะกินข้าว ไม่ควรพูดเรื่องที่ทำให้เกิดการเสียมารยาท
- ยินดีที่เพื่อนประสบความสำเร็จ คือ ไม่ควรพูดแบบอิจฉาเขาควรที่จะแสดงความยินดีกับเขา
- เวลาเยี่ยมคนป่วย สิ่งสำคัญคือไม่ควรย้ำเรื่องโรคของผู้ป่วย
- ปลอบใจคน ควรให้กำลังใจแก่ผู้ที่มีความทุกข์หรือมีปัญหา
4. การพูดต่อหน้าประชุมชน
4.1 วิธีการพูดต่อหน้าประชุมชน
- พูดโดยฉับพลัน
- พูดโดยอาศัยต้นร่าง
- พดโดยท่องจำ
- พูดโดยอ่านจากต้นร่าง
4.2 รูปแบบการพูดต่อหน้าประชุมชน
- การสนทนาต่อหน้าประชุมชน
- การซักถามต่อหน้าประชุมชน
- การอภิปรายเป็นคณะ
- การโต้วาที
- การบรรยาย
4.3 การเตรียมตัวพูด
- กำหนดจุดมุ่งหมาย
- วิเคราะห์ผู้ฟัง
- กำหนดขอบเขตของเรื่อง
- รวบรวมเนื้อหา
- ทำเค้าโครงลำดับเรื่อง
- เตรียมภาษา
- ซ้อมพูด
4.4 การประเมินการพูด พิจารณาทั้งผู้พูด ผู้ฟัง และสาร

ข่าวและประกาศ
1. ประกาศทางการ
1.1 ชื่อองค์การหรือหน่วยงานที่ประกาศ
1.2 เรื่องที่ประกาศ
1.3 เนื้อความที่จะประกาศ
1.4 วัน เดือน ปี ที่ประกาศ
1.5 ลงนามผู้ออกประกาศ
2. ประกาศทั่วไป
2.1 ประกาศขายของ ต้องบอกรายละเอียดและราคาของ บอกว่าจะติดต่อซื้อได้กับใคร อย่างไร
2.2 ประกาศสมัครงาน ต้องบอกว่าเป็นงานอะไร ต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไร สนใจสมัครจะ
ติดต่อได้อย่างไร
ตัวอย่างประกาศที่บกพร่อง
- เปิดจองที่ดินทำเลทอง ใกล้สวนสัตว์สิงห์ทอง แปลงละ 60 ตร.ว. ถมให้เสร็จ ผ่อนเดือนละ 2,044 บาท
( มีข้อบกพร่องก็คือ ไม่รู้ว่าจะติดต่อที่ไหน )

วัฒนธรรมกับภาษา
1. วัฒนธรรม
1.1 วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิตของมนุษย์
1.2 ประเพณี คือ การกระทำที่ทำต่อกันมาตั้งแต่อดีต
1.3 ค่านิยม คือ ความคิดของบุคคลว่าสิ่งใดควรนำไปปฏิบัติ
1.4 วิถีชาวบ้าน ( วิถีประชา ) คือ มารยาทต่างๆที่คนในสังคมได้ทำตามๆกันมา
2. วัฒนธรรมไทยกับภาษาไทย
2.1 คนไทยมีความเคารพผู้ใหญ่ ศาสนาและพระมหากษัตริย์
2.2 คนไทยไม่ค่อยมีพิธีรีตอง
2.3 คนไทยมีความสนใจเรื่องอาหาร ดนตรี และนาฎศิลป์มาก
2.4 ภาษาไทยไม่ค่อยมีคำความหมายกลางๆที่ใช้ครอบคลุมสิ่งต่างๆแต่จะเอาคำความหมาย
เฉพาะมารวมกัน เช่น ช้างม้าวัวควาย หมูหมากาไก่ เสือสิงห์กระทิงแรด ถ้วยโถโอชาม
2.5 คนไทยเจ้าสำนวน
3. ภาษามาตราฐาน
3.1 ภาษามาตราฐาน คือ ภาษาที่คนทั่วไปใช้ติดต่อสื่อสารกัน
การมีภาษามาตราฐานจะทำให้คนในชาติติดต่อสื่อสารได้ตรงกัน เข้าใจกัน ในปัจจุบันนี้คนไทยใช้
สำเนียงภาษาของภาคกลางเป็นภาษามาตราฐาน
3.2 ภาษาถิ่น คือ ภาษาที่ใช้ติดต่อกันในท้องถิ่นนั้นๆ
( การธำรงรักษาถิ่นสร้างประโยชน์หลายประการแก่การศึกษาภาษาศาสตร์ ) เช่น
- ทำเราให้ทราบความหมายของคำซ้อนเพื่อความหมาย เช่น เชื้อเชิญ เสื่อสาด
- ทำให้เราทราบคำเขียนที่ถูกต้องของภาษามาตราฐาน เช่น ตัว " ร " ของภาษาภาคกลางเทียบได้กับตัว
" ฮ " ของภาคเหนือ ดังนั้น ตัวเฮือดของชาวเหนือคือ ตัว " เรือด " ในภาษาไทยภาคกลาง

การแสดงทรรศนะ
1. ทรรศนะ
คือ ความคิด ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เช่น
- เขาเดินทางไปต่างประเทศแล้ว , เขาจะเดินทางไปต่างประเทศ ( ข้อเท็จจริง )
- เขาคงเดินทางไปต่างประเทศ , เขาควรเดินทางไปต่างประเทศ ( ทรรศนะ )
* ในการแสดงทรรศนะจะมีคำแสดงว่าเป็นทรรศนะเป็นต้นว่า น่า,คง,ควร,อาจ,ต้อง....แน่ *
2. ประเภททรรศนะ
2.1 ทรรศนะเกี่ยวกับข้อเท็จจริง
- เป็นความเห็นเกี่ยวกับความจริง
- เข้าลักษณะการสันนิษฐาน คาดคะเน
- ตัวอย่างเช่น
- บนดวงจันทร์น่าจะมีสิ่งมีชีวิต
- ปัญหารถติดในกทม.น่าจะเป็นเพราะกทม.มีรถมาก
- เพื่อนเราคนนี้ไม่มีทางทำอย่างนี้ได้หรอก
- ยังไงเขาก็น่าจะกลับมาหาเธอ
2.2 ทรรศนะเกี่ยวกับคุณค่า ( ค่านิยม )
- เป็นความเห็นเกี่ยวกับความดี , ความงาม , ความไพเราะ
- ตัวอย่างเช่น
- เขาทำงานได้ดีมาก
- คนเดี๋ยวนี้มองกันที่วัตถุ ไม่เห็นดีเลย
2.3 ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย
- เป็นความเห็นประเภทข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำ
- ตัวอย่างเช่น
- เธอควรลดน้ำหนักได้แล้ว
- เธอไม่น่าจะไปยุ่งกับเขาเลย
- นิดอย่าคิดมากไปหน่อยเลย เดี๋ยวแก้นะ

การโต้แย้ง
1. การโต้แย้ง
1.1 การโต้แย้ง คือ การใช้เหตุผลเพื่อแย้งกัน
1.2 การโต้แย้งควรคำนึงถึงมารยาทในการโต้แย้งด้วย
1.3 โครงสร้างสำคัญของการโต้แย้ง ได้แก่
1. เหตุผล - ข้อสนับสนุนทรรศนะฝ่ายตนและทรรศนะฝ่ายตรงข้าม
2. ข้อสรุป - ประเด็นที่กำลังโต้แย้ง
2. กระบวนการโต้แย้ง
2.1 การตั้งประเด็น
2.2 การนิยามคำสำคัญในประเด็น
2.3 การค้นหาและเรียบเรียงข้อมูลฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจจะเป็นที่
1. การนิยามคำ
- นิยามวกวน เช่น งานประดิษฐ์ คือ งานประดิษฐ์ซึ่งจากความคิดริเริ่มของตน
- นิยามโดยอคติ เช่น หาบเร่ คือ การนำสินค้ามาขายโดยเคลื่อนไปตลอด ยกเว้นเมื่อมีคนมาขอ
ซื้อสินค้า
- ให้คำยากนิยาม เช่น ไดโนเสาร์ คือ สัตว์โลกไฟลัมหนึ่งที่มีขนาดใหญ่
2. ปริมาณความถูกต้องของข้อมูล
3. สมมติฐาน คือ ข้อสรุปเบื้องต้น
4. วิธีการอนุมาน คือ วิธีการสรุป

การโน้มน้าวใจ
1.การโน้มนาวใจ
คือ การชักจูงใจการโน้มน้าวใจ ไม่ใช่ การพูดอย่างตรงไปตรงมา
2. กลวิธีการโน้มน้าวใจ
2.1 การแสดงทรรศนะให้ประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือ
2.2 การใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมกัน
2.3 การใช้อารมณ์แรงกล้า
2.4 การใช้อารมณ์หรรษา
2.5 การแสดงให้เห็นความหนักแน่นของเหตุผล
2.6 การชี้ทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสีย
3. ประเภทการโน้มน้าวใจ
3.1 คำเชิญชวน คือ คำแนะนำที่มีวัตถุประสงค์ในทางที่ดี
3.2 การโฆษณา
3.3 การโฆษณาชวนเชื่อ คือ การใช้วิธีการให้เชื่อโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่น ใช้ถ้อยคำหรูหรา ,
อ้างบุคคล-สถาบัน , อ้างคนส่วนมาก

คำและความหมาย
1. ความหมายนัยตรง - ความหมายโดยนัย
1.1 ความหมายนัยตรง คือ ความหมายตรงๆ ของคำ เช่น
- คืนนี้มีดาวเต็มฟ้าเลย
- คุณแม่ชอบเพชรเม็ดนี้มาก
- เขาไปซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาดมา
1.2 ความหมายโดยนัย ( อุปมา ) คือ ความหมายเปรียบเทียบของคำนั้น เช่น
- เธอเป็นดาวตั้งแต่ยังเด็ก
- เธอเป็นเพชรน้ำเอกของวงการเพลง
- ขอมอบดอกไม้ในสวนนี้เพื่อมวลประชา
2. ความหมายนัยประหวัด
คือ ความหมายที่แฝงอยู่ในคำหรือข้อความนั้นๆ เช่น
- เสื้อของเธอนี่เป็นเสื้อโหลรึเปล่า
- เธอนี่เป็นคนซื่อจริงๆ
- เขารัดรวบเก่งมากเลย
- คนคนนี้เป็นคนทำอะไร ต้องวางแผนก่อน
3. คำความหมายเหมือนกัน - คำพ้องรูปพ้องเสียง
3.1 คำความหมายเหมือนกัน ( คำไวพนจ์ )เช่น
- ทองคำ = สุวรรณ,กนก,กาญจน์,มาศ
- เงิน = หิรัญ,รัชดา
- นก = ปักษา,ปักษิณ,วิหค,สกุณา,ทิชากร
- ดอกบัว = อุบล,โกมุท,โกมล,ปทุม,นิรุบล
- ดอกไม้ = บุปผา,บุษบา,บุหงา,โกสุม,มาลี
- ท้องฟ้า = อัมพร,เวหา,นภา,คคนานต์
- ช้าง = คช,สาร,กรี,กุญชร,หัตถี,คเชนทร์
- ม้า = อาชา,พาชี,สินธพ,ดุรงค์,มโนมัย,แสะ,หัย
- ผู้หญิง = สตรี,อิตถี,บังอร,เยาวมาลย์,ยุพา,ยุพิน,อนงค์,กัลยา
- สวย = งาม,สิริ,โสภา,รางชาง,สิงคลิ้ง,อันแถ้ง
3.2 คำพ้องรูปพ้องเสียง ( คำพ้อง )
คือ คำที่มีรูปและเสียงเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน เช่น
- ฉันเห็นพระฉันเพลบ้าง
- เขายืนอยู่บนเขาลูกไหน
- เจ้าของบ้านคงระเบียบจัด ดูวิธีจัดบ้านก็รู้
4. คำความหมายแคบกว้างต่างกัน
4.1 คำความหมายกว้างจะคลุมคำที่มีความหมายแคบ เช่น
คำความหมายกว้าง คำความหมายแคบ
สัตว์ กวาง,ช้าง,ม้า,มด
ที่อยู่ บ้าน,เรือน,วัง,ปราสาท
ญาติ ปู่,ย่า,ตา,ยายิ
สี แดง,เหลือง,เขียว,ฟ้า,ส้ม
แม่สี แดง,เหลือง,น้ำเงิน
4.2 ข้อควรระวัง
1. การจัดเรียงความหมายกว้างไปแคบ,แคบไปกว้าง ต้องถูกต้อง เช่น
- สัตว์ สัตว์สี่ขา หมา หมาอัลเซเชียน
- หนังสือ หนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์กีฬา สยามกีฬา
- อาหาร อาหารคาว แกง แกงไก่
- อาชีพ เกษตรกรรม ทำไร่ ทำไร่องุ่น
2. คำกว้างที่ใช้ต้องคลุมคำความหมายแคบ เช่น
- ขนมหวานร้านนี้โดยเฉพาะฝอยทองอร่อยมาก
( คำที่มีความหมายกว้าง คือ ขนมหวาน )
- เขาไปเที่ยวมาแล้วทุกประเทศ ยกเว้น จีน
( คำที่มีความหมายกว้าง คือ ทุกประเทศ )
3. อย่าใช้คำความหมายแคบกว้างรวมกันแบบซ้ำซ้อน ( ฟุ่มเฟือย )เช่น
- เธอชอบใช้เครื่องประดับและต่างหูที่ทำจากเงิน
( ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำว่าต่างหูเพราะคำว่าเครื่องประดับนั้นครอบคลุมคำว่าต่างหูอยู่แล้ว )
- เขาอ่านวิชาภาษาไทยและวรรณคดีจบแล้ว
( ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำว่าวรรณคดีเพราะคำว่าภาษาไทยนั้นครอบคลุมคำว่าวรรณคดีอยู่แล้ว )
- เธอไปเที่ยวประเทศแถบยุโรปและฝรั่งเศสมาแล้ว
( ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำว่าฝรั่งเศสเพราะคำว่ายุโรปนั้นครอบคลุมคำว่าฝรั่งเศสอยู่แล้ว )
- เขาชอบกินน้ำผลไม้สดๆและน้ำส้มคั้นมากๆ
( ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำว่าน้ำส้มคั้นเพราะคำว่าน้ำผลไม้นั้นครอบคลุมคำว่าน้ำส้มคั้นอยู่แล้ว )
5. การใช้คำให้ถูกความหมาย
- คำบางคำใช้ในแง่บวก( ดี ) เช่น อัจฉริยะ พัฒนา เจริญ
- คำบางคำใช้ในแง่ลบ ( ไม่ดี ) เช่น ใส่ความ ใส่ใคล้ สิ้นเชิง แสนสาหัส มั่วสุม ตราหน้า ติดหลังแห
สาสม
ตัวอย่างความหมายของคำบางคำที่มักจะใช้ผิดกัน
1.ปณิธาน - ตั้งใจ
ปฏิภาณ - ไหวพริบ
2.ประโยชน์ - เกิดประโยชน์ธรรมดา
ผลประโยชน์ - ใช้ในเชิงเศษฐกิจ
3.ฟัง - ใช้กับเรื่องทั่วไป
รับฟัง - ใช้กับปัญหา
4.จุกจิก - จู้จี่
จุบจิบ - ใช้กับของกิน
5.ผัด - เลื่อน
ผลัด - เปลี่ยน
6.ขลิบ - หุ้มตรงริม
ขริบ - ตัดให้เท่ากัน
7.กินอยู่ - กินแล้วอยู่
อยู่กิน - นอนด้วยกัน( สามี-ภรรยา )ู่
8.สอดส่อง - ดูแล
สอดส่าย - หา
สอดแทรก - ยุ่ง
9.เชี่ยวชาญ - ใช้เกี่ยวกับ " หมอ,วิชาการ "
ชำนาญ - ใช้ในการปฏิบัติ
10.หมกหมุ่น - อยู่กับสิ่งนั้นนานิ
จดจ่อ - มีสมาธิอยู่กับสิ่งนั้น
6. การใช้คำให้ถูกหน้าที่ ( ถูกชนิดของคำ )
* คำต่อไปนี้เป็นคำขยาย ( ไม่ใช่กริยา ) * = โดดเดี่ยว,อบอุ่น,เดียวดาย,วิบัติ,สั่นคลอน,จับใจ,ลึกซึ้ง
ตัวอย่างการใช้คำผิดหน้าที่
- เขมรถูกโดดเดี่ยวจากกลุ่มอาเซียน
- เพื่อนๆไปเที่ยวเขาจึงเดียวดายมาก
- เขาอบอุ่นร่างกายก่อนลงว่ายน้ำ
- วัยรุ่นชอบวิบัติภาษากันมาก
- เรื่องนี้สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลมาก
- เพลงนี้จับใจฉันมาก
- เหตุการณ์ขณะนี้อยู่ในขั้นวิกฤตการณ์
- เขาเสร็จรายงานแล้วจะไปเที่ยวต่อ
7. หลักการใช้คำเชื่อม
7.1 ดูความหมายและระดับภาษา
7.2 คำเชื่อม
- ทั้ง....และ
- ระหว่าง....กับ
- ให้....แก่
- ไม่ว่า...หรือ
- ต่าง....กับ
- สอดคล้อง....กับ
- เกี่ยวข้อง....กับ
- เผชิญ....กับ
- ขัดแย้ง....กับ
- สมควร....แก่
- ตก....กับ
- ตระหนัก....ถึง
- จำเป็น....ต่อ
- อุปสรรค....ต่อ
- แสดง ยื่น รายงาน....ต่อ
8. คำพังเพย สุภาษิต สำนวน
- คำพังเพย คือ คำเปรียบเทียบ
- สุภาษิต คือ การสอนตรงๆหรือเปรียบก็ได้( แต่ให้เป็นการสอน )
- สำนวน คือ การเปรียบเทียบห้ามแปลตรงๆ
* ที่มาของสำนวน *
1. มาจากชีวิตประจำวัน เช่น ชุบมือเปิบ กินน้ำพริกถ้วยเก่า
2. มาจากศาสนา เช่น ปิดทองหลังพระ คว่ำบาตร แก่วัด ชายสามโบสถ์ กินบุญเก่า ขนทรายเข้าวัด
3. มาจากการละเล่น เช่น รุกฆาต ไม่ดูตาม้าตาเรือ สู้จนเย็บตา แจงสี่เบี้ย
4. มาจากนิทานหรือวรรณคดี เช่น กิ่งก่าได้ทอง ชาวนากับงู่เห่า กระต่ายตื่นตูม ชักแม่น้ำทั้งห้า
5. มาจากสิ่งแวดล้อม เช่น นกไร้ไม้โหด ไก่แก่แม่ปลาช่อน จมูกมด ดาวล้อมเดือน น้ำซึมบ่อทราย
6. มาจากการล่าสัตว์ เช่น ชนักติดหลังู

7-12 กันยายน 2552

ประโยค
คือ ถ้อยคำที่มีใจความสมบูรณ์ ประกอบด้วย ภาคประธานและภาคแสดง

ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

ประโยคแบ่งได้เป็น ๓ ชนิด คือ
๑. ประโยคความเดียว (เอกรรถประโยค)
๒. ประโยคความรวม (อเนกรรถประโยค)
๓. ประโยคความซ้อน (สังกรประโยค)
๑.ประโยคความเดียว (เอกรรถประโยค) คือ ประโยคที่มีใจความสำคัญเพียงหนึ่งเดียว
มีภาคประธานภาคเดียว ภาคแสดงภาคเดียว สังเกตได้จากมีกริยาสำคัญเพียงตัวเดียว เช่น

ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง หมายเหตุ
ฝนตก ฝน ตก ประโยคที่กริยา
ไม่ต้องมีกรรมมารับ

น้ำไหล น้ำ ไหล
ไฟดับ ไฟ ดับ
แดดออก แดด ออก
ลมพัด ลม พัด
ฟ้าร้อง ฟ้า ร้อง

ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง หมายเหตุ
นักเรียนทำการบ้าน นักเรียน ทำการบ้าน ทำ = กริยา
การบ้าน = กรรม
ฉันกินผลไม้ ฉัน กินผลไม้ กิน = กริยา
ผลไม้ = กรรม
พี่ตีงู พี่ ตีงู ตี = กริยา
งู = กรรม
สุนัขกัดไก่ สุนัข กัดไก่ กัด = กริยา
ไก่ = กรรม
หมายเหตุ - กริยาที่ต้องมีกรรมมารับ
ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง หมายเหตุ
คุณพ่อเป็นตำรวจ คุณพ่อ เป็นตำรวจ เป็น = กริยา
ตำรวจ = ส่วนเติมเต็ม
หมายเหตุ - "เป็น" เป็นกริยาที่ต้องอาศัยส่วนเติมเต็มเพื่อให้เนื้อความสมบูรณ์
ข้อสังเกต ประโยคความเดียวจะมีประธานเดียว กริยาเดียว กรรมเดียว
๒. ประโยคความรวม (อเนกัตถประโยค) คือประโยคที่รวมเอาประโยคความเดียวตั้งแต่ ๒ประโยค ขึ้นไปมารวมกัน โดยใช้สันธานเป็นตัวเชื่อมแต่ก็สามารถแยกออกเป็นประโยคความเดียว ที่มีใจความสมบูรณ์ได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเพิ่มส่วนใดส่วนหนึ่งในประโยค
เช่น
ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สันธาน
ฉันอ่านหนังสือแต่
น้องเล่นตุ๊กตา ฉันอ่านหนังสือ น้องเล่นตุ๊กตา แต่
ประโยคความรวมแบ่งย่อยได้เป็น ๔ แบบ ดังนี้

๒.๑ ประโยคที่มีเนื้อความคล้อยตามกัน คือ ประโยคความเดียว ๒ ประโยค
ที่นำมารวมกันโดยมีเนื้อความสอดคล้องกันมีสันธาน และ แล้ว แล้ว...ก็ ครั้น...จึง
พอ...ก็ ฯลฯ เป็นตัวเชื่อม แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ
๒.๑.๑ ประธานหนึ่งคนทำกริยา ๒ กริยาต่อเนื่องกัน เช่น
ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สันธาน
พอฉันทำการบ้านเสร็จก็ไปดูโทรทัศน์ทันที ฉันทำการบ้านเสร็จ ฉันไปดูโทรทัศน์ พอ...ก็
๒.๑.๒ ประธานสองคนทำกริยาอย่างเดียวกัน เช่น
ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สันธาน
สุมาลีและจินดาเรียน
ยุวกาชาดเหมือนกัน สุมาลีเรียน
ยุวกาชาด จินดาเรียนยุวกาชาด และ
๒.๒ ประโยคที่มีเนื้อความขัดแข้งกัน คือ ประโยคความเดียว ๒ ประโยคที่นำมารวมกัน โดยมีเนื้อความขัดแย้งกัน กริยาในแต่ละประโยคตรงกันข้ามกัน
ส่วนใหญ่จะมีสันธาน แต่ แต่ทว่า กว่า...ก็ ฯลฯ เป็นตัวเชื่อม เช่น

ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สันธาน
ฉันรักเขามากแต่ทว่า
เขากลับไม่รักฉันเลย ฉันรักเขามาก เขากลับไม่รักฉันเลย แต่ทว่า

๒.๓ ประโยคที่มีเนื้อความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ประโยคที่มี
กริยา ๒ กริยาที่ต่างกัน มีสันธาน หรือ หรือไม่ก็ มิฉะนั้น...ก็ ฯลฯ เป็นตัวเชื่อม เช่น

ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สันธาน
แก้วหรือไม่ก็ก้อยไปช่วยแม่ยกของหน่อยจ้ะ แก้วไปช่วยแม่ยกของ ก้อยไปช่วยแม่ยกของ หรือไม่ก็
๒.๔ ประโยคที่มีเนื้อความเป็นเหตุเป็นผล คือ ประโยคที่มีประโยคความ
เดียวประโยคหนึ่งมีเนื้อความเป็นประโยคเหตุและมีประโยคความเดียวอีกประโยค
หนึ่งมีเนื้อความเป็นประโยคผล มีสันธาน จึง ฉะนั้น ดังนั้น เพราะฉะนั้น ฯลฯ
เป็นตัวเชื่อม เช่น
ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สันธาน
เพราะเธอเป็นคนเห็น
แก่ตัวจึงไม่มีใครคบค้า
สมาคมด้วย เธอเป็นคนเห็นแก่ตัว
(ประโยคเหตุ) ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย
(ประโยคผล) เพราะ...จึง

ข้อสังเกต ประโยคความรวมที่มีเนื้อความเป็นเหตุเป็นผลนั้น ประโยคเหตุจะต้องมาก่อน
ประโยคผลเสมอ

ข้อสังเกต ประโยคความรวมจะมีคำว่า และ แต่ หรือ ก็ เป็นสันธานเชื่อมประโยค

๒. ประโยคความซ้อน (สังกรประโยค) คือประโยคที่ประกอบด้วยประโยคหลัก(มุขยประโยค)
และประโยคย่อย(อนุประโยค) มารวมเป็นประโยคเดียวกัน โดยมี ประพันธสรรพนาม(ผู้, ที่, ซึ่ง, อัน)
ประพันธวิเศษณ์ หรือบุพบทเป็นบทเชื่อม

๓.
ประโยคหลัก (มุขยประโยค) คือ ประโยคที่เป็นใจความสำคัญที่ต้องการสื่อสาร

ประโยคย่อย (อนุประโยค) คือ ประโยคที่ทำหน้าที่ขยายความประโยคหลักให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ตัวอย่าง
ประโยคความซ้อน ประโยคหลัก
(มุขยประโยค) ประโยคย่อย
(อนุประโยค) ตัวเชื่อม
ฉันรักเพื่อนที่มีนิสัย
เรียบร้อย ฉันรักเพื่อน ที่มีนิสัยเรียบร้อย ที่
(แทนคำว่า"เพื่อน")
พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อ
ลูกจะมีอนาคตสดใส พ่อแม่ทำงานหนัก ลูกจะมีอนาคตสดใส
(ทำงานหนักเพื่ออะไร) เพื่อ(ขยายวิเศษณ์
"หนัก")
เขาบอกให้
ฉันลุกขึ้นยืนทันที เขาบอก ฉันลุกขึ้นยืนทันที
(ขยายกริยา"บอก"
บอกว่าอย่างไร) ให้

ประโยคย่อย (อนุประโยค) ที่ซ้อนอยู่นี้อาจทำหน้าที่เป็นประธาน บทขยายประธาน กรรมหรือ
บทขยายกรรมของประโยคหลัก (มุขยประโยค)
อนุประโยคแบ่งออกเป็น ๓ อย่าง คือ

๓.๑ นามานุประโยค หมายถึง ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมของประโยค เช่น
ประโยคความซ้อน ประโยคหลัก
(มุขยประโยค) ประโยคย่อย
(นามานุประโยค) ตัวเชื่อม
นายกรัฐมนตรีพูดว่า
เยาวชนไทยต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต นายกรัฐมนตรีพูด เยาวชนไทยต้องมี
ความซื่อสัตย์สุจริต
(เป็นกรรม) ว่า
พี่สาวทำให้น้องชายเลิกเล่นเกมได้โดยเด็ดขาด พี่สาวทำ้..... น้องชายเลิกเล่นเกม
ได้โดยเด็ดขาด
(เป็นกรรม) ให้
ภาพยนต์เรื่องนี้สอนว่า
ทุกคนควรช่วยเหลือ
สังคมเมื่อมีโอกาส ภาพยนตร์เรื่องนี้สอน ทุกคนควรช่วยเหลือ
สังคมเมื่อมีโอกาส
(เป็นกรรม) ว่า
รัฐสภาจัดงานใหญ่เป็น
เกียรติแก่ผู้แทนราษฎร์ .....เป็นเกียรติแก่
ผู้แทนราษฎร รัฐสภาจัดงานใหญ่
(เป็นประธาน) ว่า
๓.๒ คุณานุประโยค หมายถึง อนุประโยคที่ทำหน้าที่เหมือนคำวิเศษณ์เพื่อขยายนาม
หรือสรรพนามให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น ทำหน้าที่เช่นเดียวกับวิเศษ คุณานุประโยคมักจะใช้
ประพันธสรรพนาม(ที่ ซึ่ง อัน ว่า ผู้) เป็นตัวเชื่อม เช่น
ประโยคความซ้อน ประโยคหลัก
(มุขยประโยค) ประโยคย่อย(คุณานุประโยค) ตัวเชื่อม
บ้านสวยที่อยู่บนภูเขา
นั้นเป็นของนักร้องชื่อดัง บ้านสวยเป็นของนักร้องชื่อดัง ที่อยู่บนภูเขา
(บ้านอยู่บนภูเขา) ที่
ครูทุกคนไม่ชอบนักเรียน
ที่แต่งตัวไม่สุภาพ
เรียบร้อย ครูทุกคนไม่ชอบ
นักเรียน ที่แต่งตัวไม่สุภาพ
เรียบร้อย
(นักเรียนแต่งตัวไม่
สุภาพเรียบร้อย) ที่
คนซึ่งไปรับรางวัลเป็น
น้องสาวของฉันเอง คนเป็นน้องสาวของ
ฉันเอง ซึ่งไปรับรางวัล
(คนไปรับรางวัล)
๓.๓ วิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยาหรือวิเศษณ์
เรียกว่า วิเศษณานุประโยค โดยสังเกตจากสันธาน เมื่อ จน เพราะ ราวกับ ระหว่างที่ ฯลฯ
เช่น
ประโยคความซ้อน ประโยคหลัก
(มุขยประโยค) ประโยคย่อย
(วิเศษณานุประโยค) ตัวเชื่อม
นักเรียนถูกลงโทษไม่ให้ออกนอกบริเวณโรงเรียน นักเรียนถูกลงโทษ ไม่ให้ออกนอกบริเวณ
โรงเรียน -
หล่อนไปทำงานตั้งแต่
ฟ้าเพิ่งจะสาง ๆ
เท่านั้นเอง หล่อนไปทำงาน ตั้งแต่ฟ้าเพิ่งจะสาง ๆ
เท่านั้นเอง ตั้งแต่
ข้อสังเกต ประโยคความซ้อนลักษณะนี้ ประโยคผลจะมาก่อนประโยคเหตุ

ข้อสังเกต ประโยคความซ้อน
- ถ้ามีอนุประโยคทำหน้าที่เป็นนามหรือมีคำ "ว่า" อยู่ในประโยค
เรียกว่า นามานุประโยค
- ถ้าอนุประโยคมีคำว่า "ที่" "ซึ่ง" "อัน" อยู่หน้าประโยค
เรียกว่า คุณานุประโยค
- ถ้าอนุประโยคมีคำว่า "เมื่อ" "เพราะ" "แม้ว่า" อยู่หน้าประโยค
เรียกว่า วิเศษณานุประโยค

1 กันยายน 2552 เรื่อง ประโยคซับซ้อนในการสื่อความ

ประโยคซับซ้อนในการสื่อความ

11 กันยายน 2552 เรื่อง การเขียนประชาสัมพันธ์

การเขียนประชาสัมพันธ์

18 สิงหาคม 2552 เรื่อง คำสมาส สนธิ

คำสมาส สนธิ

22 กันยายน 2552 เรื่อง บทความ

บทความ

25 กันยายน 2552 เรื่อง นิทาน

นิทาน

25 สิงหาคม 2552 เรื่อง คำทับศัพท์

คำทับศัพท์

28 สิงหาคม 2552 เรื่อง ประโยคซับซ้อนในการสื่อความ

ประโยคซับซ้อนในการสื่อความ

4 กันยายน 2552 เรื่อง การพูดโต้แย้ง

การพูดโต้แย้ง

8 กันยายน 2552 เรื่อง การพูดโน้มน้าวใจ

การพูดโน้มน้าวใจ

วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน

วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน

21-26 Sep 09

Solar System

วิชาศิลปะ

วิชาศิลปะ

วิชาสังคมศึกษา

วิชาสังคมศึกษา

24 - 28 สิงหาคม 2552

เนื้อหา

31 - 4 กันยายน 2552

เนื้อหา

7-11 กันยายน 2552

เนื้อหา

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิชาเคมี

วิชาเคมี

วิชาภาษาอังกฤษ

Wh-Question_Subject & Object

Zero Conditional Sentence

Zero conditional

Exercise